ซิงเจาเจาทิ้งจางเผิงไปด้านข้างอย่างรังเกียจราวกับโยนขยะ
จางเผิงนอนอยู่บนพื้น กลิ้งไปมาด้วยความเจ็บปวด “เจ็บ! เจ็บมาก!”
เขามองห่าวซิ่วหนิงด้วยสายตาละห้อย ราวกับต้องการแสดงความอ่อนแอเพื่อปลุกความเป็นแม่ในตัวเธอ “แม่ครับ เผิงเอ๋อร์ เจ็บมาก มือเผิงเอ๋อร์เหมือนจะหักแล้วครับ แม่...”
เผิง...เอ๋อร์? (เป็นคำเรียกแทนตัวเองของเด็กเล็ก)
ห่าวซิ่วหนิง: “...”
ห่าวซิ่วหนิงรู้สึกแค่ คลื่นไส้
อายุขนาดนี้แล้ว ยังจะทำเป็นเด็กสามขวบอีกเหรอ?
ซิงเจาเจาขมวดคิ้ว รู้สึกคลื่นไส้เช่นกัน
ในขณะนั้นเอง ก็มีคนถือไม้เท้าวิ่งมาจากที่ไกลๆ
คนยังมาไม่ถึง แต่เสียงก็ดังมาก่อนแล้ว “จางเผิงไอ้ลูกเต่า! คราวที่แล้วยังโดนตีไม่พอใช่ไหม แกยังกล้ามาอีกเหรอ...”
ห่าวเฉียง มาแล้ว
เพื่อความสะดวกในการดูแลป้า เขาพักอยู่ไม่ไกล เมื่อได้รับข่าวก็รีบมาทันที
จางเผิงเห็นท่าไม่ดี เมื่อครู่ยังนอนทำท่าจะตายอยู่บนพื้น ตอนนี้เขาก็รีบดีดตัวลุกขึ้นจากพื้นอย่างว่องไว แล้ววิ่งหนีไป
ห่าวเฉียงเห็นป้าปลอดภัยดีจากระยะไกล ก็ไม่หยุด “วูบ!” วิ่งผ่านพวกเขาไป ไล่ตามจางเผิงไป “ไอ้ลูกเต่า! มีความสามารถก็ยืนอยู่เฉยๆ อย่าวิ่งสิ!”
ฝูงชนที่มุงดูก็เริ่มสลายตัวไปทีละน้อย
ซิงเจาเจาเดินไปหาห่าวซิ่วหนิง แล้วถามด้วยความเป็นห่วง “คุณป้าไม่เป็นไรใช่ไหมคะ?”
ห่าวซิ่วหนิงมองเห็นหน้าซิงเจาเจาชัดๆ ก็ใจสั่นไปชั่วขณะ อดไม่ได้ที่จะจับมือเธอไว้ด้วยความตื่นเต้น แล้วเรียกออกมาโดยไม่รู้ตัว “พี่สะใภ้?”
ริมฝีปากของซิงเจาเจาสั่นเล็กน้อย แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินชัด “คุณป้าว่าอะไรนะคะ?”
ห่าวซิ่วหนิงเพิ่งได้สติ แล้วมองซิงเจาเจาอย่างละเอียดอีกครั้ง
เหมือน เหมือนจริงๆ
แต่ก็แค่ดูเหมือนเท่านั้น
พี่สะใภ้ถูกครอบครัวนั้นทรมานจนชาชินไปนานแล้ว จะสดใสขนาดนี้ได้ยังไง?
ยิ่งไปกว่านั้น พี่สะใภ้ก็จากโลกนี้ไปนานแล้ว
ถึงแม้จะยังมีชีวิตอยู่ ห้าสิบกว่าปีผ่านไป เธอก็ไม่ควรยังอยู่ในรูปลักษณ์นี้
ห่าวซิ่วหนิงหัวเราะเยาะตัวเอง
เธอคงหลอนไปแล้ว
แต่เมื่อคิดถึงคนนั้นที่จากไปนานแล้ว ห่าวซิ่วหนิงก็กำมือซิงเจาเจาแน่น ด้วยความอาลัยอาวรณ์ ไม่ยอมปล่อย
ถ้าพี่สะใภ้ยังอยู่ก็คงจะดี
“ขอโทษนะจ๊ะ เธอหน้าตาคล้ายกับคนรู้จักเก่าของฉันมาก ฉันมองผิดไปโดยไม่ตั้งใจ” ห่าวซิ่วหนิงยิ้มขอโทษซิงเจาเจา
“ไม่เป็นไรค่ะ” ซิงเจาเจาส่ายหน้าอย่างไม่ใส่ใจ พลางทำท่าจะเดินจากไป “ถ้าคุณป้าไม่เป็นอะไร ฉันไปก่อนนะคะ...”
“เดี๋ยวก่อนจ้ะ” ห่าวซิ่วหนิงจับมือเธอแน่น ยังคงไม่ยอมปล่อย “วันนี้ถ้าไม่มีเธอ ฉันคงโดนไอ้ลูกอกตัญญูนั่นทำร้ายไปแล้ว ฉันยังไม่ได้ขอบคุณเธอดีๆ เลย เธอจะรีบไปแบบนี้ไม่ได้นะ อย่างน้อยก็เข้ามานั่งดื่มชาที่บ้านฉันสักหน่อยเถอะ”
ซิงเจาเจาอยากจะไปอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้ตอบตกลงเร็วเกินไป เธอทำหน้าลังเล “คง... ไม่ต้องรบกวนหรอกค่ะ”
ห่าวซิ่วหนิงส่ายหน้ารัวๆ “ไม่รบกวน ไม่รบกวน ต้องไปสิ ต้องไป”
กลัวว่าซิงเจาเจาจะไม่ตกลง เธอก็หาข้ออ้างอีก “อีกอย่าง เมื่อกี้ฉันโดนไอ้ลูกอกตัญญูนั่นก่อกวน ขาฉันยังอ่อนแรง เดินไม่ค่อยสะดวก อยากจะรบกวนให้เธอช่วยส่งฉันกลับบ้านหน่อย”
พูดจบ เธอก็หยุดไปครู่หนึ่ง แล้วแสร้งทำเป็นจำใจเสริมว่า “ถ้าเธอไม่สะดวกจริงๆ ก็ไม่เป็นไรนะ”
เมื่อพูดมาถึงขนาดนี้แล้ว ซิงเจาเจา “จำเป็นต้อง” พยักหน้าตกลง “ถ้าอย่างนั้น... ก็ได้ค่ะ”
ห่าวซิ่วหนิงยิ้มแย้ม แล้วคล้องแขนซิงเจาเจา “บ้านฉันอยู่ข้างหน้า ไม่ไกลหรอก”
พูดจบ เธอก็ดึงซิงเจาเจาเดินไปทางบ้านของเธออย่างรวดเร็ว ไม่มีการแสร้งทำเป็นอ่อนแรงอีกแล้ว
บ้านของห่าวซิ่วหนิงเป็นห้องชุดเล็กๆ มีหนึ่งห้องนอน หนึ่งห้องนั่งเล่น จัดไว้อย่างอบอุ่น บนผนังห้องนั่งเล่นและบนตู้เต็มไปด้วยรูปถ่ายที่ถ่ายไว้เมื่อครั้งยังอยู่ในหมู่บ้าน ดูเหมือนว่าตอนนี้เธอยังคงคิดถึงชีวิตในหมู่บ้านในอดีตมาก
ห่าวซิ่วหนิงพาซิงเจาเจาถึงบ้านแล้ว ก็ตรงไปที่ห้องครัวทันที “ฉันจะไปชงชา เธอตามสบายเลยนะ”
ในขณะที่ห่าวซิ่วหนิงไปชงชา ซิงเจาเจาได้ดูรูปถ่ายที่ติดอยู่บนผนังและวางอยู่บนตู้ทั้งหมด แต่ไม่พบรูปถ่ายของลูกชายและลูกสาวของเธอเลย ใจของเธอก็อดไม่ได้ที่จะบีบรัด
ห่าวซิ่วหนิงชงชาออกมา เห็นซิงเจาเจากำลังดูรูปถ่าย ก็ยิ้มแล้วพูดว่า “เป็นรูปถ่ายเก่าๆ ทั้งนั้น ไม่มีอะไรน่าดูหรอก มานั่งนี่เถอะ”
ซิงเจาเจอยิ้มรับคำ
ห่าวซิ่วหนิงรินชาให้ซิงเจาเจา แล้วหั่นเค้กที่เพิ่งซื้อมาให้เธอด้วย “เค้กชีสที่ฉันชอบที่สุด อร่อยมาก ลองชิมดูสิ”
ซิงเจาเจาทำตามแบบห่าวซิ่วหนิง ใช้ส้อมเล็กๆ ตักมาชิมเล็กน้อย ดวงตาของเธอก็สว่างขึ้นทันที
อร่อยจัง รสชาติใหม่มาก คราวหน้าจะซื้อให้ลูกๆ สองคนของเธอลองชิมบ้าง
ขณะจิบชาและกินเค้ก ซิงเจาเจาแสร้งทำเป็นถามเรื่องรูปถ่ายเหล่านั้นอย่างเป็นกันเอง “รูปพวกนั้นเป็นรูปของคุณป้าสมัยก่อนเหรอคะ?”
“อืม” ห่าวซิ่วหนิงพยักหน้า แล้วยิ้มบอกซิงเจาเจา “อย่าเรียกฉันว่าคุณป้าเลย ฟังดูห่างเหิน ฉันแซ่ห่าว ดูจากอายุของเธอแล้วน่าจะอายุพอๆ กับหลานชายฉัน เรียกฉันว่า ป้าห่าว ก็พอแล้ว”
ซิงเจาเจาได้ยินดังนั้น ตาก็โค้งงอ อดไม่ได้ที่จะยิ้ม
ในโลกนั้น เธอเรียกแม่ของเธอว่า “อาสะใภ้” เท่านั้น ไม่คิดว่ามาที่นี่ เธอกลับต้องมาเรียกเธอว่า ป้า
ห่าวซิ่วหนิงเห็นเข้า ก็ไม่เข้าใจ ถามว่า “เป็นอะไรไปจ๊ะ?”
ซิงเจาเจอดื่มชาเพื่อปกปิดอารมณ์ ส่ายหน้า แล้วพูดว่า “ไม่มีอะไรค่ะ”
จากนั้นก็ถามต่อ “ในรูปถ่ายนั่นเป็นที่ที่ป้าเคยอยู่ใช่ไหมคะ?”
“ใช่แล้ว” ห่าวซิ่วหนิงหันไปมองรูปถ่าย พยักหน้าด้วยความอาลัยอาวรณ์ “เป็นที่ที่ฉันอาศัยมาหลายสิบปีตั้งแต่เกิด น่าเสียดายที่กลับไปอีกไม่ได้แล้ว”
“อยู่ที่ไหนคะ? ไกลมากไหม? จริงๆ แล้วร่างกายของป้าก็ยังดูแข็งแรงอยู่ ถ้าคิดถึงจริงๆ กลับไปดูสักหน่อยก็ไม่น่ามีปัญหาอะไรนะคะ” ซิงเจาเจาแสร้งทำเป็นไม่รู้แล้วพูด
ห่าวซิ่วหนิงหัวเราะ แล้วส่ายหน้า “ก็ไม่ไกลเท่าไหร่ นั่งรถไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมงหรอก”
“ตรงไปทางทิศตะวันตกจากที่นี่ ใต้เขามีอ่างเก็บน้ำ เธอรู้ใช่ไหม?” เธอสบตากับซิงเจาเจาที่ทำหน้างงงวยแล้วถาม
ซิงเจาเจาพยักหน้า
“ที่นั่นเดิมทีเป็นหมู่บ้าน ชื่อ เสี่ยวกาวจวง เป็นที่ที่ฉันเคยอยู่ เพื่อสร้างอ่างเก็บน้ำ ที่นั่นจึงถูกน้ำท่วมไปหมดแล้ว กลับไปไม่ได้อีกแล้ว” ห่าวซิ่วหนิงกล่าว
ซิงเจาเจาทำท่าเหมือนเพิ่งเข้าใจ “อ๋อ ที่นั่นคือเสี่ยวกาวจวงเหรอคะ? ฉันรู้จักที่นั่นค่ะ ได้ยินผู้ใหญ่ที่บ้านบอกว่าญาติผู้พี่ผู้หญิงของครอบครัวเราก็แต่งงานไปที่เสี่ยวกาวจวงเมื่อหลายสิบปีก่อน ไม่รู้ว่าป้าจะรู้จักไหม”
“โอ้? ลองเล่ามาสิ ป้าอายุเจ็ดสิบกว่าแล้วนะ แต่ถ้าเป็นเรื่องเมื่อร้อยแปดสิบปีที่แล้วก็ไม่แน่ใจ แต่เรื่องในไม่กี่สิบปีมานี้ ป้าก็ยังพอจะรู้” ห่าวซิ่วหนิงยิ้มแล้วกล่าว
ซิงเจาเจา “ตั้งใจ” คิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า “ฉันจำได้ว่าคุณย่าของครอบครัวเราแต่งงานกับตระกูลซิงที่หมู่บ้านหลิววาน ญาติผู้พี่ผู้หญิงที่แต่งงานไปเสี่ยวกาวจวงน่าจะ แซ่ซิง ค่ะ ชื่อ ซิงเจาเจา แต่งงานกับคนแซ่เกาในหมู่บ้านคุณ เป็นทหาร มีลูกสามคน...”
เมื่อห่าวซิ่วหนิงได้ยินดังนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอก็แข็งค้างทันที
เธอลุกขึ้นยืนอย่างกะทันหัน มองซิงเจาเจาด้วยสีหน้ามืดครึ้ม แล้วถามว่า “เธอแซ่หลินเหรอ?”
ซิงเจาเจาเห็นสีหน้าของห่าวซิ่วหนิงเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน ก็งงงวยเล็กน้อย งงจริงๆ ไม่ได้แกล้งทำ
“ใช่ค่ะ” เธอพยักหน้า
แม่ของเธอแซ่หลิน พ่อของเธอไม่มีญาติแล้ว ญาติที่เธอสามารถอ้างถึงได้มีเพียงญาติทางแม่ของเธอเท่านั้น