ขณะที่ เกาหยาง พาคนของเขาออกไป ซิงเจาเจา ก็แบกหมูป่ากลับมาถึงห้องเก็บของใต้ดินฝั่งที่มีประตูอยู่แล้ว
ซิงเจาเจาดึงลูกหน้าไม้ที่สวยงามซึ่งปักอยู่บนตัวหมูป่าออก แล้วเก็บมันไว้อย่างระมัดระวัง เธอหวนนึกถึงเสื้อผ้า อาวุธที่ใช้ และความประณีตของคนกลุ่มนั้น รวมถึงอาและหลานชายที่เธอพบเห็นผ่านประตูนั้น ซึ่งมีความแตกต่างอย่างมากกับยุคสมัยที่เธออยู่ตอนนี้
เธอไม่รู้ว่าที่นั่นคือที่ไหน หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ที่นั่นคือยุคสมัยไหน
แต่สำหรับเธอแล้ว นี่คือ โอกาสครั้งใหญ่ อย่างแท้จริง
นอกเหนือจากหมูป่าแล้ว บางทีเธออาจจะสามารถนำสิ่งอื่นๆ กลับมาจากที่นั่นได้อีก
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ซิงเจาเจาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้น ครั้งต่อไปที่เธอไป เธอจะลงจากเขาไปดูว่าเมืองนั้นยังอยู่หรือไม่ และถ้ายังอยู่ มันเปลี่ยนไปเป็นอย่างไรแล้ว
แต่ตอนนี้ ซิงเจาเจามองหมูป่าตัวใหญ่หนักหลายร้อยชั่งที่อยู่ตรงหน้า ก็เริ่มกลุ้มใจ
หมูป่าตัวใหญ่ขนาดนี้ไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณะได้แน่นอน หากเป็นไก่ฟ้าตัวเล็กหรือกระต่ายป่าตัวหนึ่ง การจับได้ก็แล้วไป แต่หมูป่าตัวใหญ่ขนาดนี้ หากผู้คนเห็นเข้า การตัดสินใจจะไม่ใช่ของเธอคนเดียวแล้ว ถึงเวลานั้นเธออาจจะถูกแบ่งเนื้อไปเพียงไม่กี่ชั่ง ซึ่งเธอรู้สึกเสียดายมากที่อุตส่าห์แบกมันมาจากอีกฝั่งของประตู
นอกจากนี้ แม้ว่าตอนนี้จะเป็นฤดูใบไม้ร่วงแล้ว แต่เนื้อจำนวนมากขนาดนี้ก็ไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน ครอบครัวของเธอมีแค่แม่ลูกสามคน ไม่นับทารกที่ยังกินนมอยู่ ก็ใช้เนื้อไม่มากนัก สู้แอบนำไปขายเพื่อแลกเงินมาเก็บไว้จะดีกว่า เจี้ยนกั๋ว ลูกชายของป้าห่าวทำงานที่สถานรับซื้อของเก่า รู้จักคนเยอะ น่าจะสามารถหาช่องทางได้
แต่จะอธิบายกับป้าห่าวถึงที่มาของหมูป่าตัวนี้ได้อย่างไร?
จะบอกเธอว่ามันโผล่ออกมาจากห้องเก็บของใต้ดินอย่างกะทันหันก็คงไม่ได้?
แม้ว่าความจริงมันก็ไม่ต่างจากการโผล่มาจากไหนก็ไม่รู้นัก
คิดไปคิดมา ซิงเจาเจาตัดสินใจปล่อยให้หมูป่าตัวนี้อยู่ในห้องเก็บของใต้ดินไปก่อนหนึ่งวัน จนกระทั่งพรุ่งนี้ เมื่อป้าห่าวมาถึง ก็ค่อยบอกเธอว่าเธอเห็นหมูป่าตัวนี้วิ่งชนต้นไม้ตายเองตอนที่ขึ้นไปเดินเล่นบนเขา แล้วเก็บกลับมา
ส่วนเธอจะเชื่อหรือไม่นั้น เธอก็จะไม่สนใจแล้ว
เมื่อออกมาจากห้องเก็บของใต้ดิน ซิงเจาเจาก็เตรียมจะย่องกลับเข้าห้องไป
เพราะเมื่อครู่เธอก็แอบหนีออกมา หากถูกป้าห่าวเจอเข้า ก็รับประกันได้ว่าเธอจะต้องถูกดุด่าชุดใหญ่ หลบเลี่ยงไว้ก่อนจะดีกว่า
แต่ไม่คาดคิดว่า ทันทีที่เธอปิดประตูห้องเก็บของใต้ดินและกำลังจะแอบหนีไป จู่ๆ เธอก็ได้ยินเสียงเย็นชาของ ป้าห่าว ดังมาจากด้านหลัง
“เธอมาทำอะไรตรงนี้?”
ร่างของซิงเจาเจาแข็งทื่อทันที
เธอเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วหันไปมองป้าห่าว ยิ้มเอาใจ “ป้าไม่ได้อยู่ทำความสะอาดข้างหน้านั่นเหรอคะ? ทำไมจู่ๆ ถึงวิ่งมาที่หลังบ้านได้ล่ะคะ?”
ป้าห่าวเหลือบมองไม้กวาดที่อยู่ในมือของเธอ ก็รู้ทันทีว่าเธอแอบหนีออกมาทำอะไร
“ถ้าฉันไม่มาหลังบ้านจะรู้ได้ยังไงว่าฉันให้หล่อนพักผ่อนดีๆ ในห้อง แต่หล่อนกลับแอบหนีออกมาทำความสะอาดห้องเก็บของใต้ดิน” ป้าห่าวพูดพลางเดินเข้ามาหาเธอ แล้วใช้นิ้วจิ้มหน้าผากของเธอด้วยความโมโหที่ปนความความห่วงใย “ทำไมเธอถึงไม่เชื่อฟังแบบนี้นะ? เพิ่งคลอดลูก ยังอยู่ในช่วงเดือนหลังคลอด จะไม่นั่งอยู่ไฟดีๆ รึไง? อยากจะรอให้แก่ตัวไปแล้วมีโรคเต็มตัวหรือไง?”
ซิงเจาเจากระตุกมุมปาก แล้วกล่าวว่า “ยังไงซะนี่ก็บ้านของฉัน ให้ป้ามาวุ่นวายอยู่คนเดียว แต่ฉันไม่ทำอะไรเลย ฉันก็รู้สึกไม่สบายใจนี่คะ?”
“หมิงเฉิง หาตำแหน่งงานถาวรที่สถานรับซื้อของเก่าให้ลูกชายคนโตของฉันได้ แถมยังพาลูกชายคนรองของฉันเข้ากองทัพได้อีก ฉันไม่เห็นจะรู้สึกไม่สบายใจเลย ตอนนี้หมิงเฉิงไม่อยู่ ฉันมาช่วยงานหน่อย เธอจะมีอะไรต้องรู้สึกไม่สบายใจอีก? หรือว่าเธอไม่ชอบฉันแล้ว?” ป้าห่าวจ้องเธอเขม็ง และพูดอย่างไม่พอใจ
ซิงเจาเจารีบคว้าแขนของป้าห่าวไว้ แล้วยิ้มตาม “จะเป็นอย่างนั้นได้ยังไงคะ? ฉันดีใจแทบตายแล้ว จะไปรังเกียจได้ยังไง?”
“ถ้างั้นตอนนี้ก็รีบกลับไปพักผ่อนให้ดีๆ ในห้องซะ” ป้าห่าวกล่าว
“...ค่ะ ค่ะ” ซิงเจาเจารีบรับปาก แล้วเตรียมจะดึงป้าห่าวเดินไปด้วย
ยังไม่ทันเดินไปสองก้าว ป้าห่าวก็หยุดกึกทันที
ซิงเจาเจาใจเต้นแรง “มีอะไรคะ ป้าห่าว?”
ป้าห่าวสูดจมูก “ทำไมฉันได้กลิ่นเหมือนเลือด?”
ซิงเจาเจาหัวเราะแห้งๆ “ก็ฉันเพิ่งคลอด เสี่ยวหงหลิงไงคะ เลือดที่ขับออกมาหลังคลอดยังไม่หมดเลย”
ป้าห่าวส่ายหน้า “ไม่ ไม่ใช่กลิ่นนั้น”
พูดพลาง ป้าห่าวก็สูดจมูก แล้วดมไปรอบๆ ตัวซิงเจาเจา สุดท้ายสายตาของเธอก็หยุดอยู่ที่คราบเลือดสีแดงคล้ำบนไหล่ของซิงเจาเจา
ป้าห่าวหรี่ตาลง จ้องเธอ “เลือดบนไหล่เธอ ไปโดนอะไรมา? อย่ามาบอกว่าเป็นเลือดหลังคลอดนะ...”
ซิงเจาเจา: “...”
เมื่อเห็นเธอไม่พูด ป้าห่าวก็ไม่เร่งรัด เธอสูดจมูกแล้วเดินตรงไปยังห้องเก็บของใต้ดิน
ซิงเจาเจาพยายามจะห้ามก็ห้ามไม่ได้
ทันทีที่ป้าห่าวเปิดประตูห้องเก็บของใต้ดิน กลิ่นคาวเลือดอันเข้มข้นก็พุ่งเข้าจมูกเธอ
เมื่อเห็นหมูป่าตัวใหญ่ที่นอนอยู่ในห้องเก็บของใต้ดิน ดวงตาของเธอก็แทบจะถลนออกมาด้วยความไม่เชื่อ เธอมองซิงเจาเจา “หมูป่าตัวใหญ่ขนาดนี้มาจากไหน?”
ซิงเจาเจาอึกอัก ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี
“เมื่อกี้เธอแอบหนีขึ้นเขาไปตอนที่ฉันไม่ทันสังเกตใช่ไหม? แล้วก็เจอหมูป่าเหรอ? บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า?” ป้าห่าวถามซิงเจาเจาอย่างกังวล
ซิงเจาเจา: “...”
ดูเหมือนเธอไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลเองแล้ว
ซิงเจาเจารีบส่ายหน้า “ไม่บาดเจ็บค่ะ หมูป่าตัวนี้มันวิ่งชนต้นไม้ตายเอง ฉันก็แค่ใช้แรงนิดหน่อยแบกมันกลับมาเท่านั้นเอง”
ป้าห่าวอดไม่ได้ที่จะกลอกตามองเธอ “เธอคิดว่าฉันโง่เหรอ? จะถูกหลอกด้วยคำพูดไม่กี่คำ?”
ซิงเจาเจา: “...”
ก็ไม่ได้คิดว่าโง่หรอก แต่เธอก็ไม่จำเป็นต้องหลอก เพราะป้าห่าวก็หลอกตัวเองไปแล้ว
ป้าห่าวตรวจสอบซิงเจาเจาอย่างละเอียด เมื่อแน่ใจว่าเธอไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ ก็รู้สึกโล่งใจ จากนั้นเธอก็หันไปมองหมูป่าตัวนั้นอย่างดีใจและปวดหัวในเวลาเดียวกัน
“แม้ว่าตอนนี้อากาศจะเย็นลงแล้ว แต่เนื้อเยอะขนาดนี้ก็เก็บไว้ได้ไม่นาน” ป้าห่าวกล่าวพลางหันไปถามซิงเจาเจา “เธอวางแผนจะจัดการกับมันอย่างไร?”
ซิงเจาเจาตอบตามจริง “จะเก็บไว้กินเองส่วนหนึ่ง ให้บ้านป้าส่วนหนึ่ง ที่เหลือฉันอยากให้เจี้ยนกั๋วช่วยหาช่องทางขายออกไป เงินที่ได้เราจะแบ่งกันคนละครึ่งค่ะ”
ป้าห่าวส่ายหน้า “เธออุตส่าห์หามาได้ยากเย็น จะแบ่งกันครึ่งๆ อะไร ให้ค่าเหนื่อยเขาเล็กน้อยก็พอแล้ว เธอต้องเลี้ยงลูกสามคน แถมหมิงเฉิงก็ไม่อยู่แล้ว จะไม่เก็บเงินไว้เยอะๆ ได้ยังไง? ตกลงตามนี้แหละ ฉันจะให้ซิ่วหนิงต้มน้ำ แล้ววันนี้เราจะจัดการชำแหละเนื้อหมูตัวนี้เลย”
“ป้าจัดการคนเดียวได้ไหมคะ?” ซิงเจาเจาถามด้วยความเป็นห่วงเล็กน้อย
ป้าห่าวจ้องเธอ “อย่ามาบอกว่าจะมาช่วยฉันนะ! บ้านเดิมของฉันเป็นตระกูลคนฆ่าหมู จะทำไม่ได้ได้ยังไง? เธอช่วยแบกหมูป่าตัวนี้ไปที่ลานด้านหน้า แล้วกลับไปนอนในห้องได้เลย ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ไป ให้นั่งอยู่ไฟให้ครบเดือน ฉันจะมาคอยดูแลเอง”
ซิงเจาเจา: “...”
ถ้าอย่างนั้นเธอก็คงไปที่ประตูนั้นไม่ได้ชั่วคราวแล้วสิ?
น่ากลุ้มใจจริงๆ
ในวันนั้นเอง ป้าห่าวก็ช่วยซิงเจาเจาจัดการชำแหละหมูป่า และให้ห่าวเจี้ยนกั๋ว ช่วยแอบนำไปขาย
เงินที่ได้จากการขาย หลังจากหักค่าวิ่งเต้นของห่าวเจี้ยนกั๋ว, ค่าชำแหละหมูของป้าห่าว และค่าช่วยเหลือของห่าวซิ่วหนิงแล้ว ซิงเจาเจาได้มอบเงินส่วนนั้นให้กับป้าห่าวด้วย
ป้าห่าวต้องการปฏิเสธ แต่ซิงเจาเจาไม่ยอมรับ
“ถ้าป้าไม่รับเงินนี้ ครั้งหน้าฉันจะไม่รบกวนป้ามาช่วยอีกแล้วนะคะ” ซิงเจาเจาบอก
ป้าห่าวจึงจำต้องรับไว้
ภายใต้การดูแลของป้าห่าว ซิงเจาเจานั่งอยู่ไฟครบหนึ่งเดือนเต็ม ในที่สุดเธอก็เป็นอิสระ
ตอนนั้นเข้าสู่เดือนธันวาคมแล้ว
ในชาติที่แล้ว ซิงเจาเจาเสียชีวิตในคืนที่หนาวเหน็บช่วงปลายเดือนธันวาคมนี้เอง