บทที่ 110: ผีพรายน้ำตนนั้น
“แกนั่นเอง นังผีพรายน้ำ!”
เสียงตะโกนดังกึกก้องกัมปนาทราวกับฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ ทำเอาทุกคนที่กำลังยืนออกันอยู่ริมฝั่งน้ำสะดุ้งโหยงไปตามๆ กัน ไม่เว้นแม้แต่อวิ๋นเจียวที่กำลังยืนตัวลีบอยู่ตรงนั้น
ทุกสายตาหันขวับไปมองยังต้นเสียงเป็นตาเดียว พบว่าเป็นชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังชี้นิ้วมาทางเด็กหญิงด้วยท่าทางตื่นตระหนก
คำเรียกขานที่ไม่เป็นมงคลนั้นทำให้บรรดาญาติพี่น้องตระกูลอวิ๋นและตระกูลเสิ่นหน้าตึงขึ้นมาทันที บรรยากาศรอบตัวพลันมาคุขึ้นอย่างรวดเร็ว
“นี่แกพูดบ้าอะไรของแกฮะ! ผีพรายน้ำอะไรกัน ปากไม่มีหูรูดหรือไงถึงได้เที่ยวมาชี้หน้าด่าลูกหลานคนอื่นแบบนี้”
ชายหนุ่มคนนั้นเมื่อเห็นท่าทีขึงขังเอาเรื่องของกลุ่มญาติผู้ใหญ่ฝั่งนี้ ก็เริ่มรู้ตัวแล้วว่าปากพาซวย เขาหน้าซีดเผือด รีบยกมือขึ้นตะครุบปากตัวเองแน่น ก่อนจะละล่ำละลักเอ่ยคำขอโทษออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ขอ... ขอโทษครับ แต่... แต่ว่าเมื่อกี้ผมเห็นจริงๆ นะครับ ผมเห็นกับตาเลยว่าเด็กคนนี้จับหมูป่าตัวนั้นกดลงไปในน้ำ”
ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่มันชวนให้เข้าใจผิดแบบนั้นจริงๆ ใครเห็นก็ต้องคิดว่าไม่ใช่คนธรรมดาแน่ๆ
“ไม่ได้มีแค่ผมคนเดียวนะ พวกนั้นก็เห็นเหมือนกัน”
เขาหันไปพยักพเยิดหน้าใส่กลุ่มเพื่อนที่ยืนอยู่ข้างหลัง
คนหนุ่มกลุ่มนั้นคือพวกที่กระโดดน้ำว่ายไล่กวดหมูป่าตามลงไปติดๆ พวกเขาต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกัน เพราะเห็นกับตาตัวเองชัดๆ ว่าอวิ๋นเจียวจัดการเจ้าสัตว์ร้ายตัวมหึมานั้นด้วยความโหดเหี้ยมขนาดไหน เธอจับเขี้ยวหมูป่ากดหัวมันจมลงไปใต้น้ำอย่างเลือดเย็นจนมันสิ้นฤทธิ์
อวิ๋นเสี่ยวอู่ได้ยินดังนั้นก็เท้าสะเอวเถียงกลับคอเป็นเอ็น ด้วยความที่ไม่พอใจที่มีคนมาว่าน้องสาวสุดที่รัก
“จะบ้าเหรอ! ถึงจะเก่งแค่ไหนก็ห้ามเรียกว่าผีพรายน้ำนะ น้องสาวฉันออกจะน่ารักขนาดนี้ จะเป็นผีได้ยังไง มองยังไงนี่มันก็นางฟ้าตัวน้อยชัดๆ!”
อวิ๋นเจียวที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับเหงื่อตก รีบเอื้อมมือไปกระตุกชายเสื้อพี่ชายเบาๆ ส่งสายตาปริบๆ เป็นเชิงปราม
‘พี่ห้า เบาได้เบาพี่... อย่าเพิ่งอวยกันตอนนี้เลย’
ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ต่างพากันกวาดสายตาพิจารณาใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพราของอวิ๋นเจียว ผิวพรรณขาวผ่องดุจหิมะ เครื่องหน้าสวยงามราวกับภาพวาด พอมาคิดดูดีๆ แล้ว คำพูดของอวิ๋นเสี่ยวอู่ก็ดูมีเหตุผล เด็กหน้าตาจิ้มลิ้มขนาดนี้จะเป็นผีพรายไปได้ยังไง
“อะแฮ่ม... สรุปแล้ว หมูป่าตัวนี้คือฝีมือของเธอ...”
ชายสูงวัยคนหนึ่งพยายามดึงสติทุกคนกลับมาที่เรื่องหลัก แต่พอสายตาเหลือบไปเห็นร่างกายบอบบางเล็กกระจิดริดของอวิ๋นเจียว คำพูดที่ว่าจะถามว่า ‘เธอเป็นคนล่ามันเหรอ’ ก็จุกอยู่ที่คอหอย พูดไม่ออกเสียอย่างนั้น
นี่มัน... เด็กตัวแค่นี้เนี่ยนะ?
เป็นไปไม่ได้หรอกน่า
แต่อวิ๋นเสี่ยวจิ่วกลับไม่คิดเช่นนั้น เขายืดอกขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ ใบหน้าที่เคยเปื้อนคราบน้ำตาขี้แยเมื่อกาลก่อน ตอนนี้เชิดขึ้นราวกับไก่ชนตัวผู้ที่เพิ่งชนะสังเวียน
“ถูกต้องที่สุด! หมูป่าตัวนี้ฝีมือของน้องสาวฉันเอง!”
น้ำเสียงที่ประกาศก้องนั้นเต็มไปด้วยความโอ้อวด ราวกับว่าหมูป่าตัวนี้เป็นฝีมือของเขาเองก็ไม่ปาน
“พวกลุงๆ ป้าๆ อย่าเห็นว่าน้องสาวฉันตัวเล็กแค่นี้นะ แต่แรงเยอะอย่าบอกใครเชียว บ้านเราอยู่ติดทะเล เรื่องแค่นี้จิ๊บจ๊อยมาก ขนาดปลาตัวใหญ่หนักตั้งหลายร้อยชั่ง น้องสาวฉันยังจับมาแล้ว นับประสาอะไรกับหมูป่าตัวแค่นี้ จะหนีรอดฝ่ามือน้องฉันไปได้ยังไง”
อวิ๋นเจียวได้ยินคำโวของพี่ชายแล้วก็ได้แต่ยืนนิ่ง ทำหน้าไม่ถูก
‘...พี่เก้า อันนี้พี่ก็โม้เกินไปหน่อยมั้ย’
ตอนนี้เธอยังไม่ได้มีพละกำลังมหาศาลหรือเก่งกาจถึงขนาดนั้นสักหน่อย
“แต่นี่มันก็ตัวเล็กเกินไปหรือเปล่า”
ชาวบ้านยังคงมองอวิ๋นเจียวด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ ผิวขาวเนียนละเอียด รูปร่างบอบบางน่าทะนุถนอม ดูยังไงก็เหมือนตุ๊กตาแก้วมากกว่าจะเป็นพรานล่าหมูป่า
ยายเสิ่นเห็นท่าไม่ดี จึงรีบก้าวออกมาขวางหน้าหลานสาวไว้ ประกาศกร้าวเสียงดังฟังชัด
“พวกแกจะมาสนใจทำซากอะไรว่าหลานสาวฉันล่ามันมายังไง เอาเป็นว่าหมูป่าตัวนี้เป็นสมบัติของบ้านฉัน ใครมีปัญหาอะไรไหม!”
ไม่มีใครกล้ามีปัญหาหรอก แต่ไอ้เรื่องความอิจฉาตาร้อนนี่สิมีกันเพียบ
หมูป่าตัวเบ้อเริ่มเทึ่มขนาดนี้ กะจากสายตาแล้วน่าจะได้เนื้อล้วนๆ ไม่ต่ำกว่าสองร้อยชั่งแน่ๆ บ้านนี้โชคดีชะมัด จะมีเนื้อกินกันไปอีกนานแค่ไหนเนี่ย
บรรดาญาติพี่น้องตระกูลเสิ่นและตระกูลอวิ๋นต่างยิ้มแก้มปริ ช่วยกันหามซากหมูป่าตัวยักษ์กลับบ้านอย่างครึกครื้น ข้าวโพดในไร่ในนาเอาไว้ก่อน ตอนนี้ต้องรีบเอาหมูกลับไปชำแหละที่บ้านให้ไวที่สุด
เดินมาได้สักพัก อวิ๋นเสี่ยวจิ่วก็นึกขึ้นได้ว่าลืมของสำคัญ เขาชะงักเท้าแล้วร้องตะโกนขึ้นมา
“รอเดี๋ยวๆ! พ่อ แม่ รอผมด้วย ผมลืมตะกร้า! ยังมีปลาตัวใหญ่เบ้อเริ่มอีกตัวนะ น้องสาวก็เป็นคนจับเหมือนกัน!”
พอชาวบ้านได้ยินดังนั้นแล้วหันไปมอง ก็ต้องตาโตเท่าไข่ห่าน ปลาตัวนั้นใหญ่จริงๆ ด้วย
สายตาที่พวกเขามองมาที่อวิ๋นเจียวเปลี่ยนไปจากเดิมทันที จากความสงสัยกลายเป็นความทึ่งระคนชื่นชม
ตัวแค่นี้ แต่ทำไมถึงได้เก่งกาจสามารถขนาดนี้กันนะ
มิน่าล่ะ คนที่บ้านถึงได้ประคบประหงมกันนัก ถ้าบ้านไหนมีเด็กเก่งๆ แบบนี้ เป็นใครก็ต้องรักต้องหลง ยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอมกันทั้งนั้นแหละ
ขบวนแห่หมูป่าเดินผ่านกลางหมู่บ้าน เรียกความสนใจจากจีนมุงจีนมุงได้ตลอดสองข้างทาง
“ตาต้าหนิว บ้านลุงจะขายเนื้อหมูป่าไหม”
ตาเสิ่น หรือที่คนเก่าคนแก่เรียกกันว่า ‘ต้าหนิว’ ยิ้มกว้างจนตาหยี รอยย่นบนใบหน้าพับซ้อนกันด้วยความปิติยินดี มุมปากยกขึ้นสูงแทบจะถึงใบหู
“ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งรีบ เรื่องนี้ฉันต้องกลับไปปรึกษากับลูกเขยดูก่อน ทางบ้านลูกเขยคนเขาก็เยอะเหมือนกัน”
เนื้อหมูตั้งเยอะแยะขนาดนี้ ยังไงก็ต้องแบ่งไปให้บ้านลูกเขยด้วยอยู่แล้ว
ความสัมพันธ์ฉันดองกันมันก็ต้องพึ่งพาอาศัยกันแบบนี้แหละ ทางบ้านลูกเขยเขาก็ดีกับลูกสาวของแกเหลือเกิน ทุกครั้งที่กลับมาเยี่ยมบ้านเดิมก็มีของติดไม้ติดมือมาฝากไม่เคยขาด ล่าสุดนี่ยิ่งแล้วใหญ่ หิ้วเหล้ายาดองงูทะเลมาให้ตั้งถังใหญ่
ไม่ต้องพูดถึงสรรพคุณยาในนั้น แค่ค่าเหล้าอย่างเดียวก็ปาเข้าไปเท่าไหร่แล้ว จะให้ทางบ้านนี้ทำตัวขี้เหนียวได้ยังไง อีกอย่างหมูป่าตัวนี้อวิ๋นเจียวหลานรักเป็นคนล่ามาได้ ก็สมควรต้องแบ่งส่วนใหญ่ๆ ให้ทางบ้านนั้นเขาไป
ตลอดทางเดินกลับบ้าน ข่าวลือเรื่องหมูป่ายักษ์แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านที่รู้ข่าวต่างพากันเดินตามมามุงดูความยิ่งใหญ่ที่หน้าบ้านตระกูลเสิ่น
ในจังหวะที่ขบวนแห่กำลังจะถึงหน้าบ้าน ก็ประจวบเหมาะกับที่บ้านข้างๆ เพิ่งจะเคลียร์เรื่องแบ่งสมบัติกันเสร็จหมาดๆ ยายเฒ่าแซ่หลี่กำลังนั่งหน้าดำหน้าแดงด้วยความโมโห ตาเฒ่าผัวตัวดีไม่รู้ไปกินยาผิดสำแดงมาจากไหน อยู่ดีๆ ก็ยกที่ดินส่วนของเสิ่นเจียงให้เจ้าตัวไปทั้งหมดหน้าตาเฉย
ไหนๆ ก็จะแยกบ้านกันแล้ว นางอุตส่าห์วางแผนในใจดิบดีว่าจะใช้อำนาจความเป็นแม่บังคับขู่เข็ญ ยึดที่ดินจากลูกชายคนโตมาโปะให้ลูกชายคนเล็กสักหน่อย แต่พออ้าปากจะพูด ก็โดนผัวด่าเปิงกลับมา แถมยังต้องควักเนื้อแบ่งเงินเก็บให้พวกมันอีก
ซ้ำร้ายลูกชายคนรองกับเมียก็ยังถูกแยกออกไปอีกคน
แล้วแบบนี้คนแก่อย่างนางจะเอาบารมีที่ไหนไปเบ่งใส่ลูกหลานได้อีก ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจจนตับไตไส้พุงปั่นป่วนไปหมด
ทันใดนั้นเอง เสียงเอะอะมะเทิ่งจากบ้านข้างๆ ก็ลอยเข้าหู ยายเฒ่าแซ่หลี่จับใจความได้ลางๆ ว่ามีคนพูดถึง ‘หมูป่า’
นางรีบตะกายลุกขึ้นวิ่งออกไปดูที่หน้าบ้าน ภาพที่เห็นทำเอานางแทบกระอักเลือด บ้านนังแก่หนังเหี่ยวคู่ปรับที่เพิ่งจะทะเลาะตบตีกันไปเมื่อวาน วันนี้ดันโชคหล่นทับ ได้หมูป่าตัวบะเริ่มเทึ่มกลับมา ขนาดของมันดูแล้วไม่ต่ำกว่าสองร้อยชั่ง!
ความสุขของศัตรู คือความทุกข์ระทมของตัวเองโดยแท้ ยิ่งเห็นคนอื่นได้ดี ตัวเองยิ่งรู้สึกพ่ายแพ้และตกต่ำลงไปอีก
ความอิจฉาริษยาพุ่งพล่านขึ้นสมอง ประกอบกับความเครียดสะสมจากเรื่องในบ้าน ทำให้ยายเฒ่าแซ่หลี่ทนรับความกระทบกระเทือนใจไม่ไหว ตาเหลือกกลับ หงายหลังตึงล้มพับไปกลางอากาศ
“ว้าย! ตายแล้ว แม่เฒ่าหลี่เป็นอะไรไป!”
“เป็นลม! ยายเฒ่าแซ่หลี่เป็นลมไปแล้ว!”
“อ้าว เฮ้ย! อยู่ดีๆ ทำไมถึงล้มพับไปงั้นล่ะ”
“สงสัยจะเห็นบ้านตาต้าหนิวได้หมูป่าตัวใหญ่ เลยอิจฉาจนอกแตกตายละมั้ง ได้ยินว่าเมื่อวานสองบ้านนี้เพิ่งจะวางมวยกันไปหยกๆ”
ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ไม่มีความลับ เรื่องราววีรกรรมที่ทั้งสองบ้านเกือบจะเปิดศึกกันเมื่อวานเป็นที่รู้กันทั่วบาง ชาวบ้านต่างรู้ตื้นลึกหนาบางเป็นอย่างดี
งานนี้พูดได้คำเดียวว่า ยายเฒ่าแซ่หลี่ทำตัวเองแท้ๆ ความลำเอียงของแกใครๆ ก็เห็นตำตา สะใภ้บ้านนั้นอุตส่าห์หวังดีเอาน้ำแกงไก่มาให้บำรุงหลาน แต่คนเป็นย่าดันไม่สำนึกบุญคุณ แถมยังหาเรื่องด่ากราดจนเกือบมีเรื่องมีราว
คนจิตใจคับแคบแบบนี้ พอเห็นคนอื่นได้ดีมีสุข ก็คงจะทนไม่ได้จนธาตุไฟเข้าแทรกนั่นแหละ
ลูกหลานบ้านตระกูลเสิ่นฝั่งนั้นรีบกุลีกุจอหามร่างยายเฒ่าแซ่หลี่ไปหาหมอเท้าเปล่ากันจ้าละหวั่น
ตัดภาพมาที่บ้านตระกูลเสิ่น ตาเสิ่นหารือกับอวิ๋นหลินไห่ผู้เป็นลูกเขยเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ข้อสรุปคือจะตัดแบ่งขายเนื้อหมูแค่หนึ่งร้อยชั่ง ส่วนที่เหลือจะไม่ขาย จะเก็บไว้แบ่งกันกินในครอบครัวทั้งสองฝ่าย
ต้องเข้าใจก่อนว่า ในช่วงปีสองปีมานี้ หมู่บ้านเพิ่งจะเริ่มอนุญาตให้เลี้ยงหมูส่วนตัวได้ แต่กว่าจะขุนให้โตจนเชือดได้ก็ต้องใช้เวลาเป็นปี ส่วนใหญ่ก็รอกินกันช่วงตรุษจีนโน่นแหละ
แถมราคาลูกหมูก็ไม่ใช่ถูกๆ ชาวบ้านหลายคนไม่มีปัญญาซื้อมาเลี้ยงด้วยซ้ำ
ดังนั้น ตลอดทั้งปีจะได้ลิ้มรสชาติเนื้อหมูก็แค่ช่วงเทศกาลเท่านั้น
ยิ่งช่วงนี้เป็นหน้าทำนา ร่างกายต้องใช้แรงงานหนัก พอเห็นเนื้อหมูแดงๆ มันแทรกสวยๆ ใครบ้างจะไม่น้ำลายสอ อยากกินของดีๆ มาบำรุงกำลังวังชากันทั้งนั้น
แต่ลำพังเนื้อหมูแค่ร้อยชั่ง มันจะไปพอยาไส้อะไรกับคนทั้งหมู่บ้าน
ต่อให้จำกัดการซื้อบ้านละหนึ่งชั่ง ก็ยังไม่ทั่วถึงอยู่ดี
พอข่าวแพร่ออกไปว่าเนื้อหมูป่าราคาถูกกว่าหมูบ้าน แถมไม่ต้องใช้ตั๋วเนื้อ ชาวบ้านก็แห่กันมามืดฟ้ามัวดินจนธรณีประตูบ้านแทบสึก
บางคนกลัวว่าจะมาไม่ทัน กลัวเนื้อจะหมดก่อน ถึงขั้นเบียดเสียดแย่งชิงตำแหน่งหัวแถวกันชุลมุนวุ่นวายเกือบจะวางมวยกันหน้าบ้าน
“หมดแล้ว! เนื้อขายหมดเกลี้ยงแล้ว ใครมาช้าก็ไม่ต้องเบียดเข้ามาแล้ว!”
เสียงประกาศดังขึ้นทำเอาวงแตก แต่ชาวบ้านที่ยังไม่ได้ซื้อต่างพากันโวยวายด้วยความผิดหวัง
“อะไรกัน! หมดแล้วเหรอ? หมูตัวตั้งบะควายขนาดนั้น ทำไมขายแค่ร้อยชั่งเองเล่า! ที่เหลือตั้งร้อยกว่าชั่งพวกแกจะเก็บไว้ถมที่หรือไง กินกันไม่หมดหรอก แบ่งมาขายอีกหน่อยน่า!”
“ทำไมจะกินไม่หมด!”
ตาเสิ่นสวนกลับทันควัน
“บ้านลูกเขยฉันคนเยอะจะตาย มีหลานชายกำลังโตตั้งเก้าคน เนื้อแค่นี้จะพอกินได้กี่มื้อเชียว!”
คำโบราณว่าไว้ ‘เด็กผู้ชายกำลังโต กินจนพ่อจนแม่หมดเนื้อหมดตัว’ เป็นเรื่องจริงที่เถียงไม่ออก เด็กวัยกำลังยืดตัวพวกนี้กินดุยิ่งกว่ายัดทะนาน มื้อหนึ่งฟาดข้าวคนละสองชามพูนๆ ยังไม่อิ่ม อย่าว่าแต่กับข้าวเลย
บ้านดองของเขามีลูกชายล้วนๆ ถึงเก้าหน่อ...
ตาเสิ่นแค่คิดภาพตามก็ส่ายหัวด้วยความเห็นใจลูกเขย
มิน่าเล่าเมื่อก่อนถึงได้จนกรอบขนาดนั้น ปากท้องเยอะขนาดนี้ หาเท่าไหร่ก็แทบไม่พอประทังชีวิต
สรุปสุดท้าย ไม่ว่าจะอ้อนวอนยังไง ทางเจ้าของหมูก็ยืนกรานไม่ขายเพิ่ม ตาเสิ่นกับน้าเสิ่นช่วยกันดันชาวบ้านให้ออกไปพ้นเขตประตู
“เอาน่าๆ ยังมีอีกตั้งหลายคนที่ได้หมูป่ากลับมาไม่ใช่เหรอ พวกแกลองไปถามซื้อบ้านอื่นดูสิ!”
พูดจบก็รีบงับบานประตูลงกลอนดังปัง ตัดขาดความวุ่นวายภายนอกทันที
[จบบท]