บทที่ 122: คนดวงกุด
“ติดแล้ว! ปลากินเบ็ดแล้ว!”
น้ำหนักที่กดทับลงมาที่ปลายสายนั้นไม่ใช่น้อยเลย แรงดึงมหาศาลส่งผ่านมาถึงมือเล็กๆ ที่กำคันเบ็ดเอาไว้แน่น
อวิ๋นเจียวรู้สึกได้ถึงแรงกระชากที่หนักหน่วง ใจจริงเธออยากจะใช้แรงควายถึกของตัวเองกระชากมันขึ้นมาให้รู้แล้วรู้รอด แต่พอนึกขึ้นได้ว่าคันเบ็ดในมือนี้เป็นของใหม่เอี่ยมที่เพิ่งถอยมาหมาดๆ ถ้าขืนใช้กำลังเข้าสู้ มีหวังคันเบ็ดราคาแพงได้หักคามือแน่ๆ เธอจึงจำต้องข่มใจให้เย็นลง แล้วค่อยๆ ใช้เทคนิคเย่อปลาเพื่อลดแรงปะทะแทน
ฟู่หมิงอวี้ที่นั่งอยู่ข้างๆ ไม่ได้ส่งเสียงรบกวน เขาเพียงแค่นั่งมองดูการต่อสู้ระหว่างคนกับปลาอย่างเงียบเชียบ เพื่อไม่ให้สมาธิของเด็กหญิงเสีย
ผ่านไปหลายนาที ดูเหมือนว่าเจ้าปลาใต้น้ำจะเริ่มหมดแรงข้าวต้มลงไปแล้ว ในที่สุดอวิ๋นเจียวก็สามารถลากมันเข้ามาใกล้กราบเรือได้สำเร็จ
เมื่อเงาตะคุ่มใต้น้ำโผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมา ทุกคนก็ต้องตื่นตะลึงเพราะมันคือปลาเก๋าตัวมหึมา
“โอ้โห! นี่มันปลาเก๋ามังกรนี่นา!”
เมื่อเห็นปลาตัวใหญ่ที่กำลังถูกลากเข้ามาใกล้เรือ อวิ๋นหลินไห่และอวิ๋นหลินเหอต่างก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ
ปลาเก๋ามังกร หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าหลงตุน ถือเป็นราชาแห่งปลาเก๋าที่มีขนาดใหญ่ยักษ์ หากโตเต็มวัยอาจจะมีน้ำหนักพุ่งไปถึงร้อยกว่าจินเลยทีเดียว
ที่สำคัญคือราคาค่าตัวของมันก็ไม่ใช่เล่นๆ ตกอยู่ที่จินละสามถึงสี่หยวน นับว่าเป็นปลาเศรษฐกิจที่มีราคาสูงเอาเรื่อง
เจ้าปลาเก๋ามังกรที่อวิ๋นเจียวตกได้ตัวนี้อาจจะไม่ได้ใหญ่โตมโหฬารจนน่ากลัวเมื่อเทียบกับเผ่าพันธุ์ของมัน กะจากสายตาคร่าวๆ น่าจะหนักประมาณยี่สิบจินเห็นจะได้
แต่ถ้าเทียบกับปลาทั่วไปในท้องตลาด ขนาดระดับนี้ก็ถือว่าเป็นรุ่นเฮฟวี่เวทที่หาตัวจับยากแล้ว
อวิ๋นเจียวหันขวับมามองคนข้างตัว ดวงตาคู่สวยโค้งหยีเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว ส่งยิ้มหวานหยดไปให้ฟู่หมิงอวี้
“คันเบ็ดที่พี่ซื้อให้นี่สุดยอดไปเลย ดวงดีจริงๆ!”
ใครจะไปคิดล่ะว่า การประเดิมคันเบ็ดใหม่ครั้งแรกจะเปิดฤกษ์ได้สวยหรูขนาดนี้ ใช้เหยื่อแค่กุ้งแห้งตัวเล็กๆ ตัวเดียว กลับลากเอาปลาเก๋ามังกรตัวเบ้อเริ่มขึ้นมาได้ คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม
ผู้ใหญ่สองคนกับเด็กอีกสองคนช่วยกันอย่างทุลักทุเล ในที่สุดก็สามารถลากเจ้าปลาเก๋ามังกรตัวยักษ์ขึ้นมาบนเรือได้สำเร็จ ใบหน้าของอวิ๋นหลินไห่และอวิ๋นหลินเหอเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มแห่งความปิติ
“เปิดกิจการได้เฮงจริงๆ แบบนี้เขาเรียกว่าเฮงรับทรัพย์...”
หลังจากเติมน้ำทะเลใส่ลงในท้องเรือจนได้ระดับ พวกเขาก็ช่วยกันประคองเจ้าปลาเก๋ามังกรใส่ลงไป แม้ว่ามันจะดูอ่อนแรงไปบ้างจากการต่อสู้ยืดเยื้อเมื่อครู่ แต่มันก็ยังมีชีวิตอยู่และแหวกว่ายไปมาได้
“นายลองดูบ้างสิ”
อวิ๋นเจียวยื่นคันเบ็ดส่งต่อให้ฟู่หมิงอวี้ อยากให้เขาได้สัมผัสประสบการณ์ความสนุกของการตกปลาดูบ้าง
ฟู่หมิงอวี้พยักหน้ารับ เขาเอื้อมมือไปรับคันเบ็ดที่เกี่ยวเหยื่อชุดใหม่เรียบร้อยแล้วมาจากมือของน้องสาวบุญธรรม จากนั้นก็เลียนแบบท่าทางของอวิ๋นเจียว เหวี่ยงสายเบ็ดออกไปกลางทะเลอย่างมาดมั่น
ทางฝั่งอวิ๋นหลินไห่กับอวิ๋นหลินเหอก็ไม่ได้นั่งเฉย วันนี้พวกเขาไม่ได้กะจะมาหว่านแหจับปลาแบบเดิมๆ แต่อยากจะลองวิชาใหม่ที่เพิ่งไปร่ำเรียนมา
นั่นคือการวางเบ็ดราว
เทคนิคนี้พวกเขาไปแอบจำมาจากชาวประมงเพื่อนบ้านที่มีความสนิทสนมกัน วิธีการก็คือใช้เชือกเส้นหลักที่มีความยาวมากๆ ผูกโยงกับเชือกเส้นย่อยที่แยกออกมาเป็นระยะๆ ปลายเชือกย่อยแต่ละเส้นจะผูกตัวเบ็ดเอาไว้
เชือกเส้นหนึ่งสามารถผูกเบ็ดได้มากถึงสองร้อยถึงสามร้อยตัว แน่นอนว่าต้องมีการผูกทุ่นลอยน้ำคั่นเป็นระยะๆ เพื่อพยุงให้เชือกเบ็ดลอยอยู่ในระดับน้ำลึกที่ต้องการ ไม่จมดิ่งลงไปติดพื้นทราย
ส่วนเหยื่อที่ใช้เกี่ยวตะขอก็เป็นพวกเศษเนื้อสัตว์อะไรก็ได้ ส่วนจะตกได้ปลาอะไรนั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับดวงชะตาฟ้าลิขิตล้วนๆ
บ้านตระกูลอวิ๋นไม่ได้มีทุนหนาพอจะใช้เนื้อสัตว์ดีๆ มาทำเหยื่อ พวกเขาเลยใช้แค่ปลาตัวเล็กๆ หรือไม่ก็กุ้งกั้งตั๊กแตนตัวจิ๋วมาเกี่ยวเบ็ดแทน
สองพี่น้องตระกูลอวิ๋นแบ่งหน้าที่กัน คนหนึ่งคุมหางเสือบังคับเรือ อีกคนคอยปล่อยเชือกเบ็ดลงน้ำ เนื่องจากครั้งนี้เป็นการทดลองวิชา พวกเขาเลยไม่ได้เตรียมอุปกรณ์มาเยอะแยะ แค่เตรียมเบ็ดราวมาลองเชิงดูสักสามเส้นเท่านั้น
กว่าจะวุ่นวายกับการวางเบ็ดราวเสร็จ พอหันกลับมามองอีกที ก็เห็นว่าคันเบ็ดในมือของฟู่หมิงอวี้ยังนิ่งสนิท ไม่มีการขยับเขยื้อนใดๆ
นี่มันผ่านไปนานเท่าไหร่แล้วนะ?
อวิ๋นเจียวนั่งขัดสมาธิอยู่ข้างๆ พี่ชาย สองมือเล็กๆ เท้าคางจ้องมองผิวน้ำตาแป๋ว
สีหน้าของฟู่หมิงอวี้ดูจริงจังและเคร่งขรึมมาก ราวกับว่าเขากำลังทำภารกิจระดับชาติ ไม่ใช่แค่การนั่งตกปลาชิลๆ
“นายลองยกเบ็ดขึ้นมาดูหน่อยมั้ย?”
ฟู่หมิงอวี้ทำตามคำแนะนำอย่างว่าง่ายเขายกคันเบ็ดขึ้นมาตรวจสอบ แล้วก็พบความจริงที่น่าเจ็บปวด เหยื่อที่เกี่ยวไว้ยังอยู่ครบสมบูรณ์ ไม่มีร่องรอยการถูกแทะโลมจากปลาตัวไหนเลยแม้แต่น้อย!
อวิ๋นเจียวหน้ามุ่ยลงทันที นี่พี่ยกเบ็ดขึ้นมาเช็กตั้งสามรอบแล้วนะ ทำไมไม่มีปลามางับเหยื่อเลยสักตัวเดียว?
อวิ๋นหลินเหอยกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆ ในใจเริ่มเกิดความหวั่นวิตก
“เฮ้ย ไม่จริงน่า หรือว่าทะเลแถบนี้จะไม่มีปลา?”
ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง เบ็ดราวที่เพิ่งลงแรงวางไปเมื่อกี้ก็สูญเปล่าสิ?
อวิ๋นเจียวทนดูไม่ไหว เธอรับคันเบ็ดมาจากมือของฟู่หมิงอวี้ แล้วเหวี่ยงเหยื่อตัวเดิมนั้นกลับลงทะเลไปอีกครั้ง
ในขณะที่อวิ๋นหลินไห่กับอวิ๋นหลินเหอกำลังซุบซิบปรึกษากันด้วยความกังวล ว่าควรจะกู้เบ็ดราวขึ้นมาแล้วย้ายทำเลดีหรือไม่ จู่ๆ ปลายคันเบ็ดในมืออวิ๋นเจียวก็กระตุกวูบ
เสียงสายเอ็นตัดอากาศดังฟิ้ว ปลาลึกลับลากสายออกไปไกลลิบในชั่วพริบตา
อวิ๋นเจียวรีบหมุนรอกเพื่อรั้งสายกลับมา คันเบ็ดโค้งงอจนแทบจะเป็นรูปตัวยูเหมือนคันธนูที่ถูกน้าวตึงเปรี๊ยะ
อวิ๋นหลินไห่กับอวิ๋นหลินเหอ: “...”
ช่างหัวเบ็ดราวไปก่อน ตอนนี้ต้องมาช่วยอวิ๋นเจียวเอาปลาขึ้นมาก่อน
แรงดึงในครั้งนี้อาจจะไม่หนักหน่วงเท่าเจ้าปลาเก๋ามังกรตัวเมื่อกี้ แต่ความดุร้ายในการดิ้นรนนั้นกินขาด
พอลากเข้ามาใกล้ๆ ก็เห็นโฉมหน้าชัดเจน มันคือ "ปลาปลาสาก" หรือที่ชาวเลเรียกกันว่า "หมาป่าแห่งท้องทะเล" นั่นเอง
ตอนที่อวิ๋นเจียวหัดตกปลาด้วยคันเบ็ดครั้งแรก เธอก็ตกได้เจ้าปลาสากพวกนี้มาตั้งหลายตัว
“โห... ปลาสากตัวนี้ไซซ์ไม่ธรรมดาเลยแฮะ”
ขนาดถูกลากเข้ามาจนชิดกราบเรือแล้ว มันยังสะบัดหางดิ้นรนอย่างสุดชีวิต ไม่ยอมจำนนง่ายๆ
กะจากน้ำหนักมือน่าจะไม่ต่ำกว่าสิบจิน
หลังจากจัดการปลดปลาตัวนี้ขึ้นเรือมาได้ สายตาของทุกคนก็พร้อมใจกันหันไปจับจ้องที่ฟู่หมิงอวี้เป็นจุดเดียว
ทำได้ยังไง?
นั่งถือเบ็ดแช่ไว้เกือบยี่สิบนาที ปลาไม่ตอดเลยสักแอะ
ฟู่หมิงอวี้: “...”
อย่ามองผมแบบนั้น ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน
“เอ่อ... ลองดูอีกรอบมั้ย?”
ฟู่หมิงอวี้พยักหน้าเงียบๆ สีหน้ายังคงเรียบเฉยแต่แววตามีความมุ่งมั่น
เขาคิดในใจว่าเมื่อกี้อาจจะเลือกทำเลผิดฮวงจุ้ย คราวนี้ลองเปลี่ยนทิศทางดูบ้างน่าจะดีขึ้น
คิดได้ดังนั้น ฟู่หมิงอวี้ก็จับคันเบ็ดมั่น แล้วเหวี่ยงเหยื่อออกไปในทิศทางตรงกันข้ามกับเมื่อกี้
หนึ่งนาทีผ่านไป...
ปลายคันเบ็ดนิ่งสนิท ทุกคนยังคงนั่งรอลุ้นด้วยความใจเย็น
สามนาทีผ่านไป...
ยังคงไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ
คราวนี้ทุกคนเริ่มจะนั่งไม่ติดพื้นกันแล้ว
อวิ๋นหลินเหอเกาหัวแกรกๆ อีกครั้งด้วยความงุนงง “มันไม่น่าจะเป็นไปได้นะ ในทะเลนี้มีปลาเยอะจะตาย ต่อให้ตกไม่ได้ปลาใหญ่ อย่างน้อยพวกปลาเล็กปลาน้อยมันก็น่าจะมาตอดเหยื่อเล่นบ้างสิ”
อวิ๋นหลินไห่กระแอมไอแก้เก้อ “ลองยกเบ็ดขึ้นมาดูหน่อยมั้ย บางทีเหยื่ออาจจะหลุด...” ไปแล้วก็ได้
ฟู่หมิงอวี้หมุนรอกเก็บสายกลับมา สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือ กุ้งแห้งตัวน้อยที่เกี่ยวอยู่ปลายเบ็ดยังคงมีสภาพสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ราวกับมันกำลังส่งยิ้มเยาะเย้ยหยันใส่หน้าเขา
ทุกคน: “...”
“อะแฮ่ม... หรือว่าคุณชายฟู่จะลองเปลี่ยนทิศดูอีกสักที?”
ฟู่หมิงอวี้เม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะส่ายหน้า “ไม่ต้องแล้วครับ”
เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงปลงตก “ผมคง... ไม่มีพรสวรรค์ด้านนี้จริงๆ”
อวิ๋นหลินเหอรีบขยับเข้าไปนั่งใกล้ๆ แล้วแย่งคันเบ็ดมาถือไว้ “เดี๋ยวอาลองเอง บางทีอาจจะเป็นที่คันเบ็ดก็ได้ ไม่ใช่ความผิดของเธอหรอก เสี่ยวอวี้อย่าคิดมากนะ”
ปากก็พูดปลอบใจหลานชายไป แต่มือเพิ่งจะหย่อนเบ็ดลงน้ำไปได้ไม่ทันไร ปลายคันเบ็ดก็กระตุกวูบทันที
อวิ๋นหลินเหอ: “...”
หมดกัน คำปลอบใจที่เพิ่งพูดไปกลายเป็นอากาศธาตุ
เขารีบหมุนรอกเก็บสาย ปลาที่ติดเบ็ดขึ้นมาตัวนี้ไม่ได้ใหญ่โตอะไร เป็นปลาจาระเม็ดทองหนักไม่ถึงหนึ่งจิน
แต่ประเด็นสำคัญคือ เขาตกได้ปลาไง!
อวิ๋นหลินไห่เห็นดังนั้นก็เริ่มไม่เชื่อเรื่องโชคลาง “มา เดี๋ยวฉันลองบ้าง”
ผ่านไปเพียงชั่วอึดใจ อวิ๋นหลินไห่ก็ตวัดคันเบ็ดได้ปลาบอกขึ้นมาอีกตัว
“ตรงนี้มีปลาแน่นอน เธอลองใหม่อีกทีซิ”
คันเบ็ดมรณะถูกส่งกลับคืนสู่มือของฟู่หมิงอวี้อีกครั้ง
ห้านาทีผ่านไป...
สมาชิกครอบครัวอวิ๋นทุกคนต่างพากันนั่งเท้าคาง มองดูเด็กชายด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง งุนงง และไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เห็น
คันเบ็ดไม่ขยับเลยแม้แต่มิลลิเมตรเดียว เหยื่อก็อยู่ครบถ้วนสมบูรณ์ไม่มีรอยบุบสลาย!
ฟู่หมิงอวี้ทำได้แค่นั่งมองตาปริบๆ สบตากับทุกคนด้วยความอับจนถ้อยคำ
“เฮ้อ...”
อวิ๋นหลินเหอตบไหล่เล็กๆ ของเด็กชายเบาๆ อย่างเห็นใจ “โชคดีนะที่เธอไม่ได้เกิดมาเป็นลูกหลานชาวประมง”
ขืนมีดวงทางทะเลวินาศสันตะโรขนาดนี้ มีหวังได้อดตายกันพอดี
อวิ๋นหลินไห่พยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง
อวิ๋นเจียวเองก็เอื้อมมือไปตบไหล่พี่ชายแปะๆ เหมือนกัน “ไม่เป็นไรนะ นายแค่นั่งดูฉันตกปลาก็พอแล้ว”
ฟู่หมิงอวี้: “...”
สุดท้าย คันเบ็ดอาถรรพ์ก็ต้องกลับมาอยู่ในมือของอวิ๋นเจียว
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าดวงทางทะเลของเธอนั้นยืนหนึ่งในปฐพี ทุกครั้งที่หย่อนเบ็ดลงไป ถ้าไม่เจอของดีหายาก ก็ต้องเจอปลาไซซ์ยักษ์เสมอ
“พ่อจ๋า หนูขอลงไปเล่นในน้ำได้มั้ย?”
อวิ๋นหลินไห่ตอบกลับทันควันแบบไม่ต้องเสียเวลาคิด “ไม่ได้”
ช่วงนี้เจ้าวาฬเพชฌฆาตไม่ได้วนเวียนอยู่แถวนี้ ถึงแม้เขาจะรู้ความลับว่าลูกสาวบุญธรรมคนนี้สามารถหายใจในน้ำได้เหมือนปลา แต่เขาก็ยังไม่วางใจให้เธอลงไปเสี่ยงอันตรายในทะเลลึกเพียงลำพังอยู่ดี เกิดไปจ๊ะเอ๋กับปลาดุร้ายหรืองูทะเลเข้าจะทำยังไง
ต้องรอให้เจ้าวาฬเพชฌฆาตมาคอยเป็นพี่เลี้ยงก่อน เขาถึงจะยอมปล่อยให้ลงน้ำ
อวิ๋นเจียวถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
วันนี้เจ้าวาฬยักษ์คู่ใจหายหัวไปไหนก็ไม่รู้ เธอพยายามส่งกระแสจิตเรียกหาตั้งหลายรอบแล้ว แต่ก็เงียบกริบไม่มีเสียงตอบรับ
เวลาล่วงเลยมาพอสมควรแล้ว อวิ๋นหลินไห่กับน้องชายจึงเตรียมตัวเก็บกู้เบ็ดราวที่วางทิ้งไว้
อวิ๋นเจียวเองก็เลิกตกปลาแล้วเหมือนกัน เด็กน้อยสองคนรีบขยับเข้าไปมุงดูด้วยความตื่นเต้น
การกู้เบ็ดราวนี่มันให้ความรู้สึกตื่นเต้นเหมือนกำลังเปิดกล่องสุ่มไม่มีผิด ตราบใดที่ยังไม่ดึงเชือกขึ้นมาพ้นน้ำ ก็ไม่มีทางรู้เลยว่าตะขอเบ็ดอันต่อไปจะว่างเปล่า หรือจะมีสัตว์ทะเลหน้าตาแบบไหนติดขึ้นมา
อวิ๋นหลินเหอถูมือไปมาด้วยความคาดหวัง พอนึกขึ้นได้ว่าหลานสาวตัวน้อยมีดวงทางทะเลระดับเทพเจ้า เบ็ดตัวแรกก็น่าจะให้เธอเป็นคนเจิมเพื่อความเป็นสิริมงคล
“เจียวเจียว มาดึงอันแรกสิ”
อวิ๋นเจียวพยักหน้ารับคำ เธอขยับเข้าไปนั่งประจำที่แล้วเริ่มออกแรงดึงเชือก
เยี่ยมมาก! แค่สัมผัสแรกก็รู้สึกได้ถึงน้ำหนักที่ถ่วงอยู่ข้างล่าง มีของติดมาด้วยชัวร์!
[จบบท]