บทที่ 134: หมายังเมิน
ภายในบ้านพักของอาจารย์มู่ อวิ๋นเจียวและอวิ๋นเฉินเป่ยพากันไปนั่งหลบมุมอยู่เงียบๆ ทั้งสองคนพยายามทำตัวให้ลีบเล็กที่สุดเพื่อลดการมีตัวตน
พวกเขากำลังนั่งดูละครฉากใหญ่
แถมยังเป็นการดูไปกินไปอย่างออกรสเสียด้วย
“อาจารย์มู่ คุณลองดูสิครับว่าลูกชายบ้านผมหน้าตาฉลาดเฉลียวแค่ไหน ผมได้ยินมาว่าคุณยอมรับศิษย์แล้ว ยังไงก็ช่วยรับลูกชายผมไว้พิจารณาสักคนเถอะครับ รับรองว่าแกจะเชื่อฟังแน่นอน ไม่ว่าจะใช้งานหนักงานเบาแค่ไหน แกทำได้หมด”
ชายวัยกลางคนพูดพลางพยายามยัดเยียดของขวัญในมือใส่มือของอาจารย์มู่
“นี่เป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ รับไว้เถอะนะครับ...”
อาจารย์มู่ขมวดคิ้วมุ่นพร้อมกับปฏิเสธเสียงแข็ง
“เอาของกลับไปเถอะ คนแก่อย่างฉันมีแรงจำกัด สอนคนเยอะแยะขนาดนั้นไม่ไหวหรอก”
“โธ่ ก็แค่เพิ่มลูกชายผมไปอีกคนเดียว รวมแล้วก็แค่สองคนเองครับ ไม่เยอะหรอก ไม่เยอะเลยสักนิด อีกอย่างลูกชายผมทั้งฉลาดทั้งหัวไว สอนง่ายแน่นอน”
พูดจบเขาก็แอบปรายตามองไปทางอวิ๋นเฉินเป่ยอย่างแนบเนียน
ไอ้เด็กนั่นดูท่าทางทึ่มทื่อ หัวช้าจะตายไป ไม่มีทางฉลาดเท่าลูกชายของเขาแน่ๆ ก็แค่เด็กจนๆ จากหมู่บ้านชาวประมงเท่านั้นแหละ
อวิ๋นเจียวขมวดคิ้วเล็กๆ จนย่นเข้าหากันทันทีเมื่อเห็นสายตานั้น มองพี่ชายเธอแบบนั้นหมายความว่ายังไงยะ
“เสี่ยวหลิน มัวยืนบื้ออยู่ทำไม รีบมาคารวะอาจารย์สิลูก”
ชายวัยกลางคนหันไปพูดกับลูกชายด้วยน้ำเสียงประจบประแจง
“อาจารย์มู่ดูสิครับ ชื่อของลูกชายผมยังมีคำว่า ‘หลิน’ (ป่าไม้) อยู่ด้วย ดูยังไงก็มีวาสนาต่อกันชัดๆ”
เด็กหนุ่มคนนั้นเดินอาดๆ เข้ามาหาอาจารย์มู่ ก่อนจะอ้าปากเรียกอย่างไม่เต็มใจนัก
“อาจา...”
อาจารย์มู่พูดสวนกลับทันควัน
“ไม่ต้อง ฉันไม่ใช่อาจารย์ของเธอ”
เขาเกลียดการมัดมือชกแบบนี้ที่สุด
“ฉันบอกว่าไม่รับศิษย์แล้ว ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องรึไง เอาของพวกคุณกลับไปซะ คนฉันก็ไม่รับเหมือนกัน”
สีหน้าของเด็กหนุ่มคนนั้นบึ้งตึงลงทันตาเห็น
“อะไรกันนักกันหนา ก็แค่ช่างไม้ ผมบอกพ่อแล้วไงว่าไม่อยากเรียนไอ้นี่!”
ทั้งสีหน้าและแววตาของเขาเต็มไปด้วยความรังเกียจและดูถูกอย่างปิดไม่มิด ชัดเจนว่าเขาดูแคลนอาชีพช่างไม้เข้าไส้
“แกจะไปรู้อะไร รีบขอโทษอาจารย์มู่เดี๋ยวนี้!”
สองสามีภรรยารีบเข้าไปดึงแขนลูกชาย
แต่ดูเหมือนเด็กคนนี้จะถูกที่บ้านตามใจจนเสียคนไปแล้ว เขาไม่ฟังคำทัดทานใดๆ ทั้งสิ้น
ใบหน้าของอาจารย์มู่ดำคล้ำลงด้วยความโกรธ
“เธอไม่อยากเรียน ฉันเองก็ไม่ได้อยากสอนเหมือนกัน ตอนนี้เชิญพวกคุณออกไปให้หมด”
เด็กหนุ่มคนนั้นแสดงท่าทีอวดดีอย่างถึงที่สุด
“ตาแก่ อยากโดนดีรึไง! กล้าดียังไงมาพูดกับฉันแบบนี้”
คราวนี้อวิ๋นเฉินเป่ยและอวิ๋นเจียวนั่งไม่ติดที่แล้ว ทั้งสองรีบลุกเดินเข้ามาทันที
แม้อวิ๋นเฉินเป่ยจะเป็นคนเก็บตัวและไม่ค่อยพูดค่อยจา แต่เขาก็มีความกล้าหาญพอที่จะยืนขวางอยู่หน้าคนที่เขาเคารพรักเพื่อปกป้อง
ทว่าเด็กหนุ่มคนนั้นตัวเตี้ยกว่าอวิ๋นเฉินเป่ยเสียอีก
“ทำไม แกอยากมีเรื่องรึไง?”
อวิ๋นเจียวเอ่ยเรียกผู้ช่วยทันที
“ต้าเฮย ลูกพี่”
ถึงตัวเธอจะเล็กจิ๋วไม่มีแรงไปสู้รบปรบมือกับใคร แต่ต้าเฮยนั้นต่างออกไป
เจ้าสุนัขสีดำตัวใหญ่และแมวลายสลิดที่เฝ้าอยู่ด้านนอกพุ่งตัวเข้ามาในห้องทันที
อวิ๋นเจียวยืนเคียงข้างต้าเฮย ดวงตาคู่เล็กจ้องมองไปที่เด็กหนุ่มคนนั้นเขม็ง
ถึงตัวจะเตี้ย แต่รังสีอำมหิตไม่แพ้ใคร
“นายอยากมีเรื่องเหรอ?”
คราวนี้ปัญหากลายเป็นของฝั่งตรงข้ามแทนแล้ว
ทั้งสามคนพ่อแม่ลูกจ้องมองสุนัขตัวดำทะมึนที่กำลังแยกเขี้ยวขู่คำราม พร้อมจะกระโจนเข้าใส่ได้ทุกเมื่อ
พวกเขาพากันถอยกรูดไปข้างหลังสองก้าวพร้อมกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
โดยเฉพาะเด็กหนุ่มคนนั้นที่กลัวจนตัวสั่น แต่ยังทำปากเก่งอวดดีทั้งที่ใจฝ่อ
“พว...พวกแกกล้าปล่อยหมากัดคนงั้นเหรอ”
อวิ๋นเจียวเท้าสะเอวด้วยมือป้อมๆ ตะโกนสวนกลับอย่างดุเดือด
“แล้วทำไมทีพวกนายยังมายืนเห่าอยู่นี่ได้ล่ะ!”
เห่า? พวกเขาไปเห่าตอนไห...
สองสามีภรรยาตั้งสติได้ หน้าก็แดงก่ำด้วยความโกรธจัด
“นะ...นี่ยัยเด็ก...”
เด็กหนุ่มยังตามไม่ทัน เขาตะโกนโวยวายข่มขู่ว่าถ้าโดนหมากัดจะต้องให้พวกอวิ๋นเจียวจ่ายค่าเสียหาย
อวิ๋นเจียวย้อนกลับนิ่มๆ
“นายจะมาเห่าบ้าบออะไรตรงนี้”
เด็กหนุ่มสวนกลับ “แกสิ...”
ทันใดนั้นเขาก็ฉุกคิดขึ้นได้ ใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดงเถือกราวกับตับหมู แทบจะลมจับเพราะความโกรธ
อาจารย์มู่ทำหน้านิ่งน้ำเสียงเย็นชา
“ที่นี่ไม่ต้อนรับพวกคุณ ยังไม่รีบไสหัวไปอีก!”
เขาไล่ตะเพิดคนกลุ่มนั้นออกไป พร้อมกับโยนของขวัญที่พวกเขานำมาทิ้งตามหลังไป
สองสามีภรรยาโดนฉีกหน้าจนไม่เหลือชิ้นดี รีบตะโกนทิ้งท้ายด้วยความคับแค้นใจ
“อาจารย์มู่ คุณจะต้องเสียใจ! ดูท่าทางทึ่มๆ ของไอ้เด็กนั่นสิ หน้าตาดูไม่ฉลาดสักนิด วิชาความรู้ของคุณคงได้จบเห่เพราะมันแน่!”
อวิ๋นเฉินเป่ย: หา? นี่ว่าผมเหรอ?
อวิ๋นเจียวโกรธจนควันออกหู เธอก้มลงหยิบก้อนดินโคลนบนพื้นขว้างใส่พวกเขาเต็มแรง
“แกสิทึ่ม! ทึ่มกันทั้งบ้านนั่นแหละ พี่สี่ของฉันฉลาดที่สุดในโลกเลยรู้ไว้ซะ!”
โหมดลูกสัตว์ตัวน้อยกางปีกปกป้องพี่ชายทำงานทันที
อาจารย์มู่เองก็ไม่ยอมน้อยหน้า ตะโกนเหน็บแนมไล่หลังไปอีกชุด
“ถ้าฉันรับลูกชายเฮงซวยของพวกแกที่ทั้งอวดดี ไอคิวต่ำ อีคิวติดลบ แถมยังไร้มารยาทและหลงตัวเองแบบนั้นเป็นศิษย์ ฉันสิถึงจะเสียใจจนวันตาย! เลี้ยงลูกออกมาได้สภาพนี้ การอบรมสั่งสอนของที่บ้านก็คงไม่ได้ดีเด่ไปกว่ากันหรอก ยังมีหน้ามาขอให้ฉันสอน ฝันกลางวันไปเถอะ!”
อวิ๋นเจียว: โอ้โห... ปู่มู่ด่าคนเจ็บจี๊ดเลยแฮะ
รอจนสามคนพ่อแม่ลูกนั่นหนีหางจุกตูดไปแล้ว อาจารย์มู่ถึงได้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
เขาเอื้อมมือมาลูบหัวอวิ๋นเจียวเบาๆ
“เก่งมากเจ้าตัวเล็ก วันนี้อยู่กินข้าวเย็นบ้านปู่มู่ก่อนสิ”
อวิ๋นเฉินเป่ยรีบเสนอตัวทันที
“อาจารย์ครับ เดี๋ยวผมไปทำกับข้าวให้เอง”
อาจารย์มู่โบกมือปฏิเสธ
“ไม่ต้องๆ ไหนๆ ฉันก็ว่างอยู่แล้ว เธอไปทำงานของเธอเถอะ”
อวิ๋นเฉินเป่ยทำท่าเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็กลืนลงคอไป
พอเห็นอาจารย์มู่เดินเข้าครัวไปแล้ว เขาก็รีบหันมากระซิบกับอวิ๋นเจียวหน้าตาตื่น
“เจียวเจียว รีบหาข้ออ้างกลับบ้านเร็วเข้า”
อวิ๋นเจียวทำหน้างง ทำไมเหรอ?
อวิ๋นเฉินเป่ยทำสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก
“กับข้าวฝีมืออาจารย์... รสชาติมันค่อนข้าง... กินยากน่ะ”
เขาพูดได้แค่นั้น เพราะยังไงนั่นก็เป็นอาจารย์ เขาไม่อยากนินทาให้มากความ
แต่อวิ๋นเจียวกลับยิ่งอยากรู้อยากเห็น
“กินยากแค่ไหนเชียว? จะขมยิ่งกว่ามะระอีกเหรอ?”
ปลาตัวน้อยเกิดความสงสัยใคร่รู้ อยากจะลองของดูสักครั้ง
ด้วยความอยากรู้นี้เอง มื้อนี้เธอเลยตัดสินใจอยู่ต่อ
และแล้ว...
อวิ๋นเจียวจ้องมองอาหารสามจานบนโต๊ะจนหน้าย่นยับยู่ยี่
“ปู่มู่คะ นี่มันคืออะไร?” อวิ๋นเจียวชี้ไปที่จานที่มีก้อนดำๆ กองอยู่
อาจารย์มู่ตอบหน้าตาย “ผัดมะเขือเทศใส่ไข่”
“แล้วอันนี้ล่ะ?”
อาจารย์มู่เลิกคิ้ว “ตาถั่วรึไงเรา? นั่นมันปลานึ่ง ดูไม่ออกว่าเป็นปลาหรือไง?”
อวิ๋นเจียวบ่นอุบอิบ “แต่ปลาที่ย่าทำมันไม่มีเกล็ดแล้วนะ”
“ปลานี่ปู่ก็ขูดเกล็ดแล้วเหมือนกัน”
อวิ๋นเจียวเอาตะเกียบจิ้มเนื้อปลา แล้วคีบชิ้นที่มีเกล็ดติดอยู่เต็มๆ ยื่นไปตรงหน้าเขา
“ตอนทำปลา ปู่ลืมใส่แว่นรึเปล่าคะเนี่ย?”
อวิ๋นเฉินเป่ยพยักหน้าหงึกๆ อยู่ข้างๆ น้องสาวพูดแทนใจเขาหมดเปลือก
ก่อนหน้านี้เขาก็อยากจะทักแล้ว แต่ใจไม่กล้าพอ กลัวโดนดุ
“สายตาปู่ยังดีอยู่โว้ย! ไอ้ชิ้นนั้นมันก็แค่ขูดไม่หมด กินๆ เข้าไปเถอะ ถ้าเจอก็คายออกมาสิ”
“แล้วอันนี้ล่ะคะ?”
จานสุดท้ายเป็นแกงจืด
“แกงจืดเต้าหู้สาหร่าย”
สภาพคือสาหร่ายชิ้นใหญ่เบ้อเริ่มเทิ่ม ส่วนเต้าหู้ก็มีทั้งก้อนใหญ่ยักษ์และที่เละเป็นโจ๊กปนกันมั่วไปหมด
“วางใจเถอะน่า กินได้ ไม่ตายหรอก ปู่กินแบบนี้มาตั้งหลายปี ดูสิร่างกายยังแข็งแรงปึ๋งปั๋งจะตาย”
พูดจบเขาก็ทุบอกตัวเองโชว์สองสามที
อวิ๋นเจียวลองชิมเนื้อปลาไปคำหนึ่งอย่างกล้าๆ กลัวๆ
อื้ม... พอกลืนลงคอได้ แต่ห่างไกลจากคำว่าอร่อยลิบลับ!
ให้คะแนนติดลบ!
พอลองคีบผัดมะเขือเทศใส่ไข่เข้าปาก... ชัดเลย ไหม้สนิท
ส่วนน้ำแกงถ้วยสุดท้าย เธอไม่อยากแม้แต่จะเอาลิ้นแตะ ดูสภาพแล้วไร้ความน่ากินโดยสิ้นเชิง
เธอถึงขั้นคีบสาหร่ายชิ้นหนึ่งส่งให้ต้าเฮย
ต้าเฮยดมฟุดฟิดนิดหนึ่ง ก่อนจะสะบัดหน้าหนีเดินหนีไปดื้อๆ
อวิ๋นเจียวสรุปความ “หมายังเมิน”
อาจารย์มู่: “......อย่ามาเลือกกินนะ กินๆ เข้าไปเถอะน่า”
อวิ๋นเจียววางตะเกียบลงทันที เธอกระโดดลงจากเก้าอี้แล้วโค้งคำนับให้อาจารย์มู่หนึ่งที
“ปู่มู่คะ หนูเพิ่งนึกได้ว่าย่าเรียกให้กลับไปให้อาหารไก่ ไปก่อนนะคะ!”
พูดจบเธอก็ใส่เกียร์หมาวิ่งแน่บออกจากบ้านไปทันที ไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
[จบบท]