บทที่ 139: ปลาทูน่าครีบน้ำเงิน
อวิ๋นเจียวว่ายน้ำไล่กวดปลาเก๋าหนูตัวหนึ่งที่เธอเพิ่งเจอด้วยความเร็วสูง เจ้าปลาตัวนี้ดูจากขนาดแล้วน่าจะมีน้ำหนักราวๆ สิบจินเห็นจะได้
เธอพุ่งตัวเข้าไปหมายจะตะครุบจับมันให้ได้ในคราเดียว แต่เจ้าปลาเก๋าหนูตัวนี้ก็ฉลาดเป็นกรด มันไหวตัวทันรีบมุดหนีเข้าไปซ่อนตัวอยู่ใต้โขดหินปะการังอย่างรวดเร็ว
เมื่อสบโอกาสมันก็รีบดีดตัวว่ายหนีออกไปทันที
อวิ๋นเจียวไม่รอช้ารีบสับขาว่ายไล่ตามไปติดๆ
ความเร็วของเธอในตอนนี้แม้แต่พี่เต่าและฉลามวาฬก็ยังเทียบไม่ติด
เมื่ออวิ๋นเจียวไล่ตามทันและจัดการทุบเจ้าปลาเก๋าหนูจนสลบเหมือดไปแล้ว พอหันกลับมามองด้านหลังอีกทีก็พบว่าบรรดาเพื่อนตัวน้อยของเธอหายตัวไปกันหมดแล้ว
อวิ๋นเจียว “...”
ในขณะที่เธอกำลังจะอ้าปากเปล่งเสียงขับขานเพื่อเรียกหาพี่เต่าและฉลามวาฬ ทันใดนั้นเงาร่างขนาดมหึมาของฝูงปลาฝูงหนึ่งก็ว่ายตัดหน้าผ่านเหนือศีรษะของเธอไป
ดวงตาของอวิ๋นเจียวเปล่งประกายวาววับขึ้นมาทันที
จะโทษว่าเธอตื่นเต้นเกินเหตุไม่ได้หรอกนะ เพราะปลาพวกนี้ไม่เพียงแต่กินได้ แต่มันยังมีขนาดใหญ่ยักษ์อลังการสุดๆ!
ดูจากสายตาแล้วตัวที่โตเต็มวัยมีความยาวไม่ต่ำกว่าสองเมตรอย่างแน่นอน
แถมพวกมันยังว่ายกันมาเป็นฝูงใหญ่ขนาดนี้ ภาพที่เห็นตรงหน้ามันต่างอะไรกับกองเงินกองทองที่กำลังแหวกว่ายผ่านหน้าเธอไปเล่า
อวิ๋นเจียวคว้าเจ้าปลาเก๋าหนูมาถือไว้ในมือ แล้วพุ่งตัวไล่ตามฝูงปลาพวกนั้นไปอย่างไม่ลังเล
ปลาทูน่าครีบน้ำเงินเป็นปลาที่ว่ายน้ำได้รวดเร็วมาก จังหวะที่อวิ๋นเจียวกำลังจะไล่ตามพวกมันทัน จู่ๆ ฝูงปลาก็เกิดอาการตื่นตระหนกและแตกฮือเปลี่ยนทิศทางว่ายหนีไปอีกทางหนึ่งด้วยความเร็วสูง
อวิ๋นเจียว “???”
“วู้ววว วู้ววว~~~”
เสียงร้องที่ฟังดูร่าเริงเกินเบอร์ดังแว่วมา ทำให้ในที่สุดอวิ๋นเจียวก็เข้าใจแล้วว่าทำไมฝูงปลาถึงได้หนีตายกันเร็วขนาดนั้น
เป็นไปตามคาด ฝูงวาฬเพชฌฆาตปรากฏตัวขึ้นในครรลองสายตาของเธออย่างรวดเร็ว
อวิ๋นเจียวมันเขี้ยวจนอดไม่ได้ที่จะยื่นมือออกไปตบแปะลงบนหัวของเจ้าวาฬเพชฌฆาตตัวน้อยที่พุ่งนำหน้ามาเหมือนลูกกระสุนปืนใหญ่ แน่นอนว่าเธอแค่ออกแรงเบาๆ ไม่ได้ลงไม้ลงมือหนักแต่อย่างใด
ถึงจะไม่เจ็บ แต่เจ้าวาฬเพชฌฆาตตัวน้อยกลับทำหน้ามุ่ยน้อยใจ ทำไมต้องตีมันด้วยล่ะ
อวิ๋นเจียวลูบหัวมันเบาๆ เป็นเชิงปลอบโยน
“บทจะมาก็มา บทจะไม่มาก็ไม่มา ดันโผล่มาตอนนี้จนเหยื่อของฉันตกใจหนีไปหมดแล้วเนี่ย”
‘เหยื่อ... ของอร่อย~’
พอได้ยินคำว่าเหยื่อ เจ้าวาฬเพชฌฆาตตัวน้อยก็ดีดตัวตื่นเต้นขึ้นมาทันที
อวิ๋นเจียวบอกมัน
“ไปช่วยฉันจับปลาก่อน”
เจ้าตัวเล็กส่งเสียงร้องเรียกฝูงวาฬเพชฌฆาตที่ว่ายตามหลังมาอย่างร่าเริง
ในฐานะนักล่าชั้นยอดแห่งท้องทะเล เหยื่อรายไหนที่ถูกวาฬเพชฌฆาตหมายหัวไว้แล้ว ยากนักที่จะรอดพ้นไปได้
ฝูงปลาทูน่าครีบน้ำเงินยังหนีไปได้ไม่ไกลนัก ภายใต้การนำทีมของอวิ๋นเจียวและเจ้าวาฬน้อย ฝูงนักล่าก็รีบว่ายไล่กวดตามไปทันที
พวกมันมีประสบการณ์ในการล่าเหยื่ออย่างโชกโชน โดยมีการกระจายกำลังกันออกไปล้อมจับจากทิศทางต่างๆ
อวิ๋นเจียวคว้าจับกระโดงหลังของวาฬเพชฌฆาตตัวเต็มวัยตัวหนึ่งไว้แน่น แทบไม่ต้องออกแรงว่ายเองก็เหมือนได้นั่งรถซิ่งแหวกว่ายไปในน้ำด้วยความเร็วสูง
สัตว์ทะเลชนิดอื่นๆ เมื่อเห็นฝูงวาฬเพชฌฆาตผ่านมาต่างก็พากันแตกตื่นว่ายหนีไปคนละทิศละทาง
ใช้เวลาไม่นานพวกมันก็ตามฝูงปลาทูน่าครีบน้ำเงินจนทัน
ฝูงปลาทูน่าเริ่มสับสนอลหม่านหนักกว่าเดิม
“ตัวนั้น”
อวิ๋นเจียวเล็งปลาทูน่าครีบน้ำเงินตัวที่มีน้ำหนักราวๆ สองร้อยจินเอาไว้
มือน้อยๆ ของเธอชี้เป้า วาฬเพชฌฆาตก็พุ่งเข้าใส่ทันที
“เฮ้ย! เมื่อกี้ตัวอะไรมันพุ่งวูบผ่านไปวะนั่น”
ตอนนี้อวิ๋นเจียวและฝูงวาฬได้เคลื่อนย้ายมายังน่านน้ำอื่น ซึ่งบังเอิญว่าบริเวณนี้มีเรือประมงลอยลำอยู่พอดี
“เมื่อกี้... เมื่อกี้เหมือนจะมีฝูงปลาว่ายผ่านไปใช่ไหม”
คนบนเรือเบิกตาตากว้าง รีบชะโงกหน้าออกไปมองดูผิวน้ำแทบจะเกาะขอบเรือ
“ดูเหมือนจะเป็นปลาทูน่า... ฝูงปลาทูน่า!”
พวกเขาตื่นเต้นจนเนื้อเต้น ปลาทูน่าเชียวนะ ขอแค่จับได้สักตัวเดียวก็มีเงินใช้กินอยู่สบายไปได้อีกนานโข
ทว่าในขณะที่พวกเขากำลังเตรียมจะเหวี่ยงแหจับปลา จู่ๆ ก็มีเสียงตะโกนด้วยความหวาดกลัวดังขึ้นมาจากอีกฟากของเรือ
“พ่อ! เร็วเข้า รีบหนีออกจากตรงนี้เร็ว ข้างหลัง... ดูข้างหลังนั่น!”
กระโดงหลังรูปสามเหลี่ยมของวาฬเพชฌฆาตที่โผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมานั้นดูน่าเกรงขามสุดๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงขนาดตัวอันมหึมาของพวกมันเลย
เรือไม้ลำเล็กๆ ของพวกเขาแค่โดนชนทีเดียวคงแตกเป็นเสี่ยงๆ
คนบนเรือไม่มีกะจิตกะใจจะจับปลาแล้ว รีบแจวเรือหนีตายกันสุดชีวิต
แต่ความเร็วของคนหรือจะสู้ความเร็วของวาฬเพชฌฆาต พวกเขาทำได้แค่มองดูพวกมันพุ่งตรงเข้ามาด้วยความสิ้นหวัง
สองพ่อลูกบนเรือหลับตาปี๋เตรียมใจรอรับชะตากรรม แต่ผ่านไปสักพักพวกเขาก็รู้สึกว่าเรือแค่โคลงเคลงไปมาเล็กน้อย ไม่ได้ถูกชนกระแทกแต่อย่างใด
เมื่อลืมตาขึ้นมองไปยังผิวน้ำด้วยความอกสั่นขวัญแขวน ก็เห็นเพียงแผ่นหลังของวาฬเพชฌฆาตที่ว่ายห่างออกไปไกลแล้ว พร้อมกับเงาสีขาวที่ว่ายผ่านไปอย่างรวดเร็วเพียงวูบเดียว
ยังไม่ทันได้ดูให้ชัดตา ทั้งวาฬและเงาปริศนานั้นก็หายวับไปแล้ว
รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด สองพ่อลูกบนเรือถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้น
“นั่น... นั่นมันวาฬเพชฌฆาตใช่ไหม”
“ยังดี... ยังดีที่ไม่ใช่ฉลาม”
ไม่น่าเชื่อว่าพวกมันจะว่ายอ้อมเรือของพวกเขาไป
ไม่ต้องเดาเลย ตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่าฝูงปลาทูน่าเมื่อกี้คือเหยื่อของฝูงวาฬเพชฌฆาตนั่นเอง
น่าเสียดายจริงๆ อุตส่าห์เจอฝูงปลาทูน่าทั้งทีแต่กลับไม่มีโอกาสแม้แต่จะเหวี่ยงแห
เหตุการณ์เมื่อครู่เหมือนความฝันจริงๆ ตอนแรกเป็นฝันหวาน ตอนหลังกลายเป็นฝันร้ายซะงั้น
ในขณะเดียวกัน อวิ๋นเจียวและฝูงวาฬเพชฌฆาตก็ได้ล้อมจับปลาตัวที่เธอต้องการเอาไว้ได้แล้ว
ปลาทูน่าครีบน้ำเงินตัวอื่นๆ ต่างทิ้งเพื่อนแล้วแยกย้ายกันหนีเอาตัวรอด
เจ้าปลาทูน่าเป้าหมายพยายามจะดิ้นรนหนี แต่ก็ถูกวาฬเพชฌฆาตตัวหนึ่งใช้หางตบเปรี้ยงจนตัวลอยกระเด็นขึ้นไปกลางอากาศ หมุนติ้วอยู่หลายรอบก่อนจะตกลงมากระแทกผิวน้ำดังตูม
สลบเหมือดไปเรียบร้อย
อวิ๋นเจียวว่ายเข้าไปดูอาการ ยังดีที่มันยังไม่ตาย
“ไปกันเถอะ กลับบ้านเรา”
จับได้เหยื่อตัวใหญ่ขนาดนี้แล้ว อวิ๋นเจียวก็ไม่คิดจะดำลงไปหาของอะไรต่อ เธอใช้มือข้างหนึ่งจับหางปลาทูน่าครีบน้ำเงินเอาไว้ ส่วนมืออีกข้างจับกระโดงหลังของเจ้าวาฬน้อยแล้วให้มันลากกลับ
ขากลับไม่ได้ต้องไล่ล่าเหยื่อแล้ว ความเร็วในการว่ายจึงช้าลงกว่าเดิมพอสมควร
เมื่อกลับมาถึงน่านน้ำที่พวกพ่อจอดเรืออยู่ อวิ๋นเจียวก็เห็นพี่เต่ากับฉลามวาฬกำลังว่ายวนตามหาเธออยู่พอดี
พอพวกมันเห็นฝูงวาฬเพชฌฆาต ปฏิกิริยาแรกคือโกยแน่บ
ต่อให้ฉลามวาฬจะมีตัวใหญ่แค่ไหน แต่มันก็กลัววาฬเพชฌฆาตอยู่ดี
แม้ขนาดตัวของฉลามวาฬจะใหญ่กว่า แต่เรื่องความสามารถในการต่อสู้นั้นคนละชั้นกันเลย
วาฬเพชฌฆาตคือนักล่าอันดับหนึ่งของท้องทะเล มีสัญชาตญาณความดุร้ายสูง อย่าว่าแต่ฉลามวาฬเลย แม้แต่วาฬหัวทุยหรือปลาขนาดใหญ่อื่นๆ ก็ล้วนตกเป็นอาหารของมันได้ทั้งนั้น
ฉลามวาฬแม้จะตัวโต แต่กินแค่แพลงก์ตอนกับปลาเล็กปลาน้อยเป็นอาหาร นิสัยก็อ่อนโยนรักสงบ ไม่มีความดุร้ายเลยสักนิด
“เดี๋ยวสิ อย่าเพิ่งหนี ฉันเอง ฉันกลับมาแล้ว...”
ฉลามวาฬยังคงว่ายหนีไม่คิดชีวิต ใครมาก็ไม่สนทั้งนั้น ชีวิตสำคัญที่สุด
ส่วนพี่เต่าก็สับขาว่ายน้ำจนตีนกบแทบจะเป็นภาพติดตา ในหัวมีแต่คำว่า หนี หนี หนี
****
มีเพียงเจ้าเต่าทะเลตัวน้อยเท่านั้นที่ชะงักไปเมื่อได้ยินเสียงของอวิ๋นเจียว มันหันกลับมามอง
พอเห็นว่าเป็นอวิ๋นเจียว มันก็รีบตะเกียกตะกายว่ายเข้ามาหาอย่างดีใจ
คงต้องเรียกว่าลูกวัวแรกเกิดย่อมไม่กลัวเสือจริงๆ
เจ้าเต่าน้อยตัวนี้คงยังไม่เคยลิ้มรสฝ่ามือพิฆาตของวาฬเพชฌฆาตมาก่อน
โชคดีที่พวกวาฬเพชฌฆาตแม้จะนึกสงสัยใคร่รู้ในตัวเต่าน้อย แต่ก็ไม่ได้รังแกมันเล่นแต่อย่างใด
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับปลายักษ์ที่ทั้งตัวใหญ่และดูดุร้ายขนาดนี้ เต่าน้อยก็ยังอดกลัวไม่ได้ มันว่ายเข้ามาหลบอยู่ข้างๆ อวิ๋นเจียวแล้วเกาะติดแจไม่ยอมห่าง
อวิ๋นเจียวมองตามหลังฉลามวาฬกับเต่าตัวใหญ่ที่ว่ายหนีหายลับไปแล้ว ได้แต่ถอนหายใจอย่างจนใจ
เอาไว้เดี๋ยวค่อยไปตามพวกมันกลับมาทีหลังก็แล้วกัน
เมื่อหาเรือของที่บ้านเจอแล้ว แม้อวิ๋นเจียวจะมีแรงเยอะแค่ไหน แต่ลำพังตัวคนเดียวจะให้แบกปลาทูน่าหนักสองร้อยกว่าจินขึ้นเรือไปก็คงทุลักทุเลน่าดู
เธอจึงต้องเอาเจ้าปลาเก๋าหนูโยนขึ้นเรือไปใส่ถังน้ำใบใหญ่ไว้ก่อน แล้วให้พวกวาฬเพชฌฆาตช่วยเฝ้าปลาทูน่าไว้ ส่วนตัวเองก็ปีนขึ้นเรือไปตามพ่อกับพวกพี่ชาย
เต่าน้อยก็เกาะติดหนึบตามขึ้นมาด้วย เพราะเจ้าตัวเล็กไม่กล้าอยู่ข้างล่างลำพัง
“พ่อ อาเล็ก พี่ใหญ่...”
ตะโกนเรียกอยู่หลายคำ ในที่สุดอวิ๋นเจียวก็ได้ยินเสียงตอบรับจากผู้เป็นพ่อ
เธอรีบวิ่งเหยาะๆ เข้าไปหา
อวิ๋นหลินไห่และคนอื่นๆ ได้ยินเสียงเรียกก็รีบเดินตรงเข้ามาหา
“เจียวเจียวกลับมาแล้วเหรอ หิวแล้วล่ะสิ เดี๋ยวพวกเราขนของพวกนี้ขึ้นเรือเสร็จจะย่างหมั่นโถวให้กินนะ”
อวิ๋นเจียวรีบคว้ามือพี่ชายคนโตที่เดินนำหน้าสุดเอาไว้
“อย่าเพิ่งสนเรื่องนั้นเลย ฉันจับปลาตัวใหญ่มาได้ตัวหนึ่ง แต่เอาขึ้นเรือไม่ไหว”
อวิ๋นหลินเหอเดินตามมาพลางหัวเราะร่า “โอ้โฮ ปลาอะไรจะตัวใหญ่ขนาดนั้น ขนาดจอมพลังอย่างเจียวเจียวของเรายังเอาขึ้นมาไม่ได้”
อวิ๋นเจียวลองนึกเปรียบเทียบขนาดดู “ก็ตัวพอๆ กับหมูป่าที่เราเจอที่บ้านยายนั่นแหละ”
“ห๊ะ!!!”
ฉับพลันนั้น เสียงอุทานด้วยความตกตะลึงของชายหนุ่มทั้งสามคนก็ประสานเสียงดังลั่นจนเสียงหลง
[จบบท]