บทที่ 150: ปูมะพร้าว
“พี่คะ รีบปีนขึ้นไปเก็บลูกมะพร้าวให้หนูหน่อยสิ”
ตอนนี้กลุ่มของอวิ๋นเจียวได้พาตัวเองเข้ามาอยู่ท่ามกลางดงมะพร้าวเรียบร้อยแล้ว
อวิ๋นเจียวยืนอยู่ใต้ต้นมะพร้าว เงยหน้ามองลูกผลกลมโตบนยอดสูงด้วยแววตาเป็นประกายน้ำลายแทบหก
อวิ๋นเสี่ยวอู่ปีนขึ้นไปบนต้นไม้อย่างคล่องแคล่วว่องไวราวกับลิง
“จัดไป รอรับได้เลย แต่เธอถอยไปยืนไกลๆ หน่อยนะ ลูกมะพร้าวมันหนัก เดี๋ยวหล่นใส่หัวจะเจ็บตัวเอา”
อวิ๋นเจียวพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย ก่อนจะขยับถอยออกไปยืนห่างจากโคนต้นพอสมควร
ในขณะที่อวิ๋นเสี่ยวอู่กำลังออกแรงบิดลูกมะพร้าวอยู่บนยอดไม้นั้น อวิ๋นเจียวที่ยืนรออยู่ข้างล่างก็กวาดสายตามองไปรอบๆ พื้นดิน เผื่อว่าจะโชคดีเจอลูกมะพร้าวที่ร่วงหล่นลงมาเองและยังพอกินได้
แต่ทว่ามะพร้าวที่ตามหาไม่ยักเจอ สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของเธอกลับเป็นเจ้าตัวกินมะพร้าวหน้าตาประหลาดตัวหนึ่ง
โอ้โห... เจ้าตัวนี้รูปร่างหน้าตามันชวนให้ขนลุกพิลึก ดูไปดูมาเหมือนแมงมุมยักษ์ไม่มีผิด!
ถ้าจะอธิบายให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เจ้าสิ่งมีชีวิตตัวนี้มีรูปลักษณ์ผสมผสานกันอย่างน่าพิศวง จะว่าเหมือนแมงมุมยักษ์ก็ใช่ จะว่าเหมือนปูก็ไม่เชิง แถมยังมีส่วนคล้ายกับกุ้งอีกต่างหาก
ขาของมันทั้งยาวและใหญ่ ส่วนหัวดูคล้ายกับหัวกุ้งมังกร หางของมันก็เหมือนหางกุ้งมังกรที่ม้วนขดเป็นวงกลมแนบติดอยู่กับส่วนท้อง
อวิ๋นเจียวเห็นมันกำลังตั้งหน้าตั้งตาแทะกินเนื้อมะพร้าวอยู่ จึงอดไม่ได้ที่จะยื่นหน้าเข้าไปดูใกล้ๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ซ้ำยังลองยื่นนิ้วจิ้มๆ แหย่มันดูอีกต่างหาก
ใครจะไปรู้ว่าเจ้าตัวประหลาดนี่ดุร้ายใช่เล่น มันชูก้ามอันใหญ่โตขึ้นมาทันที หมายจะหนีบนิ้วของเธอให้ขาดกระจุย
โชคดีที่ปฏิกิริยาตอบสนองของอวิ๋นเจียวนั้นว่องไวไม่แพ้กัน เธอรีบชักนิ้วกลับมาได้ทันท่วงที ก่อนจะจ้องมองเจ้าตัวยักษ์ตรงหน้าด้วยสายตาหวาดระแวง
“เจียวเจียว ทำอะไรอยู่น่ะ”
อวิ๋นเฉินหนานเดินเข้ามาใกล้ พอเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าน้องสาวเขาก็ร้องทักขึ้นด้วยความประหลาดใจ
“ปูมะพร้าว”
อวิ๋นเจียวเงยหน้าขึ้นมองพี่ชายคนที่สาม
อวิ๋นเฉินหนานย่อตัวลงนั่งข้างๆ เธอ พลางจ้องมองเจ้าสัตว์มีเปลือกตรงหน้า
“เดี๋ยวนี้หาตัวยากมากเลยนะเนี่ย”
“กินได้เหรอคะ”
อวิ๋นเจียวถามย้ำเพื่อความแน่ใจ รูปร่างหน้าตามันดูพิลึกกึกกือขนาดนี้ ถามให้ชัวร์ก่อนดีกว่า
“กินได้สิ รสชาติอร่อยมากด้วย”
“ก็เพราะว่าเนื้อมันอร่อย แถมตัวยังใหญ่เบ้อเริ่ม เลยโดนคนจับไปกินจนเกือบหมด สมัยก่อนในป่ามะพร้าวแถวหมู่บ้านเราก็เคยมีปูมะพร้าวพวกนี้อยู่เหมือนกัน แต่ตอนนี้โดนจับกินจนแทบไม่เหลือแล้ว”
เจ้าสัตว์ชนิดนี้ตัวใหญ่กว่าปูทั่วไป เนื้อก็เยอะกว่าแถมยังรสชาติดีเยี่ยม เอาไปขายก็ได้ราคาดี ถ้ามีหลงเข้ามาในป่ามะพร้าวใกล้บ้านคนเมื่อไหร่ เป็นต้องโดนจับไปลงหม้อทุกราย
ตอนเด็กๆ เขายังเคยได้ลิ้มรสความอร่อยของมันอยู่สักสองครั้ง แต่หลังจากนั้นเจ้าปูมะพร้าวก็หายากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งหลายปีมานี้แทบจะไม่เห็นร่องรอยของมันอีกเลย
พอได้ยินคำว่า 'อร่อย' อวิ๋นเจียวก็เลิกมองว่าเจ้าตัวประหลาดนี่น่าเกลียดทันที
ในท้องทะเลลึกยังมีสัตว์หน้าตาพิสดารกว่านี้ตั้งเยอะแยะ
พอลองเพ่งมองดูดีๆ เจ้าตัวนี้ก็หน้าตาจิ้มลิ้มใช้ได้เหมือนกันนะเนี่ย
“พี่สาม จับมันเลย”
พูดจบเธอก็เสริมขึ้นมาอีกประโยคอย่างหนักแน่น
“ไม่ขายนะ จะเก็บไว้กินเอง”
อวิ๋นเฉินหนานหลุดขำออกมาเบาๆ
“ได้ๆ เก็บไว้กินเอง”
อวิ๋นเจียวเริ่มรู้สึกสนุกขึ้นมาแล้ว เธออยากรู้ว่าบนเกาะแห่งนี้จะยังมีปูมะพร้าวตัวอื่นซ่อนอยู่อีกไหม
คิดได้ดังนั้น ร่างเล็กก็คว้าท่อนไม้ขนาดเหมาะมือมาถือไว้ แล้วเริ่มเดินสำรวจไปทั่วบริเวณ
ทางด้านอวิ๋นเสี่ยวอู่ที่อยู่บนต้นไม้ กว่าจะออกแรงบิดลูกมะพร้าวให้ร่วงลงไปได้สองลูก พอเขาก้มลงมามองหาคนข้างล่าง กลับพบว่าน้องสาวตัวดีหายตัวไปเสียแล้ว!
น้องสาวตัวเท่าเมี่ยงหายไปไหนแล้วเนี่ย
อวิ๋นเจียวเดินก้มๆ เงยๆ หาปูมะพร้าวอยู่บนพื้นดินสักพัก จู่ๆ เธอก็ได้ยินเสียงกุกกักดังมาจากบนต้นไม้เหนือหัว
พอเงยหน้าขึ้นไปมอง เธอก็ต้องอ้าปากค้างด้วยความตื่นตะลึง
นี่มัน... เจ้าปูยักษ์นี่มันปีนต้นไม้ได้ด้วยเหรอ!
ภาพที่เห็นคือปูมะพร้าวตัวหนึ่งกำลังเกาะอยู่บนต้นมะพร้าวอย่างมั่นคง
แถมตัวนี้ไซซ์บิ๊กเบึ้มไม่ใช่เล่นๆ เลยด้วย
อวิ๋นเจียวพยายามจะปีนขึ้นไปจับมันด้วยตัวเอง แต่ติดตรงที่สกิลการปีนป่ายของเธอนั้นเข้าขั้นติดลบ
หลังจากพยายามตะเกียกตะกายอยู่หลายรอบจนหมดแรง เธอก็ตัดสินใจล้มเลิกความตั้งใจ แล้วเปลี่ยนมาใช้วิธีถนัดคือการตะโกนเรียกกำลังเสริมแทน
“พี่คะ!”
เสียงใสแจ๋วที่ตะโกนเรียกดังลั่นทำเอาพี่ชายหลายคนรีบวิ่งหน้าตื่นกันมาทันที
ทุกคนต่างนึกว่าเธอไปเจออันตรายอะไรเข้า
แต่อันตรายน่ะไม่มี มีแต่อวิ๋นเจียวที่ชี้ไม้ชี้มือไปที่เจ้าตัวยักษ์บนต้นมะพร้าว
“ปูมะพร้าวค่ะ หนูปีนขึ้นไปจับไม่ถึง”
อวิ๋นเสี่ยวอู่กับคนอื่นๆ เงยหน้ามองตามนิ้วมือน้องสาว แล้วก็ต้องยืนอึ้งไปตามๆ กัน
“ปูบ้าอะไรเนี่ย ปีนต้นไม้เป็นด้วย?”
ดูท่าทางแล้ว อวิ๋นเสี่ยวอู่เองก็น่าจะเพิ่งเคยเห็นปูมะพร้าวเป็นครั้งแรกเหมือนกัน
“พี่สามบอกว่ามันคือปูมะพร้าว อร่อยมากด้วยนะ”
พอกล่าวถึงความอร่อย อวิ๋นเสี่ยวลิ่วก็ถลกแขนเสื้อขึ้นทันทีด้วยความกระตือรือร้น
“ฉันจัดการเอง!”
อวิ๋นเจียวรีบเตือนด้วยความเป็นห่วง
“พี่หกระวังตัวด้วยนะคะ เจ้าปูมะพร้าวมันดุมากเลย”
เธอส่งท่อนไม้ในมือให้พี่ชาย
“ใช้ไม้นี้เขี่ยมันลงมา”
อวิ๋นเจียวแหงนหน้ามองอวิ๋นเสี่ยวลิ่วที่ปีนขึ้นต้นมะพร้าวอย่างรวดเร็วด้วยสายตาอิจฉา
ไม่นานนักเจ้าปูมะพร้าวตัวยักษ์ก็ร่วงตกลงมากระแทกพื้นดังตุ้บ มันเด้งตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนแรงกระแทกเมื่อกี้จะทำอะไรมันไม่ได้เลยสักนิด มันยังคงมีแรงเหลือเฟือที่จะชูก้ามอันทรงพลังขึ้นมาข่มขู่ไม่ให้ใครเข้าใกล้
อวิ๋นเสี่ยวอู่ลองยื่นไม้เข้าไปแหย่ดู ผลปรากฏว่าเจ้าปูยักษ์หนีบไม้ท่อนนั้นหักดังเปรี้ยงอย่างง่ายดาย
“โห... ดุชะมัด ถ้าโดนหนีบมือเข้าไปมีหวังกระดูกแตกแน่”
อวิ๋นเจียวพยักหน้าเห็นด้วยรัวๆ
พวกเขาร่วมแรงร่วมใจกันใช้ใบปาล์มพันธนาการก้ามอันทรงพลังของปูมะพร้าวเอาไว้อย่างแน่นหนา จนสภาพของมันดูเหมือนขนมบ๊ะจ่างไม่มีผิด จากนั้นก็จับโยนลงถังน้ำอย่างสบายใจ
“ไปกันเถอะ ไปหาเพิ่มกันอีก”
ขบวนการล่าปูแยกย้ายกันออกค้นหา ในที่สุดก็ได้ปูมะพร้าวเพิ่มมาอีกสามตัว
แต่ในจำนวนนั้นมีสองตัวที่ยังขนาดไม่ใหญ่มาก เพื่อเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้ยั่งยืน พวกเขาจึงตัดสินใจปล่อยเจ้าตัวเล็กสองตัวนั้นคืนสู่ป่าไป
สรุปแล้ววันนี้ได้ปูมะพร้าวไซซ์ยักษ์กลับบ้านทั้งหมดสามตัว
“ตัวนี้ใหญ่สะใจจริงๆ”
อวิ๋นเสี่ยวอู่จับก้ามของปูตัวที่ใหญ่ที่สุดขึ้นมา พอกางออกสุดความกว้าง มันใหญ่จนแทบจะบังร่างกายท่อนบนของเขาได้มิด
“ปูตัวมหึมาขนาดนี้ เด็กๆ ในหมู่บ้านต้องไม่เคยเห็นแน่ๆ”
“ฮ่าๆ ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าจะมีปูตัวใหญ่ขนาดนี้อาศัยอยู่บนบกด้วย”
ดูเหมือนว่าเจ้าปูชนิดนี้จะมีจำนวนน้อยมากจริงๆ ขนาดพวกเขาปูพรมค้นหาทั่วดงมะพร้าวตั้งนานสองนาน ยังเจอแค่ไม่กี่ตัวเท่านั้น
อวิ๋นเฉินหนานดูเวลาแล้วเอ่ยขึ้น
“เอาล่ะ ได้เวลากลับกันแล้ว”
พวกเขาออกมาตะลอนๆ กันนานเกือบสามชั่วโมงแล้ว
การเดินหาของทะเลบนเกาะแห่งนี้สนุกจนลืมเวลา ระหว่างทางที่เดินมา พวกเขาจับสัตว์ทะเลได้เพียบ
ไม่ว่าจะเป็นปลา ปู กุ้ง หมึกสาย หรือแม้กระทั่งหอยชนิดต่างๆ
ถังน้ำที่เตรียมมาแน่นขนัดจนยัดอะไรไม่ลงแล้ว พวกหอยต่างๆ เลยต้องย้ายไปใส่ในกระสอบแทน
รวมถึงเจ้าปูมะพร้าวสามตัวนั้นก็นอนแอ้งแม้งอยู่ในกระสอบด้วยเช่นกัน
อวิ๋นเจียวลูบท้องตัวเองเบาๆ เริ่มรู้สึกหิวขึ้นมาแล้วสิ
“รีบไปกันเถอะค่ะ หนูอยากกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแล้ว”
พอนึกถึงรสชาติและกลิ่นหอมๆ ของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ทุกคนต่างก็พากันกลืนน้ำลายเอือกใหญ่
ท้องไส้เริ่มประท้วงครวญครางหนักกว่าเดิม
การมาเที่ยวเกาะครั้งนี้ พวกเขาวางแผนจะอยู่ยาวจนถึงช่วงบ่าย ดังนั้นจึงเตรียมอุปกรณ์ทำครัวมาทำกินกันเองด้วย
พี่น้องตระกูลอวิ๋นพากันเดินกลับไปที่จุดรวมพลอย่างคึกคัก ยังไม่ทันจะถึงที่หมาย อวิ๋นเสี่ยวอู่และคนอื่นๆ ก็ตะโกนโหวกเหวกโวยวายมาแต่ไกล
“ปู่อวิ๋น ย่าอวิ๋น พ่อ แม่...”
“พวกเรากลับมาแล้ว มาดูเร็วว่าจับอะไรได้บ้าง”
ทางด้านเสิ่นอวิ๋นเหลียนและแม่บ้านคนอื่นๆ ได้ก่อกองไฟตั้งหม้อรอไว้เรียบร้อยแล้ว
แถมในหม้อยังมีหอยนางรมที่นึ่งสุกหอมฉุยรออยู่ด้วย
ย่าอวิ๋นกวักมือเรียกหลานๆ
“มาๆ รีบมาเตรียมตัวกินข้าวกันได้แล้ว”
เมนูหลักวันนี้คือหมั่นโถวย่าง
ส่วนกับข้าวก็มีหอยนางรมเนื้ออวบอ้วนขาวจั๊วะ เพียงแค่นำไปคลุกเคล้ากับน้ำจิ้มสูตรเด็ดที่เตรียมมา พอกัดเข้าไปคำหนึ่ง ทั้งความสด ความหวาน และความนุ่มละมุนลิ้นก็ระเบิดอยู่ในปาก
ส่วนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสามห่อที่เตรียมมานั้น ก็ถูกต้มลงในหม้อเดือดๆ พร้อมกับกุ้งหอยปูปลาที่เพิ่งจับมาได้สดๆ ล้างทำความสะอาดแล้วโยนลงไป กลายเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซีฟู้ดหม้อใหญ่เวอร์ชันหรูหราอลังการ
“หอมมาก...”
กลิ่นหอมยั่วน้ำลายทำเอาทุกคนแทบจะอดใจรอไม่ไหว
หลังจากล้างไม้ล้างมือสะอาดสะอ้าน ทุกคนก็ถือชามคนละใบ นั่งล้อมวงกันบนโขดหิน เตรียมตัวจัดการกับมื้อเที่ยงสุดพิเศษ
กลุ่มของอวิ๋นเสี่ยวอู่ยังคงตื่นเต้นไม่หาย ผลัดกันเล่าเรื่องราวการผจญภัยและของดีที่จับมาได้ให้ผู้ใหญ่ฟังอย่างออกรสออกชาติ
ดูจากสีหน้าท่าทางแล้ว วันนี้ถือว่ากอบโกยผลงานมาได้เป็นกอบเป็นกำจริงๆ
“เจียวเจียวเจอหอยตัวเบ้อเริ่มเลยนะครับ”
อวิ๋นเสี่ยวอู่กางแขนออกกว้างทำท่าประกอบ ความกว้างที่เขาทำมือนั้นดูเวอร์วังจนพวกผู้ใหญ่ในบ้านทำหน้าไม่เชื่อ
อวิ๋นเฉินหนานรีบพูดแก้ความเข้าใจผิดตามความเป็นจริง
“ไม่ได้ใหญ่ขนาดที่เสี่ยวอู่ทำท่าหรอกครับ แต่ก็ใหญ่เท่ากะละมังล้างหน้าของที่บ้านเราเลยนะ”
“หา? มีหอยตัวใหญ่ขนาดนั้นด้วยเหรอ ไหนล่ะเอามาให้ดูหน่อยซิ”
หวังเหมยถามด้วยความใคร่รู้ เกาะนี้มันเกาะอะไรกันเนี่ย ทำไมถึงมีหอยยักษ์ขนาดนั้นได้
ปู่อวิ๋นฟังแล้วก็นึกถึงสัตว์ชนิดหนึ่งขึ้นมาได้
“คงจะเป็นหอยมือเสือสินะ”
หอยที่จะโตได้ขนาดมหึมาแบบนั้น นอกจากหอยมือเสือแล้ว เขาก็นึกไม่ออกว่าเป็นหอยอะไรได้อีก
อวิ๋นเฉินหนานพยักหน้ารับ
“ใช่ครับ หอยมือเสือ”
“แล้วไหนล่ะ อยู่ไหน”
อวิ๋นเจียวเคี้ยวเส้นบะหมี่แก้มตุ่ย ก่อนจะกลืนลงคอแล้วตอบเสียงใส
“ทิ้งไว้ในทะเลแล้วค่ะ พี่สามบอกว่าเป็นสัตว์คุ้มครอง ห้ามจับ”
[จบบท]