บทที่ 151: มาไม่เสียเที่ยว
อวิ๋นเฉินหนานผู้เป็นพี่ชายคนกลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง ขณะมองดูผืนน้ำทะเลที่กว้างใหญ่ไพศาล “ครอบครัวเราทำอาชีพประมง ผมเลยตั้งใจศึกษาเรื่องสิ่งมีชีวิตในทะเลเป็นพิเศษครับ เคยไปถามอาจารย์มาแล้ว ท่านบอกว่าหอยมือเสือพวกนี้มีจำนวนลดน้อยลงมากจนถูกจัดให้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองทางทะเลแล้ว เพื่อความปลอดภัยและทำตามกฎ ผมเลยตัดสินใจปล่อยพวกมันกลับลงทะเลไปครับ”
ปู่อวิ๋นพยักหน้าพลางยกมือลูบเคราด้วยความเข้าใจ “ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง รอบคอบไว้ก่อนน่ะดีแล้ว”
อวิ๋นเฉินหนานขยายความต่อเพื่อให้ทุกคนเห็นภาพชัดเจนขึ้น “เจ้าหอยมือเสือนั้น นอกจากจะผลิตไข่มุกได้แล้ว เปลือกของมันยังมีความงดงามจนถูกนำไปแกะสลักเป็นงานศิลปะที่พวกชนชั้นสูงหรือคนรวยๆ นิยมสะสมกัน นั่นเลยเป็นสาเหตุให้พวกมันถูกล่าอย่างหนักจนเกือบจะสูญพันธุ์ครับ”
อวิ๋นเจียวเอียงคอถามด้วยความสงสัย “สถานการณ์ของมันเหมือนกับพวกเต่ากระไหมคะ”
ปู่อวิ๋นพยักหน้ารับคำหลานสาว “ก็คงจะคล้ายๆ กันนั่นแหละ พอเป็นที่ต้องการมากเข้า จำนวนก็ยิ่งลดน้อยลงไปทุกที ปล่อยไปเถอะ ดีแล้วล่ะ ต่อให้พวกหลานไม่ปล่อย ปู่ก็ไม่ยอมให้เอากลับบ้านไปหรอกนะ สัตว์พวกนี้มีจำนวนน้อยลงมาก ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ต้องคำนึงถึงความสมดุลของธรรมชาติด้วย การมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ล้วนมีเหตุผลในตัวของมันเอง หากเราจับพวกมันขึ้นมาอย่างไม่รู้จักพอ เพียงเพราะความโลภ บระวังเถอะ... ท้องทะเลจะพิโรธเอาได้”
ชายชราฉวยโอกาสนี้สั่งสอนลูกหลานทุกคนที่นั่งล้อมวงฟังอย่างตั้งใจ “พวกเราจะเห็นแก่เงินทองจนยอมทำเรื่องผิดศีลธรรมที่ขัดต่อฟ้าดินไม่ได้เด็ดขาด ลองคิดดูสิว่าถ้าไม่มีการควบคุมหรือยับยั้งชั่งใจ ปล่อยให้มีการจับเต่ากระหรือหอยมือเสือกันอย่างบ้าคลั่ง ไม่ว่าตัวเล็กตัวใหญ่ อนาคตข้างหน้าลูกหลานของเราคงไม่มีโอกาสได้เห็นสัตว์พวกนี้อีกแล้ว และสัตว์อื่นๆ ที่ต้องพึ่งพาอาศัยสัตว์เหล่านี้ในการดำรงชีวิตก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย ถึงตอนนั้นปลาในทะเลคงจะลดน้อยลงจนแทบหาไม่เจอ ไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ”
น้ำเสียงของปู่อวิ๋นเต็มไปด้วยความเมตตาและแฝงไว้ด้วยปรัชญาชาวเล “เราเป็นชาวประมง ได้รับของขวัญล้ำค่าจากท้องทะเล ก็ต้องรู้จักปกป้องรักษาทะเลผืนนี้ไว้ด้วย เวลาจับปลาก็อย่าจับแบบล้างผลาญ ต้องเหลือทางรอดให้พวกมันได้ขยายพันธุ์บ้าง”
ทุกคนพยักหน้าหงึกหงัก รับฟังคำสอนนั้นอย่างตั้งอกตั้งใจ ปู่อวิ๋นอาจจะไม่ใช่คนที่มีการศึกษาสูงส่งจากสถาบันไหน แต่ประสบการณ์ชีวิตและความเฉลียวฉลาดที่สั่งสมมา ทำให้คำพูดของชายชรามีน้ำหนักและน่าเคารพเสมอ
โบราณว่าไว้ มีคนแก่อยู่ในบ้านก็เหมือนมีอัญมณีล้ำค่า แต่แน่นอนว่าต้องขึ้นอยู่กับตัวบุคคลด้วย ซึ่งสำหรับปู่อวิ๋นและย่าอวิ๋นแล้ว ทั้งสองท่านคือสมบัติล้ำค่าของลูกหลานตระกูลอวิ๋นอย่างแท้จริง
“ยังมีปูมะพร้าวด้วยนะ ปู่อวิ๋นครับ พวกเราหาปูมะพร้าวเจอตั้งสามตัวแน่ะ!” อวิ๋นเสี่ยวอู่และอวิ๋นเสี่ยวชีรีบนำเสนอผลงานด้วยความตื่นเต้น สองพี่น้องช่วยกันลากกระสอบออกมาเปิดโชว์ของดีข้างใน
“ปู่ดูสิครับ ปูที่กินมะพร้าวเป็นอาหารตัวใหญ่เบ้อเริ่มเทึ่มเลย แถมมันยังปีนต้นไม้เก่งด้วยนะ จริงๆ พวกเราจับได้ห้าตัว แต่มีสองตัวที่ยังเล็กเกินไป พวกเราเลยปล่อยมันไปแล้วครับ”
อวิ๋นเจียวรีบหันไปทำตาแป๋วใส่ผู้เป็นปู่ “ปู่จ๋า พวกหนูเป็นเด็กดีใช่ไหมคะ”
ย่าอวิ๋นที่นั่งอยู่ข้างๆ อดใจไม่ไหว ต้องยื่นมือเหี่ยวย่นที่อบอุ่นไปลูบศีรษะทุยๆ ของหลานสาวตัวน้อย “เด็กดี... เจียวเจียวของย่าเป็นเด็กดีที่สุดเลยลูก”
ปู่อวิ๋นชะโงกหน้าไปมองปูในกระสอบด้วยความประหลาดใจ “ปูมะพร้าวรึ? เจ้าตัวพวกนี้เดี๋ยวนี้หาดูยากแล้วนะ”
อวิ๋นหลินเหอเสริมขึ้นมาบ้าง “สมัยก่อนพวกเราเคยได้กินกันอยู่บ้าง แต่ป่ามะพร้าวแถวหมู่บ้านเรา ผมไม่เห็นปูมะพร้าวมาหลายปีแล้วเหมือนกันครับ”
“วู้ววว~~~” ในขณะที่ทุกคนกำลังตื่นเต้นกับปูมะพร้าว เสียงร้องกังวานต่ำๆ ของสัตว์ใหญ่ก็ดังแว่วมาเข้าหูของอวิ๋นเจียว
“ฉลามวาฬมาแล้วค่ะ!” ร่างเล็กดีดตัวลุกขึ้นยืนทันที
เมื่อได้ยินดังนั้น สมาชิกทุกคนในเรือต่างก็รีบลุกขึ้นมายืนเกาะขอบเรือ มองตามทิศทางที่อวิ๋นเจียวชี้ไป ยกเว้นอวิ๋นหลินไห่และอวิ๋นหลินเหอที่เคยเห็นมาก่อนแล้ว คนอื่นๆ เพิ่งจะเคยได้ยินแต่ชื่อ ยังไม่เคยเห็นตัวจริงเลยสักครั้ง
“ว้าว!!!” เสียงอุทานดังขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ความรู้สึกเดียวที่เกิดขึ้นในใจของทุกคนคือความตะลึงงัน เจ้าฉลามวาฬตัวนี้... มันช่างงดงามและมีขนาดตัวที่มหึมาเหลือเกิน!
อวิ๋นเสี่ยวอู่ตื่นเต้นจนแทบจะกระโดดลงไปในทะเล “นั่นน่ะเหรอฉลามวาฬที่น้องสาวพูดถึง ตัวใหญ่บะลั่กกั่กขนาดนี้ มันกินแค่ปลาตัวเล็กกุ้งตัวเล็กเป็นอาหารจริงๆ เหรอเนี่ย!”
อวิ๋นเจียวพยักหน้ายืนยันหนักแน่น “ไปกันเถอะ ไปป้อนเนื้อหอยนางรมให้มันกินกัน”
หลังจากที่ทุกคนช่วยกันลงแรงแกะหอย ตอนนี้พวกเขามีเนื้อหอยนางรมสดๆ กองเต็มถังถึงสามถังใหญ่ ส่วนไข่มุกที่ได้มากลับมีไม่มากนัก น้อยกว่ารอบแรกเสียอีก ได้มาเพียงแค่สิบห้าเม็ด แถมห้าเม็ดในนั้นยังเล็กจิ๋วชนิดที่ว่าคงขายไม่ได้ราคา แต่ถึงอย่างนั้น ทุกคนก็ยังหอบหิ้วถังเนื้อหอยนางรมเดินไปที่กราบเรือด้วยความกระตือรือร้น
อวิ๋นเจียวเลียนเสียงคลื่นความถี่ต่ำเพื่อสื่อสารกับฉลามวาฬ ไม่นานนัก เจ้ายักษ์ใหญ่ใจดีก็ว่ายตรงดิ่งเข้ามาหาเรือของพวกเขา ร่างอันใหญ่โตว่ายวนเวียนรอบเรือเหล็ก ก่อนจะค่อยๆ โผล่ส่วนหัวขนาดใหญ่พ้นผิวน้ำขึ้นมาทักทายอวิ๋นเจียวอย่างคุ้นเคย
“พี่ๆ อยากลองจับมันดูไหมคะ”
“อยากสิ! อยากจับมาก!” พวกพี่ชายอย่างอวิ๋นเสี่ยวอู่แทบเก็บอาการไม่อยู่ ค่อยๆ ยื่นมือสั่นๆ ด้วยความตื่นเต้นลงไปสัมผัสที่ปากกว้างๆ ของฉลามวาฬอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“อ๊ากกก... ทำไมบ้านเราถึงไม่มีกล้องถ่ายรูปนะ!” อวิ๋นเสี่ยวอู่โอดครวญขึ้นมาด้วยความเสียดายสุดขีด ภาพเหตุการณ์สุดประทับใจขนาดนี้ถ้าไม่ได้ถ่ายเก็บไว้คงน่าเสียดายแย่! ถ้าไม่มีรูปถ่าย กลับไปจะเอาอะไรไปคุยโม้กับเพื่อนๆ ได้ล่ะเนี่ย ลำพังแค่คำพูดปากเปล่า พวกนั้นคงนึกภาพความยิ่งใหญ่ของฉลามวาฬไม่ออกแน่ๆ
“แม่คะ อาสะใภ้เล็ก อยากลองจับดูไหมคะ” อวิ๋นเจียวทำหน้าที่เจ้าบ้านที่ดี ดูแลสมาชิกทุกคนอย่างทั่วถึง มาทั้งทีต้องไม่เสียเที่ยว ทุกคนต้องได้สัมผัสประสบการณ์พิเศษนี้
หัวใจของหญิงสาวทั้งสองคนเต้นรัวด้วยความตื่นเต้น ปลาตัวใหญ่ขนาดนี้... ในชีวิตนี้พวกเธอเพิ่งเคยเห็นใกล้ๆ เป็นครั้งแรก ทั้งสองค่อยๆ ขยับตัวเข้าไปใกล้กราบเรือ แล้วยื่นมือออกไปสัมผัสผิวหนังของฉลามวาฬอย่างแผ่วเบา แววตาของพวกเธอเปล่งประกายด้วยความตื่นตาตื่นใจอย่างปิดไม่มิด
หวังเหมยอุทานออกมา “โอ้โห... เจ้าตัวนี้มันใหญ่ยักษ์จริงๆ ใหญ่กว่าเรือของเราตั้งเยอะ มันต้องกินอาหารวันละเท่าไหร่กันเนี่ย เนื้อหอยนางรมของเราจะพอยาไส้มันเหรอ”
อวิ๋นเจียวหัวเราะคิกคัก “ไม่ต้องให้มันกินจนอิ่มหรอกค่ะ แค่ให้มันชิมรสชาติเล่นๆ ก็พอ”
“ป้อนยังไง? ต้องป้อนยังไง? ฉันขอป้อนเอง! ฉันจะทำเอง!” อวิ๋นเสี่ยวอู่เสนอตัวเสียงดัง แย่งซีนอยากเป็นคนป้อน แต่คนอื่นๆ ก็อยากลองป้อนเหมือนกัน สถานการณ์บนเรือเกือบจะกลายเป็นสงครามขนาดย่อมเมื่อเด็กหนุ่มหลายคนแย่งกันจะถืองเนื้อหอย จนกระทั่งผู้เป็นพ่อทั้งสองคนต้องเข้ามาจัดการขั้นเด็ดขาด
“ส่งให้เจียวเจียวเดี๋ยวนี้ นี่เพื่อนของเจียวเจียว พวกแกจะไปแย่งน้องทำไม!”
อวิ๋นเสี่ยวอู่ยกมือกุมหัวที่เพิ่งโดนเขกพลางบ่นอุบอิบ “ก็ผมเป็นพี่ชายของเจียวเจียว เพื่อนของเจียวเจียวก็เหมือนเพื่อนของผมนั่นแหละ”
อวิ๋นเสี่ยวชีรีบสนับสนุน “ใช่ๆ ถูกต้องที่สุด!”
อวิ๋นเจียวหิ้วถังเนื้อหอยนางรมมาวางตรงหน้า คราวนี้เธอไม่ได้เททิ้งลงทะเลเหมือนครั้งก่อน แต่ใช้มือตบเบาๆ ที่ปากของเจ้าฉลามวาฬ “อ้าปากเร็วเข้า”
เจ้าฉลามวาฬแสนรู้รีบอ้าปากกว้างตามคำสั่งทันที พอมองในระยะประชิดแบบนี้ ปากของมันดูน่าเกรงขามและน่าหวาดเสียวพิลึก
อวิ๋นเสี่ยวจิ่วเบิกตากว้างจนแทบถลน ไม่กล้าขยับเข้าไปใกล้มากนัก “ปากกว้างขนาดนี้ กลืนผมลงไปได้ทีละหลายคนเลยนะเนี่ย!”
อวิ๋นเจียวเทเนื้อหอยนางรมจากถังลงไปในปากของมันรวดเดียว หลังจากกลืนกินความอร่อยลงท้องเรียบร้อยแล้ว เจ้าฉลามวาฬก็หุบปากลงแล้วดำดิ่งกลับลงสู่ใต้ผิวน้ำ ดูเหมือนมันจะมีความสุขมาก มันว่ายวนรอบเรือของพวกเขาอีกสองรอบเพื่อแสดงความขอบคุณ
ส่วนเนื้อหอยนางรมอีกสองถังที่เหลือ อวิ๋นเจียวตั้งใจเก็บไว้ให้ฝูงวาฬเพชฌฆาต เพราะพวกมันมีจำนวนสมาชิกในฝูงเยอะกว่า และคราวที่แล้วก็ช่วยเธอไล่ต้อนปลาทูน่าครีบน้ำเงินมาให้ ถือเป็นค่าตอบแทนน้ำใจเพื่อนฝูง
“ปู่จ๋า ย่าจ๋า หนูลงไปเล่นในน้ำก่อนนะ” พูดจบ อวิ๋นเจียวก็กระโดดตูมลงทะเลไปอย่างคล่องแคล่ว
แต่ทันใดนั้น เสียงน้ำแตกกระจายดัง ตูม ตูม ตูม ก็ดังตามมาติดๆ “น้องเล็ก! พวกพี่มาแล้ว! พวกเราขอเล่นกับเจ้าฉลามวาฬยักษ์ด้วยคน!”
เอาเถอะ... อวิ๋นเจียวเลยตัดสินใจพาพวกพี่ๆ เปิดประสบการณ์ 'ขี่ฉลามวาฬท่องสมุทร' เสียเลย
เจ้าฉลามวาฬเพิ่งได้กินของอร่อยจนอารมณ์ดี บวกกับนิสัยที่อ่อนโยนเป็นทุนเดิม มันจึงไม่ถือสาที่มีมนุษย์ตัวเปี๊ยกเกาะอยู่บนหลังของมัน แรงพยุงของน้ำทะเลช่วยรับน้ำหนัก ทำให้การแบกเด็กไม่กี่คนไม่ใช่ภาระหนักหนาอะไรสำหรับยักษ์ใหญ่แห่งท้องทะเล แต่อวิ๋นเสี่ยวอู่และพี่น้องคนอื่นๆ ก็ไม่กล้าขึ้นไปขี่พร้อมกันหมดทุกคน นอกจากอวิ๋นเจียวที่เป็นคนขับขาประจำแล้ว พี่ชายคนอื่นๆ จะสลับกันขึ้นไปทีละสองคน
“ให้เสี่ยวจิ่วกับเสี่ยวปาขึ้นไปก่อน” ในเวลาแบบนี้ อวิ๋นเสี่ยวอู่ก็เริ่มฉายแววความเป็นพี่ชายที่เสียสละ ยอมให้น้องเล็กได้เล่นสนุกก่อน
อวิ๋นเจียวนั่งขัดสมาธิอยู่บนหัวของฉลามวาฬ ราวกับกัปตันเรือผู้ชำนาญการ “ออกเดินทางได้!”
อวิ๋นเสี่ยวจิ่วและอวิ๋นเสี่ยวปารู้สึกได้ว่าร่างยักษ์ใต้ตัวเริ่มเคลื่อนไหว พวกเขาตื่นเต้นจนส่งเสียงร้องว้าวและหัวเราะร่าเริง เหล่าผู้ปกครองบนเรือมองดูภาพนั้นด้วยรอยยิ้มที่มีความสุข
อวิ๋นหลินเหอลูบคางพลางเอ่ยขึ้นอย่างจริงจัง “ผมว่า... เราไปซื้อกล้องถ่ายรูปกันเถอะครับ” เขารู้สึกจริงๆ ว่าการไม่ได้บันทึกภาพความทรงจำเหล่านี้ไว้เป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก
“วันหน้าถ้าเจียวเจียวรู้จักปลาแปลกๆ ในทะเลอีก แล้วเราไม่ได้ถ่ายรูปเก็บไว้ พอลูกหลานโตขึ้น นึกย้อนกลับมาแล้วไม่มีรูปให้ดู มันคงน่าเสียดายแย่เลยนะครับ”
ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย คำพูดนี้มีเหตุผลจริงๆ...
[จบบท]