บทที่ 154: พัสดุจากฟู่หมิงอวี้
อวิ๋นเจียวใช้เวลาวิ่งเล่นสนุกสนานอยู่ในหมู่บ้านร่วมกับพี่เก้าอวิ๋นเสี่ยวจิ่วเป็นเวลาถึงสามวันเต็ม
เจ้าตัวเล็กทั้งสองคนใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรี บางครั้งก็มานั่งช่วยย่าอวิ๋นเด็ดผักเตรียมทำกับข้าว บางครั้งก็นึกสนุกพากันต้อนฝูงไก่ เป็ด และห่าน รวมถึงอุ้มแมวเดินเตาะแตะไปทั่วหมู่บ้านเพื่ออวดโฉมสัตว์เลี้ยงแสนรัก
นอกจากจะวิ่งเล่นกับกลุ่มเพื่อนวัยเดียวกันแล้ว กิจกรรมโปรดอีกอย่างหนึ่งคือการไปนั่งฟังพวกผู้ใหญ่จับกลุ่มคุยฟุ้งเรื่องชาวบ้าน เรียกว่าชีวิตความเป็นอยู่ของเด็กน้อยในช่วงนี้ช่างสุขกายสบายใจเสียเหลือเกิน
กระทั่งสามวันผ่านไป ในที่สุดพ่อกับแม่และคนอื่นๆ ที่ออกไปข้างนอกก็เดินทางกลับมาถึงบ้าน สภาพของแต่ละคนดูคล้ำลงไปถนัดตา ผิวพรรณเกรียมแดดจนเห็นได้ชัด ทำให้บรรยากาศในบ้านตระกูลอวิ๋นกลับมาคึกคักจอแจอีกครั้ง
"น้องเล็ก โชคดีนะที่เธอไม่ได้ไปด้วย ดูสิ ผิวฉันลอกออกมาเป็นแผ่นๆ เลย"
แดดช่วงนี้ร้อนแรงแผดเผาอย่างกับจะฆ่าแกงกัน ยิ่งอวิ๋นเสี่ยวอู่กับเด็กผู้ชายคนอื่นๆ ไม่ชอบใส่หมวกกันแดด แถมพอร้อนมากๆ เข้าก็ถอดเสื้อเดินตัวเปล่าท้าลมท้าแดด ผลที่ตามมาก็คือผิวหนังชั้นนอกถูกแดดเผาจนลอกออกมาเป็นแผ่นบางๆ
แผ่นหนังที่ลอกออกมานั้นบางใสจนน่าใจหาย แต่บางจุดที่ยังลอกไม่หมดก็ติดคาอยู่บนตัว ทำให้ผิวของอวิ๋นเสี่ยวอู่ตอนนี้ดูด่างพร้อย มีทั้งผิวใหม่สีสดและผิวเก่าที่คล้ำแดดสลับกันไปมา ราวกับเสื้อผ้าที่มีรอยปะชุนเต็มไปหมด
สภาพผิวดำแดงตัดกันดูน่าขบขันปนน่าสงสาร
ไม่ใช่แค่อวิ๋นเสี่ยวอู่คนเดียวที่มีสภาพแบบนี้ คนอื่นๆ ในครอบครัวก็ตกอยู่ในสภาพไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก คนที่รู้จักป้องกันตัวเองหน่อยก็อาจจะแค่ผิวลอกที่แขนหรือใบหน้า แต่สำหรับคนที่ถอดเสื้อท้าแดดแบบอวิ๋นเสี่ยวอู่ แผ่นหลังทั้งแผ่นก็รับเคราะห์กรรมไปเต็มๆ
อวิ๋นเจียวมองดูสภาพของพี่ชายแล้วก็ได้แต่ทำหน้าเหยเก รู้สึกแสบแทนจนต้องลูบแขนตัวเองเบาๆ ในใจก็นึกโล่งอกที่ตัวเองตัดสินใจไม่ตามไปด้วยในครั้งนี้
ย่าอวิ๋นเห็นหลานชายสภาพดูไม่ได้ก็บ่นกระปอดกระแปด "ไอ้ลูกหมาเอ๊ย ใครใช้ให้แกถอดเสื้อเดินตากแดดกันหา! ไหม้เกรียมขนาดนี้ เดี๋ยวก็ปวดแสบปวดร้อนจนนอนไม่หลับหรอก!"
อวิ๋นเสี่ยวอู่ทำหน้ามุ่ย เถียงเสียงอ่อย "ก็มันร้อนนี่นา อีกอย่างเหงื่อออกแล้วมันคันยุบยิบไปหมด ถ้าไม่ถอดเสื้อผมก็อึดอัดแย่สิ"
ถึงปากจะบ่นด่าหลานชายไม่หยุด แต่ย่าอวิ๋นก็อดห่วงไม่ได้ นางเดินไปเปิดลิ้นชักหยิบยาแก้ปวด 'อันไนจิ้น' ออกมาสองสามเม็ด บดจนเป็นผงละเอียดแล้วผสมน้ำ จากนั้นก็กวักมือเรียกหลานๆ ให้เข้ามาหาเพื่อทายาให้
ขั้นตอนสุดท้ายคือการเช็ดตัวด้วยเหล้ายาดองสมุนไพร
ทันทีที่เหล้ายาสัมผัสโดนผิว โดยเฉพาะตรงส่วนที่หนังลอกออกไปแล้ว ความรู้สึกแสบซ่านก็แล่นพล่านไปทั่วร่าง แม้มันจะไม่ได้เจ็บปวดทรมานสาหัส แต่มันก็ร้อนวูบวาบแสบๆ คันๆ ชวนให้รู้สึกไม่สบายตัวเอาเสียเลย
"มีใครอยู่ไหมครับ? นี่ใช่บ้านของอวิ๋นเจียวหรือเปล่า?"
ในขณะที่ภายในบ้านกำลังวุ่นวายอยู่กับการทายาให้พวกเด็กลิงทะโมน เสียงเคาะประตูก็ ดังขึ้นพร้อมกับเสียงตะโกนเรียกชื่ออวิ๋นเจียว
อวิ๋นเจียวกับอวิ๋นเสี่ยวจิ่วที่หูไวรีบวิ่งตื๋อออกไปดูทันที
พอเปิดประตูรั้วออก สองศรีพี่น้องตัวน้อยก็เงยหน้าขึ้นมองบุรุษไปรษณีย์ที่ยืนรออยู่
"สวัสดีค่ะ/สวัสดีครับ คุณลุงบุรุษไปรษณีย์"
เด็กน้อยทั้งสองยกมือไหว้ทักทายอย่างพร้อมเพรียง บุรุษไปรษณีย์ที่เพิ่งเคยมาส่งของบ้านนี้เป็นครั้งแรกถึงกับชะงักไปครู่หนึ่งด้วยความเอ็นดู เด็กบ้านนี้น่ารักน่าชังกันจริงๆ หน้าตาก็ดี มารยาทก็งาม
"สวัสดี สวัสดี... แล้วคนไหนคืออวิ๋นเจียวเอ่ย? ที่นี่ใช่บ้านอวิ๋นเจียวไหม?"
อวิ๋นเจียวชูมือป้อมๆ ขึ้นสูง "หนูเองค่ะ หนูคืออวิ๋นเจียว"
หลังจากเซ็นรับของและบุรุษไปรษณีย์กลับไปแล้ว อวิ๋นเจียวก็อุ้มพัสดุห่อใหญ่เบ้อเริ่มวิ่งดุ๊กดิ๊กกลับเข้ามาในบ้าน
"พี่ห้า! ฟู่หมิงอวี้ส่งของมาให้หนูด้วยแหละ ห่อเบ้อเริ่มเลย!"
พอได้ยินว่าเป็นของที่ฟู่หมิงอวี้ส่งมา ทุกคนในบ้านก็พากันวางมือจากกิจกรรมตรงหน้าแล้วขยับเข้ามามุงดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เมื่อแกะห่อผ้าด้านนอกออก ก็พบว่าข้างในมีสมุดอัลบั้มรูปเล่มสวย จดหมายหนึ่งฉบับ อาหารกระป๋องอีกหลายกระป๋อง และนมผงอีกหนึ่งกระป๋องใหญ่
"อัลบั้มรูปนี่นา"
"โห อัลบั้มนี้สวยจังเลย ทำเหมือนหนังสือเล่มหนาๆ เลยแฮะ"
ปกของอัลบั้มทำจากวัสดุคล้ายหนังวัวดูย้อนยุคและคลาสสิก เมื่อเปิดหน้าแรกออกมา ภาพถ่ายใบใหญ่ของอวิ๋นเจียวที่กำลังขี่อยู่บนหลังฉลามวาฬยักษ์พร้อมรอยยิ้มเจิดจ้าก็ปรากฏแก่สายตา
"ว้าว... นั่นเจียวเจียวกับฉลามวาฬนี่นา"
"รูปข้างหลังมีฟู่หมิงอวี้ เจียวเจียว แล้วก็เจ้าฉลามวาฬด้วย"
สำหรับคนบ้านตระกูลอวิ๋นแล้ว การได้ดูรูปถ่ายถือเป็นความบันเทิงชั้นยอดที่ดูเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ รูปถ่ายชุดก่อนที่หวังอี้เอามาให้ พวกเขาก็ยังหยิบออกมาดูซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแทบจะจำรายละเอียดได้ทุกจุด
ในอัลบั้มที่ฟู่หมิงอวี้ส่งมานี้มีรูปถ่ายอยู่เยอะมาก ส่วนใหญ่เป็นรูปอวิ๋นเจียวถ่ายคู่กับพวกพี่ชาย และรูปหมู่ครอบครัวตระกูลอวิ๋น แต่ที่เยอะที่สุดเห็นจะเป็นรูปเดี่ยวของอวิ๋นเจียว โดยเฉพาะช็อตที่ถ่ายตอนออกทะเลและเล่นกับพวกสัตว์น้ำ
"ข้างหลังยังมีที่ว่างเหลืออีกเยอะเลย เราเอารูปที่มีอยู่มาใส่รวมไว้ในเล่มนี้ได้นะ"
อวิ๋นหลินเหอลูบคลำปกอัลบั้มอย่างทะนุถนอม เขาชอบมันมากจริงๆ
"อัลบั้มนี้ดีมากเลย เอาไว้ถ้าใส่เล่มนี้เต็มแล้ว วันหลังพวกเราค่อยไปหาซื้อมาเพิ่มอีกสักเล่ม"
"อืม เจ้าหนูฟู่คนนี้ช่างใส่ใจจริงๆ"
หลังจากดูรูปจนจุใจแล้ว อวิ๋นเจียวก็หยิบซองจดหมายขึ้นมาแกะ กระดาษจดหมายสองแผ่นที่ถูกเขียนด้วยตัวอักษรบรรจงแน่นขนัดปรากฏแก่สายตา
นี่เป็นลายมือของฟู่หมิงอวี้
อวิ๋นเจียวจ้องมองตัวหนังสือยึกยือเหล่านั้นอยู่ครู่หนึ่ง คิ้วเล็กๆ ขมวดเข้าหากันจนยุ่งเหยิง
อ่านไม่ออกแฮะ... ก็เธอเป็นแค่ปลา เอ้ย เป็นเด็กน้อยที่ยังอ่านหนังสือไม่ออกนี่นา เป็นเงือกน้อยผู้น่าสงสารที่ยังด้อยการศึกษาชัดๆ
แต่เดี๋ยวนะ เธอเพิ่งจะอายุแค่นี้เอง อ่านไม่ออกก็ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน!
เมื่อคิดได้ดังนั้น อวิ๋นเจียวก็ยืดอกเท้าเอวด้วยความมั่นใจ ก่อนจะยื่นจดหมายไปให้พี่ชายคนที่สามผู้มีความรู้ที่สุดในตอนนี้
"พี่สาม พี่ช่วยอ่านให้หนูฟังหน่อยสิคะ"
อวิ๋นเฉินหนานลากเก้าอี้มานั่งลง อวิ๋นเจียวไม่รอช้ารีบปีนขึ้นไปเกาะตักพี่ชาย เตรียมตัวตั้งใจฟังอย่างเต็มที่
เสียงของอวิ๋นเฉินหนานทุ้มนุ่มน่าฟังเหมือนกับบุคลิกที่อ่อนโยนของเขา เขาอ่านข้อความในจดหมายอย่างช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ
เนื้อหาในจดหมายส่วนใหญ่ ฟู่หมิงอวี้เล่าถึงเรื่องราวระหว่างการเดินทางขึ้นเหนือไปพร้อมกับปู่ฟู่ เรื่องแปลกๆ ที่เจอชนรถไฟ และสิ่งที่ได้พบเห็นเมื่อไปถึงเขตบ้านพักในค่ายทหาร
ล้วนเป็นเรื่องสัพเพเหระในชีวิตประจำวัน ช่วงท้ายของจดหมายเขาฝากความคิดถึงมายังอวิ๋นเจียวและทุกคนในบ้าน บอกว่าคิดถึงทุกคนมาก และยังแนบที่อยู่ปัจจุบันมาให้เพื่อให้พวกเธอเขียนตอบกลับ
ที่รอบคอบที่สุดคือ ในซองจดหมายนั้นมีแสตมป์แนบมาให้ด้วยหลายดวง ราวกับกลัวว่าทางนี้จะลำบากหาซื้อแสตมป์ไม่ได้
อวิ๋นเฉินหนานอ่านจบก็หลุดขำออกมาเบาๆ "คิดไม่ถึงเลยนะว่าปกติฟู่หมิงอวี้จะเป็นคนพูดน้อยแท้ๆ แต่พอเขียนจดหมายกลับกลายเป็นคนช่างจ้อขนาดนี้ เขียนมาซะยาวเหยียดเชียว"
อวิ๋นเจียวพยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วย
"เขาบอกให้หนูเขียนตอบกลับ แต่หนูยังเขียนหนังสือไม่เป็นเลยนี่นา"
อวิ๋นเฉินหนานลูบหัวน้องสาวด้วยความเอ็นดู "อยากเขียนอะไรก็บอกพี่ เดี๋ยวพี่จดตามคำบอกให้เอง"
"ตกลงค่ะ" อวิ๋นเจียวรับคำเสียงใส
อวิ๋นเฉินหนานสอนต่อว่า "แต่หนูเองก็ต้องหัดเรียนหนังสือได้แล้วนะ จะปล่อยให้ตัวเองอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ไปจนโตไม่ได้หรอก อีกหน่อยพี่ใหญ่กับพี่รองต้องไปเป็นทหารแล้ว หนูคงอยากเขียนจดหมายหาพวกเขาด้วยตัวเองใช่ไหมล่ะ หรือจะให้คนอื่นเขียนแทนไปตลอด?"
อวิ๋นเจียวทำหน้ายุ่งอย่างคิดหนัก ลังเลอยู่ไม่กี่วินาทีก่อนจะพยักหน้ายอมรับ
"หนูรู้แล้วน่า"
"แต่ตอนนี้หนูยังเด็กอยู่ ไม่ต้องรีบหรอก ค่อยเป็นค่อยไปก็ได้เนอะ"
การจะให้ปลาตัวน้อยๆ อย่างเธอมาเรียนรู้วิธีเขียนตัวอักษรยึกยือซับซ้อนของมนุษย์ มันเป็นการฝืนใจกันชัดๆ แค่พูดภาษามนุษย์ให้คล่องได้นี่ก็ถือว่าสวรรค์ประทานพรมามากแล้ว เพราะเธอมีพรสวรรค์ด้านภาษาติดตัวมาแต่กำเนิด การหัดพูดจึงไม่ใช่เรื่องยาก
แต่การจำตัวอักษรแล้วเขียนออกมานี่สิ... เฮ้อ คิดแล้วก็กลุ้ม
เอาเถอะ ไว้โตกว่านี้ค่อยว่ากัน เธออยากเขียนจดหมายหาพวกพี่ๆ ด้วยมือตัวเองเหมือนกันนี่นา
อวิ๋นเจียวให้กำลังใจตัวเองในใจเสร็จสรรพก็สะบัดก้นไปสนใจของอย่างอื่นต่อ
ไม่รีบหรอก ไม่รีบ... วันเวลาของเงือกนั้นยาวนานจะตายไป
"ดูสิ อาหารกระป๋องอีกแล้ว ฮิฮิ ฟู่หมิงอวี้ส่งของกินมาให้อีกเพียบเลย"
"มีหยางเหมยกระป๋องด้วยนะเนี่ย"
"นมผงกระป๋องเก่ายังกินไม่หมดเลย ส่งมาใหม่อีกกระป๋องแล้ว"
"ข้างกระป๋องเขียนว่าเป็นนมผงสูตรสำหรับเด็กโดยเฉพาะ สงสัยเจ้าหนูฟู่ตั้งใจส่งมาให้เจียวเจียวบำรุงล่ะมั้ง"
คนตระกูลอวิ๋นต่างลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่าฟู่หมิงอวี้ช่างเป็นเด็กที่จิตใจดีและซื่อสัตย์จริงๆ ส่งข้าวของมาให้เยอะแยะขนาดนี้
"เฮ้อ... พวกเราก็น่าจะหาของส่งกลับไปให้ทางนั้นบ้างนะ"
"แต่นอกจากของทะเลตากแห้งแล้ว เราจะส่งอะไรไปดีล่ะ ของสดก็ส่งไปไม่ได้ด้วย"
อวิ๋นเจียวกลอกตาไปมาอย่างใช้ความคิด ก่อนจะปิ๊งไอเดียวิ่งไปหาพี่ชายคนที่สี่
"พี่สี่ พี่ช่วยแกะสลักรูปฟู่หมิงอวี้ให้หน่อยสิ เอาแบบไม้แกะสลักน่ะ แล้วก็แกะรูปเจียวเจียวด้วยนะ จะได้ส่งไปให้เขา"
พอได้ยินดังนั้น อวิ๋นเสี่ยวอู่ก็กระโดดเข้ามาร่วมวงทันที "ฉันด้วยๆ! ฉันก็อยากได้ แกะรูปฉันด้วยสิ!"
อวิ๋นเฉินเป่ย ผู้เป็นช่างไม้มือทองของบ้านถึงกับทำหน้าบอกบุญไม่รับ: ".................."
มือฉันคงได้หงิกกันพอดี
เรื่องของขวัญตอบแทนฟู่หมิงอวี้เอาไว้ค่อยจัดการทีหลังก็ได้ ยังไม่รีบร้อนขนาดนั้น
เพราะตอนนี้ตระกูลอวิ๋นมีเรื่องสำคัญกว่าที่ต้องจัดการ
อวิ๋นเฉินตงกับอวิ๋นเฉินซี พี่ใหญ่และพี่รองของบ้านกำลังจะต้องเดินทางออกจากหมู่บ้านแล้ว
การได้เป็นทหารถือเป็นเกียรติยศสูงสุดของลูกผู้ชาย
ครอบครัวอวิ๋นชอบทำตัวเรียบง่ายไม่หวือหวา จึงไม่ได้ป่าวประกาศเรื่องที่หลานชายทั้งสองคนได้รับคัดเลือกให้ไปเป็นทหาร
แต่พอถึงเวลาต้องเตรียมข้าวของเครื่องใช้ให้สองหนุ่ม จะปกปิดต่อไปก็คงยาก พอชาวบ้านมาถามไถ่ว่าซื้อของไปทำไมเยอะแยะ ความจริงก็เลยเปิดเผย
และในเวลาอันรวดเร็ว ข่าวที่ว่าอวิ๋นเฉินตงและอวิ๋นเฉินซีผ่านการคัดเลือกและกำลังจะได้ไปเป็นทหารก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งหมู่บ้าน!
คราวนี้แหละ ธรณีประตูบ้านตระกูลอวิ๋นแทบจะสึก เพราะมีแขกเหรื่อแวะเวียนมาแสดงความยินดีไม่ขาดสาย
"ฉันกะไว้แล้วเชียว พี่น้องคู่นี้หน่วยก้านดี ดูเข้มแข็งองอาจ เหมาะจะเป็นทหารจริงๆ!"
"อ้าว ไหนเมื่อก่อนแกบอกว่าพวกเขาดูทึ่มๆ ไง ไหงมากลับคำตอนนี้ล่ะ"
"โธ่เอ๊ย บ้านอวิ๋นพวกเธอนี่ปิดข่าวเงียบเชียบจริงๆ จะไปกันอยู่แล้วเพิ่งจะมาบอกเนี่ยนะ"
[จบบท]