บทที่ 163: อาบน้ำให้ต้าเฮย
อวิ๋นเจียวยังจำสัญญาเรื่องที่จะต้องซื้อยามาอาบน้ำให้กับเจ้าสุนัขตัวโตได้เป็นอย่างดี เธอจึงตามตอแยขอให้พ่อพาเข้าไปในตัวเมืองเพื่อซื้อยา และดูเหมือนว่าคุณหมอจะมียาตัวนั้นอยู่จริงๆ มันเป็นยาผงที่ต้องนำมาผสมน้ำเจือจางก่อนจะนำไปใช้อาบน้ำให้กับสุนัข
เมื่อได้ยามาไว้ในครอบครองแล้ว เช้าวันรุ่งขึ้นอวิ๋นเจียวก็รีบถือห่อยาพุ่งตรงไปหาอาจารย์มู่พร้อมกับพี่สี่ทันที คนแก่หนึ่งคนกับเด็กน้อยอีกหนึ่งคนสุมหัวซุบซิบวางแผนกันว่าจะจับตัวเจ้าสุนัขตัวนั้นมาอาบน้ำได้อย่างไร
"ไปต้มน้ำรอไว้ก่อนเถอะ ป่านนี้เจ้านั่นคงจะมุดหัวอยู่ที่ไหนสักแห่งในป่าไผ่นั่นแหละ เดี๋ยวพวกเราจะลองไปตามหาดู"
สถานที่ประจำที่เจ้าต้าเฮยมักจะไปขลุกอยู่ก็คือโพรงดินในป่าไผ่ ซึ่งเป็นรังนอนที่มันขุดเอาไว้ด้วยตัวเอง ป่าไผ่แห่งนี้ตั้งอยู่ติดกับบ้านของอาจารย์มู่พอดี ด้วยเหตุนี้เจ้าต้าเฮยที่มักจะได้รับเศษอาหารจากอาจารย์มู่จึงแวะเวียนมาป้วนเปี้ยนอยู่ที่บ้านของเขาบ่อยๆ
และก็เป็นไปตามคาด พวกเขาพบเจ้าต้าเฮยกำลังนอนขดตัวกลมดิกหลับสบายอยู่ในโพรงดินกลางป่าไผ่ ทันทีที่ได้ยินเสียงฝีเท้า เจ้าหมาดำผู้ปราดเปรียวก็รีบเงยหน้าขึ้นพร้อมกระดิกหูฟังเสียงด้วยความระแวดระวัง แต่เมื่อเห็นว่าเป็นพวกเขาทั้งสองคน มันก็คลายความกังวลลงและถึงกับอ้าปากหาวออกมาวอดใหญ่
อวิ๋นเจียวเอื้อมมือไปลูบหัวมันเบาๆ พลางเอ่ยชวน "ต้าเฮย ไปกันเถอะ ไปอาบน้ำกัน"
อาจารย์มู่เร่งเร้า "รีบไปเร็วเข้า เดี๋ยวต้มน้ำไว้จะเย็นชืดเสียก่อน"
แม้จะฟังภาษามนุษย์ไม่เข้าใจ แต่เจ้าต้าเฮยก็ยอมลุกขึ้นเดินตามหลังพวกเขาไปแต่โดยดี อันที่จริงมันก็ไม่ได้รังเกียจการอาบน้ำสักเท่าไหร่ เพียงแค่ไม่ค่อยคุ้นชิน แถมกลิ่นยาในน้ำยังฉุนจมูกแปลกๆ ทันทีที่น้ำสัมผัสโดนตัว เจ้าต้าเฮยก็สะบัดตัวจนน้ำกระเซ็นไปทั่ว
"อย่านะ อยู่นิ่งๆ สิ"
"โอ๊ย เจ้าหมาโง่เอ๊ย กำลังอาบน้ำให้แกอยู่นะ จะสะบัดน้ำทำไมเนี่ย"
หลังจากผ่านความชุลมุนวุ่นวายจนไก่บินหมากระโดดกันไปพักใหญ่ ในที่สุดพวกเขาก็สามารถจับเจ้าต้าเฮยกดลงให้อยู่นิ่งๆ ได้สำเร็จ ขนของเจ้าหมาดำตัวนี้หนาแน่นมากจนน้ำแทบจะซึมลงไปไม่ถึงผิวหนังชั้นใน แถมยังมีขนชุดเก่าที่ผลัดไม่หมดติดค้างอยู่ตามตัวอีกเพียบ
"ปู่มู่คะ มีหวีไหมคะ"
"มีสิ"
อาจารย์มู่หยิบหวีไม้สองเล่มออกมาส่งให้ แล้วทั้งคนแก่และเด็กน้อยก็ช่วยกันลงมือสางขนให้กับเจ้าต้าเฮยอย่างขะมักเขม้น
"มิน่าล่ะน้ำถึงซึมไม่เข้าผิว ขนหนาเตอะขนาดนี้"
"ขนร่วงคาตัวเยอะขนาดนี้ ไม่รู้สึกร้อนหรือไงนะแก"
"ดูสิเนี่ย น้ำดำปี๋เลย เจ้าหมาดำ แกนี่ตัวสกปรกสมชื่อดำจริงๆ หรือเปล่าเนี่ย? สงสัยจะไม่ได้อาบน้ำมานานชาติเศษ น้ำถึงได้เปลี่ยนสีขนาดนี้!"
อาจารย์มู่เป็นคนช่างพูด ระหว่างที่ช่วยอาบน้ำสางขนให้เจ้าหมาดำ เขาก็บ่นกระปอดกระแปดไปเรื่อยเปื่อย ส่วนเจ้าต้าเฮยก็วางตัวสงบเสงี่ยมเรียบร้อย ยอมให้คนทั้งสองจับพลิกซ้ายพลิกขวาโดยไม่ขู่คำรามหรือแยกเขี้ยวใส่แม้แต่น้อย อวิ๋นเจียวสั่งให้ยกขาหน้ามันก็ยกตามอย่างว่าง่าย
เมื่ออาบน้ำขัดสีฉวีวรรณจนสะอาดสะอ้าน กองขนที่ถูกสางออกมาก็กองพะเนินอยู่ข้างๆ น้ำในกะละมังเริ่มเปลี่ยนจากสีดำคล้ำจนมองไม่เห็นก้นอ่างกลายเป็นใสสะอาดขึ้นบ้างแล้ว พอมองดูดีๆ ยังเห็นซากเห็บหมัดที่ตายแล้วลอยฟ่องหลุดออกมากับน้ำด้วย
"ที่แท้มันก็สีดำสนิทจริงๆ นั่นแหละ เพียงแต่พออาบน้ำจนสะอาดแล้วขนมันดูเงางามขึ้นเยอะเลย"
ก็จริงอย่างที่ว่า ก่อนหน้านี้ขนของเจ้าต้าเฮยดูยุ่งเหยิงและด้านๆ สีสันไม่สดใส แต่ตอนนี้กลับดูดำขลับเป็นมันขวับ พอเจ้าต้าเฮยแน่ใจแล้วว่ามนุษย์ทั้งสองเลิกวุ่นวายกับตัวมันแล้ว มันก็กระโดดถอยห่างออกไปยืนสะบัดขนไล่น้ำออกจากตัวอย่างแรง
แม้ขนจะยังไม่แห้งสนิท แต่เจ้าต้าเฮยก็รู้สึกเบาสบายตัวขึ้นมาก มันเดินแกว่งหางเข้ามาหาอวิ๋นเจียว เลียมือเธอเบาๆ แล้วหันไปเลียมืออาจารย์มู่เพื่อเป็นการขอบคุณ
อาจารย์มู่รู้สึกดีใจอยู่ลึกๆ แต่ปากกลับพูดด้วยน้ำเสียงรังเกียจว่า "มาเลียมือฉันทำไม น้ำลายเปรอะไปหมดแล้ว"
"เมื่อวานต้มขาหมูรมควันไว้น้ำแกงยังเหลืออยู่เยอะ เดี๋ยวฉันจะคลุกข้าวให้แกกินแก้ขัดไปก่อนแล้วกัน"
อวิ๋นเจียวเดินตามเขาต้อยๆ เข้าออกในครัว "ปู่มู่ ปากก็บ่นแต่ใจจริงปู่ชอบเจ้าต้าเฮยชัดๆ เลยนะคะ"
"ปู่ไม่ได้ชอบเสียหน่อย ก็แค่ข้าวเหลือทิ้งไว้ปู่กินคนเดียวก็ไม่หมด เสียดายของเปล่าๆ"
"ปู่นั่นแหละชอบมัน"
"เฮอะ นังหนูตัวแค่นี้จะไปรู้อะไร ปู่ไม่อยากเลี้ยงหมาหรอกนะ"
****
เรื่องที่อวิ๋นเฉินเป่ยจะไปฝากตัวเป็นศิษย์เรียนรู้งานไม้กับอาจารย์มู่ถือว่าเป็นอันตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ชาวบ้านในหมู่บ้านพอเห็นอวิ๋นเฉินเป่ยเดินไปเดินมาโดยไม่ได้ไปโรงเรียนก็รู้สึกประหลาดใจกันยกใหญ่
"ลูกชายบ้านเธอ เจ้าเฉินเป่ยเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายไม่ใช่เหรอ? ทำไมป่านนี้ถึงยังไม่ไปโรงเรียนอีกล่ะ?"
หวังเหมยเตรียมคำตอบสำหรับเรื่องนี้เอาไว้ล่วงหน้าแล้ว
"โธ่ ลูกชายบ้านฉันน่าสงสารจะตายไป ตอนเด็กๆ เขาเคยล้มหัวกระแทก ก็เลยมีอาการจำหน้าคนไม่ค่อยได้ พอดีแกชอบงานไม้ ก็เลยให้ไปกราบปู่มู่เป็นอาจารย์ เรียนวิชาติดตัวไว้สักหน่อย วันข้างหน้าจะได้มีวิชาชีพเลี้ยงดูตัวเองได้"
"หา? จำหน้าคนไม่ได้มันเป็นยังไงกัน?"
หวังเหมยจึงอธิบายเรื่องอาการภาวะบอดใบหน้าให้พวกเขาฟัง
"ไอ้หยา... แค่ล้มหัวกระแทกถึงกับทำให้คนจำหน้าใครไม่ได้เลยเชียวเหรอ? หน้าตาคนเราก็ไม่เหมือนกันสักหน่อย ทำไมถึงจะแยกไม่ออกล่ะ?"
หวังเหมยนิ่งคิดหาคำเปรียบเทียบ ก่อนจะยกตัวอย่างขึ้นมา
"พวกเธอเคยไปดูโทรทัศน์ที่บ้านผู้ใหญ่บ้านใช่ไหมล่ะ ที่มีการแข่งโอลิมปิกนั่นน่ะ พวกเธอเห็นพวกฝรั่งต่างชาติในจอไหม แยกออกไหมว่าใครเป็นใคร?"
สำหรับคนแถวนี้ ไม่ว่าจะฝรั่งผิวขาวหรือผิวดำ หน้าตาก็ดูเหมือนกันไปหมด แยกไม่ออกสักคน ตัวอย่างนี้ช่างเห็นภาพชัดเจนแจ่มแจ้ง คนที่เคยสงสัยจึงหุบปากเงียบกริบไปทันที
"งั้นพวกเราในสายตาของเจ้าหนูเฉินเป่ย ก็หน้าตาบล็อกเดียวกับพวกฝรั่งพวกนั้นเลยสิ?"
"แต่จะไปเรียนทำไม้กับตาเฒ่ามู่น่ะเหรอ จะไปมีอนาคตอะไร ฉันไม่เห็นตาเฒ่ามู่จะขายของออกสักกี่ชิ้น"
"นั่นสิ สู้ให้เรียนหนังสือต่อดีกว่า จบมาเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเนื้อหอมจะตาย หางานก็ง่าย เผลอๆ ได้เข้าทำงานในโรงงานใหญ่ เป็นพนักงานกินเงินเดือนหลวง มีงานราชการที่มั่นคงด้วยนะ"
"เป็นครูก็ดีนะ หรือไม่ก็เป็นหมอ"
"แหม จะเป็นแบบนั้นได้ก็ต้องหัวดีสอบติดมหาวิทยาลัยครู หรือไม่ก็มหาวิทยาลัยแพทย์ให้ได้ก่อนสิ"
ในความคิดของชาวบ้าน อาชีพหมอ ครู หรือคนงานในโรงงานใหญ่ๆ ถือเป็น "ชามข้าวเหล็ก" หรืออาชีพที่มั่นคงที่สุด ส่วนช่างไม้นั้น สมัยนี้คนชนบทใครบ้างจะเคาะๆ ตีๆ ทำโต๊ะเก้าอี้ใช้เองไม่เป็น พวกเขาชาวนาชาวไร่ไม่ได้ต้องการโต๊ะเก้าอี้ที่มีลวดลายวิจิตรพิสดารอะไร
คนมีฝีมือจริงๆ ต้องทำตู้เสื้อผ้าสวยๆ ไปขายให้ได้ราคาแพงๆ ถึงจะนับว่าเก่ง แต่พวกเขาก็ไม่เคยเห็นอาจารย์มู่ขายของชิ้นใหญ่ๆ ได้สักที
ไม่ว่าคนภายนอกจะวิพากษ์วิจารณ์อย่างไร อวิ๋นเฉินเป่ยก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจแม้แต่น้อย ทุกเช้าหลังกินข้าวเสร็จ เขาจะมุ่งหน้าไปหมกตัวทำงานอยู่ที่บ้านของอาจารย์มู่ จดจ่ออยู่กับงานตรงหน้าและดื่มด่ำอยู่ในโลกส่วนตัวของเขา
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่หวังเหมยได้อธิบายไป ชาวบ้านก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าที่เด็กคนนี้เจอหน้าแล้วไม่ทักทาย ไม่ใช่เพราะไม่มีมารยาท แต่เป็นเพราะเขาจำไม่ได้จริงๆ ว่าใครเป็นใคร ความรู้สึกหมั่นไส้จึงเปลี่ยนเป็นความเวทนาสงสารแทน
ทำไมถึงได้โชคร้ายเป็นโรคประหลาดแบบนี้ได้นะ
ในช่วงระยะเวลาต่อจากนั้น ครอบครัวอวิ๋นไม่ได้ออกเรือไปหาปลาเลย เพราะบ้านหลังใหม่สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว!
"ในที่สุดก็เสร็จสมบูรณ์เสียที"
วันนี้เป็นวันเสาร์ สมาชิกทุกคนในครอบครัวต่างมายืนรวมตัวกันอยู่ที่หน้าบ้านหลังใหม่ รอยยิ้มแห่งความปิติยินดีประดับอยู่บนใบหน้าของทุกคน
บ้านปูนสองหลังตั้งตระหง่านเคียงคู่กัน มีทางเดินกว้างขนาดสามคนเดินเรียงหน้ากระดานคั่นอยู่ตรงกลาง บ้านปูนทั้งสองหลังเป็นตึกสองชั้นที่มีรูปลักษณ์เหมือนกันราวกับแกะ มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นบ้านของพี่น้อง ลานบ้านด้านหน้าเทปูนซีเมนต์จนเรียบเนียน กว้างขวางเหมาะแก่การตากพืชผลทางการเกษตร ผนังด้านหน้าของตัวบ้านยังปูด้วยกระเบื้องสีขาวสะอาดตา
ทว่าการตกแต่งเพิ่มเติมเช่นนี้ ทำให้งบประมาณในการก่อสร้างบานปลายไปจากที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรกพอสมควร เบ็ดเสร็จแล้วหมดเงินไปเกือบสองพันหยวน แม้ตอนจ่ายเงินจะรู้สึกปวดใจอยู่บ้าง แต่เมื่อได้เห็นบ้านสองหลังนี้ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ก็รู้สึกว่าคุ้มค่าเหนื่อยแล้ว
อวิ๋นเสี่ยวอู่เอ่ยถามขึ้นอย่างอดใจไม่ไหว "พวกเราจะย้ายเข้าไปอยู่ได้เมื่อไหร่ครับ?"
"รออีกสักสองสามวันเถอะ บ้านเพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ ยังมีความชื้นสะสมอยู่ ช่วงนี้ก็ช่วยกันทำความสะอาดทางฝั่งนี้ไปพลางๆ ก่อน"
หลายวันต่อมา ทุกคนต่างง่วนอยู่กับการจัดเตรียมบ้านหลังใหม่ ช่วยกันปัดกวาดเช็ดถู และทยอยขนย้ายข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นจากบ้านหลังเก่าข้ามมาทีละเล็กทีละน้อย บ้านใหม่ที่เคยว่างเปล่าเงียบเหงาก็เริ่มมีชีวิตชีวาและอบอุ่นขึ้นตามลำดับ
อวิ๋นเจียวยังตามตอแยให้พี่สี่ช่วยนำเศษไม้ที่เหลือจากการสร้างบ้าน กับแผ่นไม้ที่ไปขอแบ่งมาจากอาจารย์มู่ มาประกอบเป็นบ้านสุนัขหลังน้อยตั้งไว้ที่ลานบ้าน เธอขนเอาเสื้อผ้าเก่าๆ ที่คนในบ้านไม่ใช้แล้วมาปูรองพื้นให้นุ่มสบาย
คราวก่อนฟู่หมิงอวี้ส่งผ้าพับใหญ่มาให้ เด็กๆ ในบ้านทุกคนจึงได้ตัดเสื้อผ้าชุดใหม่ใส่กันถ้วนหน้า ส่วนเสื้อผ้าเก่าที่มีรอยปะชุนเต็มไปหมดนั้น ย่าอวิ๋นผู้มัธยัสถ์มาตลอดชีวิตก็ตัดใจทิ้งไม่ลง เก็บรักษาไว้อย่างดี ตอนนี้จึงได้ฤกษ์นำออกมาใช้ประโยชน์เสียที
[จบบท]