บทที่ 176: ของขวัญสำหรับฟู่หมิงอวี้
“เจียวเจียวคิดถึงน้าไหม น้ามาหาแล้วนะ...”
น้ำเสียงที่ฟังดูคุ้นหูแว่วดังขึ้นในยามเช้าตรู่ ในขณะที่อวิ๋นเจียวกำลังนั่งอยู่บนม้านั่งตัวเล็กในลานบ้านอย่างเรียบร้อย เธอกำลังจ้องมองกระต่ายที่อยู่ตรงหน้าพลางทำตาละห้อยอย่างเหม่อลอย ปล่อยให้แม่ช่วยหวีผมให้อย่างว่าง่าย เด็กหญิงตัวน้อยอ้าปากหาววอดออกมาด้วยความง่วงงุน
ผ่านไปครู่หนึ่ง เธอถึงจะค่อยๆ หันหน้าไปมองทางต้นเสียงด้วยท่าทางที่ดูเชื่องช้าเล็กน้อย
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือคนคุ้นเคยพร้อมกับน้ำเสียงที่คุ้นหู
อวิ๋นเจียวเอียงคอเล็กน้อย สมองน้อยๆ ของเธอยังคงมึนงงอยู่บ้าง จึงต้องใช้เวลาประมวลผลอยู่สักพักกว่าจะนึกออก
อ๋อ... นั่นน้าหวังหงเฟยนี่นา
“หงเฟย มาทำอะไรแต่เช้าเนี่ย”
หวังเหมยที่ได้ยินเสียงน้องชายก็รีบเดินออกมาดู และพบว่าเป็นหวังหงเฟยจริงๆ ด้วย
หวังหงเฟยฉีกยิ้มกว้างพลางหัวเราะเสียงใส “พี่สาว อรุณสวัสดิ์ครับ พอดีผมจะออกเดินทางไกลเลยแวะมาหาพี่ก่อน”
พูดจบเขาก็หันไปขยิบตาข้างหนึ่งให้อวิ๋นเจียวอย่างขี้เล่น
อวิ๋นเจียวเอ่ยทักทายเขากลับไปด้วยน้ำเสียงที่ยังคงนุ่มนิ่มและยืดยาดราวกับคนเพิ่งตื่นนอน
เนื่องจากต้องตื่นแต่เช้าตรู่ เด็กน้อยวัยสามขวบอย่างอวิ๋นเจียวจึงยังไม่ตื่นเต็มตานัก ท่าทางที่ดูงัวเงียและเหม่อลอยเล็กน้อยนั้นดูน่าเอ็นดูเป็นอย่างยิ่ง
หวังหงเฟยคิดในใจ: หลานสาวเรานี่น่ารักจริงๆ!
“มานี่สิเจียวเจียว น้ามีของขวัญมาฝากหนูด้วยนะ”
หวังหงเฟยยิ้มร่าพลางหยิบสิ่งของบางอย่างออกมา แล้วยื่นไปตรงหน้าอวิ๋นเจียว
อวิ๋นเจียวก้มลงมองดูของในมือเขา มันคือตุ๊กตาเด็กผู้หญิงที่เป็นรูปคนจริงๆ
แถมเส้นผมยังเป็นสีทองอีกต่างหาก
เธอค่อยๆ ยื่นมือออกไปรับมันมาอย่างช้าๆ “ขอบคุณค่ะน้า”
หวังหงเฟยรีบพูดเสริมอย่างกระตือรือร้น “ไม่ต้องเกรงใจหรอก น้าได้ยินมาว่าเด็กผู้หญิงส่วนใหญ่ชอบเล่นตุ๊กตาแบบนี้กันมากเลยนะ มันสามารถเปลี่ยนชุดแล้วก็ถักเปียได้ด้วย”
ในกล่องยังมีชุดกระโปรงอีกสองชุดที่แตกต่างกันมาให้เปลี่ยนเล่น
แขนและขาของตุ๊กตาตัวนี้สามารถขยับเขยื้อนได้
เพียงแต่มันอาจจะดูแข็งทื่อไปสักหน่อยตามประสาของเล่นพลาสติก
อวิ๋นเจียวถือตุ๊กตาพลาสติกตัวนั้นไว้ในมือ พลิกดูไปมาด้วยความสนใจใคร่รู้
สำหรับสิ่งของแปลกใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เธอย่อมมีความอยากรู้อยากเห็นเป็นธรรมดา
ถึงแม้ตอนนี้เธอจะรู้สึกสนใจอยู่บ้าง แต่ก็คงเป็นความสนใจแค่ชั่วครั้งชั่วคราว ทว่าอวิ๋นเจียวกล้ายืนยันได้เลยว่า ถ้าพวกอวิ๋นเสี่ยวฮวาและเด็กผู้หญิงคนอื่นๆ ในหมู่บ้านมาเห็นเข้า พวกเธอจะต้องชอบมันมากแน่ๆ
หวังหงเฟยถือว่าทำตัวได้น่าประทับใจมากทีเดียว นอกจากจะซื้อของขวัญมาให้อวิ๋นเจียวเป็นพิเศษแล้ว เขายังหิ้วน้ำตาลทรายหนึ่งห่อ บะหมี่แห้งม้วนใหญ่ และน้ำอัดลมอีกสองขวดติดไม้ติดมือมาด้วย
แน่นอนว่าน้ำอัดลมพวกนั้นเขาตั้งใจซื้อมาฝากเด็กๆ บ้านตระกูลอวิ๋น
“มาหาก็มาเถอะ จะหอบของมาเยอะแยะทำไมกัน”
จากการสังเกตของอวิ๋นเจียว นี่เป็นประโยคยอดฮิตที่เกือบทุกครอบครัวมักจะพูดเวลาที่มีญาติสนิทมิตรสหายถือของขวัญมาเยี่ยมเยียนถึงบ้าน
หวังหงเฟยเป็นคนช่างพูดช่างคุย เพียงแค่เวลาสั้นๆ เขาก็สามารถพูดคุยจนทำให้พวกผู้เฒ่าผู้แก่ในบ้านยิ้มแก้มปริได้อย่างมีความสุข
แน่นอนว่าจุดประสงค์หลักที่เขามาในวันนี้คือต้องการมาหาอวิ๋นเฉินเป่ย
น่าเสียดายที่เวลานี้อวิ๋นเฉินเป่ยไม่ได้อยู่บ้าน เขาออกไปที่บ้านของอาจารย์มู่ตั้งแต่เช้าแล้ว
ดังนั้นหน้าที่ในการพาเขาไปหาพี่สี่จึงตกเป็นของอวิ๋นเจียว
เด็กหญิงตัวน้อยอุ้มลูกสุนัขสีขาวตัวอ้วนกลมไว้ในอ้อมแขน ที่ข้างเท้ายังมีลูกสุนัขอีกตัวเดินตามต้อยๆ และด้านหลังก็ยังมีแมวลายสลิดเดินทอดน่องตามมาอย่างไม่รีบร้อน
อวิ๋นเจียวเดินนำทางอย่างชำนาญจนกระทั่งมาถึงบ้านของปู่มู่
บรรยากาศยามเช้ายังคงมีหมอกจางๆ ปกคลุม เจ้าสุนัขสีดำตัวใหญ่ที่นอนหมอบอยู่หน้าประตูขยับหูเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองผู้มาเยือนด้วยความระแวดระวัง
เมื่อเห็นว่าเป็นอวิ๋นเจียว มันก็กระดิกหางทักทายเล็กน้อยพอเป็นพิธีเพื่อแสดงการต้อนรับ จากนั้นก็ฟุบตัวลงนอนต่ออย่างเกียจคร้าน
ผิดกับเจ้าลูกสุนัขสีดำตัวน้อยที่เห่าเสียงใสพลางวิ่งรี่เข้าไปหาต้าเฮยผู้เป็นพ่อทันที
เจ้าลูกสุนัขสีขาวในอ้อมแขนของอวิ๋นเจียวเองก็กระดิกหางดุ๊กดิ๊กอย่างร่าเริง หางเล็กๆ นั้นส่ายไปมาจนก้นส่ายตาม ขาสั้นป้อมทั้งสี่ข้างตะเกียกตะกายไปมาอย่างตื่นเต้น
อวิ๋นเจียวจึงตัดสินใจวางมันลงบนพื้น เจ้าตัวเล็กสีขาวก็รีบวิ่งแจ้นตามไปหาต้าเฮยทันที
เพียงพริบตาเดียว ต้าเฮยผู้สงบเงียบก็ถูกเจ้าตัวป่วนทั้งสองรุมล้อมก่อกวนจนวุ่นวาย
อวิ๋นเจียวสังเกตเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความระอาบนใบหน้าของต้าเฮยได้อย่างชัดเจน
“ต้าเฮย เลี้ยงลูกของนายดีๆ ล่ะ”
อวิ๋นเจียวเดินเข้าไปลูบหัวต้าเฮย พลางเอ่ยกำชับด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้วอย่างจริงจัง
หวังหงเฟยมองภาพนั้นด้วยความขบขัน “เจ้าลูกหมาสองตัวนี้เป็นลูกของมันเหรอ น้าก็นึกว่ามันเป็นตัวผู้เสียอีก หน้าตาดุดันขนาดนี้”
ต้าเฮยกระดิกหูพลางแยกเขี้ยวขู่หวังหงเฟยเล็กน้อย
หวังหงเฟยร้องอุทานพลางถอยหลังไปก้าวหนึ่ง “โอ๊ะ... อะไรกัน นี่คิดจะกัดคนหรือไง”
อวิ๋นเจียวรีบแก้ต่างแทนต้าเฮย “ต้าเฮยเป็นตัวผู้จริงๆ ค่ะ มันเป็นพ่อของพวกเจ้าตัวเล็กนี่ต่างหาก”
หวังหงเฟยยกมือขึ้นลูบจมูกแก้เก้อพลางหัวเราะแห้งๆ “ว่าแล้วเชียว สุนัขที่ดูองอาจสง่าผ่าเผยขนาดนี้ ต้องเป็นสุนัขตัวผู้ที่เก่งกาจแน่ๆ”
ต้าเฮยจ้องมองหวังหงเฟยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะละสายตากลับมา มันใช้เท้าหน้าปัดป่ายเจ้าลูกสุนัขที่กำลังงับหูของมันเล่นออกไปอย่างรำคาญใจ
น่ารำคาญจริงๆ มันไม่อยากจะยอมรับเลยว่าเจ้าพวกนี้เป็นลูกของมัน
อวิ๋นเจียวพาหวังหงเฟยเดินเข้าไปในบ้านตระกูลมู่
“พี่สี่”
ขาสั้นป้อมก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป อวิ๋นเจียวเดินตรงดิ่งไปหาคนที่นั่งทำงานอยู่ในลานบ้านทันที
อวิ๋นเฉินเป่ยวางมีดแกะสลักในมือลง เมื่อเห็นอวิ๋นเจียว ใบหน้าของเขาก็ประดับไปด้วยรอยยิ้ม
ทว่าเมื่อสายตาของเขาเลื่อนไปมองคนที่เดินตามหลังมา แววตาของเขาก็ฉายความว่างเปล่าขึ้นมาทันที ริมฝีปากเม้มเข้าหากัน คิ้วเรียวขมวดมุ่นเล็กน้อย
เขาไม่ได้เอ่ยทักทาย เพราะแยกแยะไม่ออกว่าคนตรงหน้าเป็นใคร
อวิ๋นเจียวเห็นสีหน้าของพี่ชายก็รู้ทันทีว่าอาการจำหน้าคนไม่ได้ของเขากำเริบอีกแล้ว
“พี่สี่ นี่น้าหงเฟยไงคะ”
เธอกอดคอพี่ชายพลางกระซิบกบอกเสียงเบา
อวิ๋นเฉินเป่ยถึงได้มีปฏิกิริยาตอบสนอง จังหวะเดียวกับที่หวังหงเฟยเอ่ยปากขึ้นพอดี
“โห... ถ้าไม่ส่งเสียงนี่จำกันไม่ได้เลยเหรอเนี่ย”
เรื่องที่อวิ๋นเฉินเป่ยมีภาวะบอดใบหน้า หวังหงเฟยเองก็พอรู้มาบ้าง เพียงแต่เมื่อก่อนเขาไม่เคยสังเกตเห็นชัดเจนขนาดนี้
เขารู้แค่ว่าหลานชายคนนี้ไม่ค่อยชอบพูดจากับใคร เวลาไปที่บ้านของเขาก็มักจะช่วยทำงานเงียบๆ หรือไม่ก็นั่งเหม่อลอยอยู่คนเดียว
“น้าเล็ก”
อวิ๋นเฉินเป่ยเอ่ยเรียกเสียงเรียบ
“ไง เสี่ยวเป่ย ทำของเสร็จหรือยัง”
อวิ๋นเฉินเป่ยพยักหน้าเล็กน้อย “ยังได้ไม่เยอะครับ”
เขาลุกขึ้นเดินเข้าไปในห้องแล้วหยิบกล่องไม้ใบหนึ่งออกมา
ของในนั้นล้วนเป็นงานฝีมือที่เขาใช้เวลาว่างทำขึ้นมา
มีทั้งลูกแมว ลูกสุนัข กระต่ายน้อย และนกตัวอ้วนกลม
ตุ๊กตาไม้ทุกตัวสามารถขยับเขยื้อนได้
แม้จะทำมาจากไม้ แต่ท่าทางของพวกมันกลับดูน่ารักน่าเอ็นดู
เนื่องจากมีเวลาจำกัด เขาจึงทำออกมาได้เพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น
แต่ละตัวมีขนาดเท่าฝ่ามือและได้รับการลงสีอย่างประณีต หากมองจากระยะไกลจะดูเหมือนสัตว์จริงๆ มาก
แต่ถ้ามองใกล้ๆ ก็ยังคงเห็นร่องรอยของลายไม้ได้ชัดเจน ฝีมือของอวิ๋นเฉินเป่ยในตอนนี้ยังไม่สามารถทำออกมาได้สมจริงจนแยกไม่ออกเหมือนกับงานของอาจารย์มู่
แต่เพียงแค่นี้ หวังหงเฟยก็รู้สึกพอใจมากแล้ว
“ใช้ได้เลยๆ เสียดายที่น้อยไปหน่อย”
อวิ๋นเฉินเป่ยเสริมขึ้นว่า “ที่บ้านยังมีเครื่องประดับที่ทำจากเปลือกหอยกับหอยสังข์อยู่อีกครับ”
ของพวกนั้นทำได้ง่ายกว่า เขาตั้งใจว่าพอกลับไปถึงบ้านจะใช้เวลาช่วงกลางคืนทำเพิ่มอีกสักหน่อย
“ไม่ต้องรีบ น้าเดินทางพรุ่งนี้ ไว้กลับไปแล้วค่อยดู”
หวังหงเฟยดึงตัวอวิ๋นเฉินเป่ยมานั่งคุย พลางพร่ำบ่นเรื่องแผนการอันยิ่งใหญ่ของเขาไม่หยุดปาก
อวิ๋นเฉินเป่ยผู้เงียบขรึมได้แต่ฟังเงียบๆ และส่งเสียงตอบรับในลำคอเป็นครั้งคราว
ในขณะเดียวกัน อวิ๋นเจียวก็นั่งยองๆ มองดูงานแกะสลักที่พี่ชายสี่เพิ่งทำค้างไว้เมื่อครู่ ดวงตาของเธอเปล่งประกายด้วยความประหลาดใจ
“พี่สี่ พี่ทำเสร็จแล้วเหรอคะ!”
น่ารักจังเลย
มันคือตุ๊กตาไม้รูปเด็กหญิงตัวอ้วนกลมกำลังขี่อยู่บนหลังวาฬเพชฌฆาต
แม้ตุ๊กตาไม้นั้นจะไม่ได้มีความวิจิตรบรรจงหรือดูมีชีวิตชีวาเหมือนคนจริง แต่โครงหน้าและท่าทางกลับดูคล้ายอวิ๋นเจียวถึงห้าหกส่วน
แถมอวิ๋นเฉินเป่ยยังจงใจแกะสลักให้ดูน่ารักเป็นพิเศษ เด็กหญิงในงานไม้จึงดูจ้ำม่ำกว่าตัวจริงของอวิ๋นเจียวอยู่เล็กน้อย
สวยจัง เธอชอบมาก
อวิ๋นเจียวรู้สึกว่าตุ๊กตาไม้ที่พี่สี่แกะสลักให้ตัวนี้ สวยกว่าตุ๊กตาฝรั่งที่น้าหงเฟยซื้อมาฝากเสียอีก
เสียดายอยู่อย่างเดียวคือมันเปลี่ยนเสื้อผ้าไม่ได้ และผมก็เป็นไม้แข็งๆ
หวังหงเฟยหันมามองตามเสียง แล้วดวงตาของเขาก็ลุกวาวขึ้นทันที
เขาถูมือไปมาอย่างตื่นเต้น “อันนี้...”
ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ อวิ๋นเฉินเป่ยก็ปฏิเสธเสียงแข็งด้วยใบหน้าเรียบเฉย “ของเจียวเจียว ไม่ให้ครับ”
อวิ๋นเจียวพยักหน้าสนับสนุน “ของหนูค่ะ”
เธอคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสริมด้วยความรู้สึกเสียดายนิดๆ ว่า “อันนี้จะเอาไปส่งให้ฟู่หมิงอวี้ค่ะ”
นี่เป็นสิ่งที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้แล้ว
แต่มันน่ารักมากจริงๆ เธอเริ่มรู้สึกตัดใจไม่ลงเสียแล้ว
ทว่าเมื่อนึกถึงข้าวของเครื่องใช้และของกินมากมายที่ฟู่หมิงอวี้ส่งมาให้ที่บ้าน
งั้น... งั้นก็ให้เขาไปเถอะ
วันหลังค่อยให้พี่สี่แกะสลักตัวใหม่ที่สวยกว่านี้ให้เธอก็ได้
หวังหงเฟยกุมหน้าอกด้วยความเจ็บปวด สายตาของเขายังคงจดจ้องอยู่ที่ตุ๊กตาไม้ชิ้นนั้นอย่างอาลัยอาวรณ์ “แล้วฟู่หมิงอวี้นี่มันเป็นใครกัน!”
[จบบท]