บทที่ 184: หินประหลาด
“ลูกพี่แมว!”
อวิ๋นเจียวไม่ได้เดินเข้าไปหา เพียงแค่ตะโกนเรียกเสียงดังหนึ่งครั้งก็สามารถเรียกเจ้าลูกพี่แมวผู้มีความดีความชอบสูงส่งมาหาได้แล้ว
แมวลายสลิดสบถด่าพึมพำพลางวิ่งตรงดิ่งไปยังกลุ่มห่านขาวทางด้านนั้น
ห่านขาวพวกนี้ผลัดขนจนเสร็จสิ้นแล้ว ขนทั่วทั้งตัวขาวสะอาดสะอ้าน เริ่มมีสัญชาตญาณการต่อสู้ และทั่วทั้งตัวก็แผ่กลิ่นอายความฮึกเหิมแบบวัยรุ่นเลือดร้อนที่ไม่ยอมก้มหัวให้ใครหน้าไหนทั้งนั้น
พวกมันไม่เห็นลูกพี่แมวอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย
ฝูงห่านยืดคอยาวเหยียดพุ่งเข้าจิกใส่ลูกพี่แมวทันที
ทว่าลูกพี่แมวกลับอาศัยท่วงท่าอันคล่องแคล่วว่องไวโยกตัวหลบฉากออกไป ก่อนจะกระโดดตัวลอยฟาดกรงเล็บใส่ห่านขาวเต็มแรง
เพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ไม่กี่วินาที กรงเล็บแมวก็ตบออกไปนับสิบครั้ง รวดเร็วเสียจนสายตามนุษย์มองเห็นเป็นเพียงภาพติดตาของกรงเล็บที่วาดผ่านอากาศเท่านั้น
หมัดแมวไร้เงา สมคำร่ำลือจริงๆ
บางจังหวะเจ้าลูกพี่แมวถึงกับกระโดดกอดคอห่านขาวเอาไว้ แล้วใช้ขาหลังถีบยันรัวเร็วเสียจนขนบริเวณคอของห่านขาวแทบจะหลุดร่วงจนหมด
ต่อให้ห่านขาวห้าตัวรวมพลังกัน ก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของลูกพี่แมวอยู่ดี
ในท้ายที่สุด ห่านขาวหลายตัวก็ถูกความจริงอันโหดร้ายสั่งสอนจนหลาบจำ พวกมันเดินคอตกออกจากแปลงนาตรงนั้นไปอย่างหมดสภาพ
หลังจากจัดการกับฝูงห่านเสร็จเรียบร้อย ลูกพี่แมวก็หันมามองอวิ๋นเจียวด้วยแววตาสีเขียวมรกตที่ฉายแววขุ่นเคือง
ลำพังแค่มันต้องคอยจับหนูในบ้านตัวเดียวก็เหนื่อยพอแรงแล้ว นี่มันยังต้องมาทำหน้าที่ต้อนห่านอีกหรือ สุนัขในหมู่บ้านยังไม่ต้องทำงานพวกนี้เลย แล้วทำไมภาระถึงมาตกอยู่ที่แมวอย่างมันกัน นี่มันสมเหตุสมผลตรงไหน!
อวิ๋นเจียวหัวเราะคิกคักพลางกวักมือเรียกลูกพี่แมวเข้ามาหา เธอช่วยนวดอุ้งเท้าและเกาคาให้อย่างเอาใจ
“ลูกพี่แมว กลับไปแล้วเดี๋ยวหนูบอกให้ย่าทำของอร่อยให้กินนะ แล้วก็จะช่วยหวีขนให้ด้วย”
ภายใต้คำสัญญามากมายของอวิ๋นเจียว ในที่สุดหนวดของเจ้าแมวลายสลิดก็กระดิกไหว ความขุ่นข้องหมองใจเมื่อครู่จึงค่อยๆ จางหายไป
เนื่องจากพวกเขามีคนจำนวนมาก ไม่นานนักก็ช่วยกันปลูกมันฝรั่งในแปลงนี้จนเสร็จเรียบร้อย
ท้องฟ้าเริ่มมืดสลัวลง อวิ๋นเจียวอุ้มกุยเสี่ยวเอ้อร์ที่กำลังคลานเปะปะอยู่บนพื้นดินขึ้นมา นำขบวนเหล่าสัตว์เลี้ยงเดินส่ายหัวดุ๊กดิ๊กฮัมเพลงกล่อมเด็กกลับบ้านอย่างอารมณ์ดี
“ปู่คะ พวกเรากลับมาแล้วค่ะ”
กลิ่นหอมของกับข้าวที่คุ้นเคยลอยมาแตะจมูก อวิ๋นเจียวลูบท้องน้อยๆ ของตัวเอง รีบวิ่งไปล้างไม้ล้างมือและล้างหน้าตาจนสะอาดสะอ้าน จากนั้นก็มานั่งประจำที่โต๊ะอาหาร ดวงตาคู่สวยเป็นประกายจ้องมองอาหารหอมฉุยบนโต๊ะ มือถือก้านตะเกียบรอคอยสมาชิกในครอบครัวอย่างว่าง่าย
เวลากินข้าว ขาสั้นป้อมของเธอก็แกว่งไปมาอย่างมีความสุข
“พ่อคะ พรุ่งนี้จะออกเรือไหม”
อวิ๋นเจียวมองหน้าพ่อตาละห้อย เธออยากออกทะเลไปเที่ยวเล่นแล้ว
แต่ทว่าอวิ๋นหลินไห่กลับส่ายหน้าปฏิเสธ “ช่วงนี้สภาพอากาศไม่ค่อยดี เพื่อความปลอดภัยเราจะไม่ออกเรือ”
“อ๋อ”
ช่วยไม่ได้ เธอรู้สึกผิดหวังนิดหน่อย
ช่วงนี้สภาพอากาศแปรปรวนจริงๆ คืนนั้นเองพายุไต้ฝุ่นก็พัดกระหน่ำเข้ามา
พี่ชายหลายคนหอบผ้าห่มและที่นอนมาขอนอนเบียดกับเธออีกแล้ว
อุณหภูมิที่แตกต่างกันระหว่างภายนอกบ้านกับภายในผ้าห่มอุ่นๆ ช่างเป็นยานอนหลับชั้นดี แถมยังทำให้นอนหลับสนิทตลอดทั้งคืนโดยไม่ฝันร้าย
“เชี่ยแล้ว เจียวเจียวรีบมาดูเร็ว เมื่อวานฝนตกปลาลงมาจากฟ้าด้วย!”
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ที่หน้าประตูบ้านของพวกเขาก็มีปลาหลายตัวหล่นเกลื่อนกลาด
ถึงแม้พวกมันจะตายแล้ว แต่เนื้อยังคงสดใหม่ สามารถนำมาประกอบอาหารได้
ปู่อวิ๋นรีบเก็บปลาพวกนั้นขึ้นมาอย่างคล่องแคล่ว
“ลมเมื่อวานคงแรงน่าดู ปลาพวกนี้คงถูกพายุพัดขึ้นมา”
อวิ๋นเจียวขยี้ตา ตื่นเต็มตาในทันที
“งั้นวันนี้ไปเก็บของทะเลต้องมีของดีเยอะแน่ๆ เลยใช่ไหมคะ”
เห็นได้ชัดว่าคนอื่นๆ ในครอบครัวก็คิดแบบเดียวกัน
“เร็วเข้า รีบไปเก็บของทะเลกัน”
พายุไต้ฝุ่นลูกเล็กๆ จะไม่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านริมทะเลมากนัก แต่มันมักจะพัดพาเอาของดีจากท้องทะเลขึ้นมาด้วยเสมอ
แม้แต่อวิ๋นเฉินเป่ยยังรีบคว้าอุปกรณ์สำหรับเก็บของทะเลวิ่งนำหน้าไปทางชายหาดก่อนใครเพื่อน
อวิ๋นเจียวจับเจ้ากุยเสี่ยวเอ้อร์ใส่กระเป๋าเสื้อ พาสุนัขสองตัวกับแมวหนึ่งตัว พร้อมกับกอดกระสอบหนึ่งใบและถังน้ำใบเล็ก วิ่งดุ๊กดิ๊กตามหลังพวกผู้ใหญ่ไปติดๆ
ทำเลที่ตั้งของบ้านหลังใหม่ที่พวกเขาเลือกไว้นั้นดีมาก อยู่ห่างจากชายทะเลไม่ไกลนัก ใช้เวลาเพียงครู่เดียวก็มาถึงชายหาด
“ว้าว!”
“ปูวิ่งขึ้นมาเต็มเลย ฮ่าฮ่าฮ่า... นี่มันเยอะเกินไปแล้ว”
“จะมัวหัวเราะทำบ้าอะไร รีบจับสิ ถ้าไม่รีบจับเดี๋ยวของดีก็หนีหมดหรอก”
บริเวณชายฝั่ง มองด้วยตาเปล่าจะเห็นปูทรายจำนวนมหาศาลกำลังเตรียมจะวิ่งหนีกลับลงทะเล
อวิ๋นเจียวและทุกคนรีบลงมือจับปูทรายกันจ้าละหวั่น
ปูทรายตัวไม่ใหญ่และราคาถูกมาก แต่ข้อดีคือปริมาณของมันที่นี่มีเยอะมากจริงๆ
แถมปูทรายตัวเล็กๆ แบบนี้เอาไปทอดน้ำมัน หรือเอาไปคั่วพริกเกลือก็อร่อยเหาะ
หรือจะเอาไปทำเป็นน้ำปูทรายก็ได้เช่นกัน
นอกจากปูทรายที่นับไม่ถ้วนแล้ว ยังมีปลาทะเลน้ำลึกบางชนิดติดมาด้วย
“แม่ดูสิ หนูเจอปลาดาบเงินตัวเบ้อเริ่มเลย”
“ปลาเก๋าเสือ! ปลาเก๋าเสือตัวใหญ่มาก ยังไม่ตายด้วย”
อวิ๋นเจียวหูตาไว คอยสอดส่องมองไปรอบทิศทาง ไม่นานเธอก็สังเกตเห็นวัตถุบางอย่างที่ดูแตกต่างออกไป
มันดูเหมือนก้อนหิน แต่อวิ๋นเจียวเคยเก็บหินริมทะเลมาเยอะแล้ว ไม่เคยเห็นหินลักษณะแบบนี้มาก่อน
มันเป็นก้อนวัตถุสีขาวขนาดเท่าลูกบาสเกตบอล รูปทรงไม่สม่ำเสมอ หากไม่สังเกตให้ดีจะนึกว่าเป็นท่อนไม้สีขาวซีดๆ
เธอใช้นิ้วเคาะมันเบาๆ
“นี่มันคืออะไรนะ”
เจ้าสิ่งนี้แผ่กลิ่นอายบางอย่างออกมา มันเป็นกลิ่นแปลกๆ กลิ่นคาวที่ปนเปไปกับกลิ่นหอมจางๆ ที่ลอยมาแตะจมูกเป็นระยะ
เธอเป็นคนชอบเก็บของแปลกประหลาดอยู่แล้ว แม้จะไม่รู้จัก แต่ถ้าไม่เคยเห็น เธอก็จะเก็บมันไว้ด้วยความอยากรู้อยากเห็น แล้วค่อยกลับไปถามพ่อหรือพี่ชายทีหลัง
หลังจากตัดสินใจได้ อวิ๋นเจียวก็อุ้มเจ้าก้อนหินประหลาดนั่นโยนใส่กระสอบที่ตัวเองเตรียมมา
เพิ่งจะใส่ลงไป ไม่ไกลนักก็มีเสียงตะโกนเรียกและเสียงฝีเท้าจำนวนมากดังขึ้น
เห็นได้ชัดว่าชาวบ้านในหมู่บ้านต่างก็แห่กันมาเก็บของทะเลกันหมดแล้ว
อวิ๋นเจียวตั้งหน้าตั้งตาเก็บของทะเลต่อไป เธอเจอแอ่งน้ำที่มีกุ้งก้ามกรามอยู่ไม่น้อย จึงรีบเรียกพี่ชายมาช่วยกันเก็บ
เป็นระยะๆ ที่อวิ๋นเจียวและครอบครัวจะได้ยินเสียงร้องด้วยความประหลาดใจของชาวบ้านคนอื่นๆ ดังแว่วมา
ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าคงเก็บเจอของดีเข้าให้แล้ว
“บัดซบ อวิ๋นต้าฟู่เก็บปลาขุนทองหัวโหนกได้ตัวหนึ่ง!”
ปลาขุนทองหัวโหนกเชียวนะ ปลาชนิดนั้นราคาแพงระยับ
ทันใดนั้น คนที่ได้ยินข่าวต่างก็พากันวิ่งกรูกันไปทางอวิ๋นต้าฟู่
อวิ๋นเจียวเองก็ชอบเรื่องสนุกสนานจึงวิ่งตามไปดูด้วย เพราะเธอยังไม่เคยจับปลาขุนทองหัวโหนกได้เลยสักครั้ง
“โธ่เอ๊ย! ตรงนั้นฉันกำลังจะเดินไปดูอยู่เชียว ทำไมไม่เดินไปให้เร็วกว่านี้นะ”
เมื่อมองดูจุดที่อวิ๋นต้าฟู่เก็บปลาได้ หลายคนต่างตบต้นขาตัวเองด้วยความเจ็บใจจนแดงเถือก
แต่ละคนตาแดงก่ำด้วยความอิจฉา พลางคิดในใจว่าถ้าตัวเองมาเร็วกว่านี้อีกนิด ปลาตัวนั้นก็คงเป็นของพวกเขาไปแล้ว
แม้แต่อวิ๋นหลินเหอก็ยังมีสีหน้าเสียดาย “ฉันเกือบจะเดินผ่านตรงนั้นไปแล้วเชียว”
อวิ๋นต้าฟู่เองก็ดีใจจนหน้าบาน แต่คงเป็นเพราะได้รับบทเรียนจากการทำตัวเด่นจนถูกขโมยเงินไปคราวก่อน ครั้งนี้อวิ๋นต้าฟู่จึงแค่ยืดอกด้วยความภาคภูมิใจเล็กน้อย ไม่ได้ถึงกับถือปลาเดินอวดไปทั่วเพื่อเย้ยหยันใครต่อใคร
อวิ๋นต้าฟู่กลัวว่าถ้าปลาตายสนิทราคาจะตก จึงรีบหิ้วปลาวิ่งแจ้นไปหาคนรับซื้อทันที
อวิ๋นเจียวและคนอื่นๆ หันกลับมาเก็บปูทรายต่อ
ปูทรายจำนวนมหาศาลขนาดนี้เป็นโอกาสที่หาได้ยาก คาดว่าหลังจากวันนี้ไปคงไม่มีให้เห็นอีกแล้ว ต้องรีบโกยกลับไปให้ได้มากที่สุด
ปูทรายเยอะขนาดนี้ คนที่ออกมาเก็บกลุ่มแรกๆ จึงรีบวิ่งกลับไปตามเพื่อนฝูงญาติพี่น้องมาช่วยกัน ไม่นานนักชายหาดแห่งนี้ก็เนืองแน่นไปด้วยผู้คน
เมื่อถึงเวลาอันสมควร ทุกคนที่ก้มหน้าก้มตาเก็บของจนปวดเอวปวดหลังก็เตรียมตัวกลับบ้าน
ตอนแรกที่เจอปูทรายเยอะขนาดนี้ทุกคนต่างตื่นเต้นดีใจ แต่พอเก็บไปนานๆ เข้า ความรู้สึกก็เหลือเพียงความชาชินและความปวดเมื่อยตามร่างกาย
ฝูงปูทรายอันมหาศาล เมื่อต้องเผชิญกับคลื่นมนุษย์จำนวนมาก ปริมาณของพวกมันก็ลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว
“กลับกันเถอะ ได้เวลากลับบ้านแล้ว”
นอกจากส่วนที่จะนำไปขาย พวกเขายังคัดปูทรายไว้กินเองอีกหนึ่งถังเต็มๆ
ปูทรายราคาจินละสามเหมา พวกเขาเก็บได้สองกระสอบ บวกกับของทะเลอื่นๆ อีกเล็กน้อย
รายได้จากการเก็บของทะเลในวันนี้รวมเป็นเงิน 139.8 หยวน
ไม่ได้มากมายอะไรนัก แต่ทุกคนก็พอใจ
แค่การเก็บของทะเลตามชายหาดแล้วมีรายได้ขนาดนี้ก็นับว่าดีมากแล้ว
“ฉันเจอหอยโข่งทะเลด้วย”
อวิ๋นเสี่ยวจิ่วอุ้มหอยโข่งทะเลที่มีขนาดใหญ่กว่าใบหน้าของตัวเองพลางหัวเราะร่า
หลังจากเหตุการณ์ที่เคยผ่าหอยโข่งทะเลแล้วเจอไข่มุกเปลวเพลิง หอยโข่งทะเลที่เก็บได้พวกเขาก็แทบจะไม่ขายเลย
“เอากลับไปลองดูสิว่าโชคของเสี่ยวจิ่วบ้านเราจะเป็นยังไงบ้าง”
อวิ๋นเสี่ยวจิ่วส่ายหน้า “ให้น้องสาวเป็นคนผ่า น้องสาวดวงดี”
อวิ๋นเจียวกะพริบตาปริบๆ จ้องมองหอยโข่งทะเลตัวนั้น ดูเหมือนว่า... ข้างในจะมีของดีอยู่จริงๆ ด้วย
[จบบท]