บทที่ 190: บอกความจริง
ผู้ใหญ่บ้านคร้านจะต่อล้อต่อเถียงกับคนพวกนี้เต็มทน สิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้คือการเร่งตามหาคนให้เจอ เขาจึงตัดสินใจทิ้งครอบครัวของไช่จินฮวาไว้ตรงนั้น แล้วรีบเดินตามกลุ่มชาวบ้านที่ออกค้นหาไปดูสถานการณ์ด้วยตัวเอง
ทางด้านไช่จินฮวานั้น พอได้ยินลูกชายตัวดีร้องโวยวายว่าหิวข้าว อยากจะกินข้าว สองผัวเมียที่เห็นลูกชายเป็นดั่งไข่ในหินก็รีบอุ้มลูกชายเดินกลับบ้านไปทันที โดยไม่สนใจไยดีอวิ๋นไหลตี้เลยแม้แต่น้อย ทิ้งให้ชาวบ้านมองตามด้วยสายตาเอือมระอา
“เฮ้อ... เกิดมาในครอบครัวแบบนี้ถือว่าโชคร้ายจริงๆ”
“นั่นสิ ปู่ย่าของอวิ๋นไหลตี้ป่านนี้ยังไม่โผล่หัวมาเลย”
“เหอะ สองคนนั่นคงกำลังง่วนอยู่กับการทำของอร่อยให้หลานชายหัวแก้วหัวแหวนกินอยู่ที่บ้านนั่นแหละ เรื่องหลานสาวพวกเขาไม่เคยสนใจอยู่แล้ว”
ในยุคสมัยนี้ แม้ว่าผู้คนจะเข้าใจเรื่องค่านิยมรักลูกชายมากกว่าลูกสาว แต่ส่วนใหญ่มักจะเป็นแค่การลำเอียงหรือให้ความสำคัญไม่เท่ากัน ซึ่งพบเห็นได้ทั่วไปทั้งในชนบทและเมืองใหญ่ ชาวบ้านจึงไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเรื่องคอขาดบาดตายอะไร เพราะอย่างไรเสียมันก็เป็นเรื่องภายในครอบครัวของคนอื่น
แต่ทว่าการที่พ่อแม่แท้ๆ คิดจะจับลูกสาวของตัวเองไปแต่งงานกับคนตายเพื่อทำพิธีวิวาห์ผีนั้น มันเป็นเรื่องที่เกินจะรับไหวจริงๆ นี่มันไม่ใช่แค่ความลำเอียงแล้ว แต่มันคือความเลือดเย็นที่แม้แต่พ่อเลี้ยงแม่เลี้ยงใจร้ายยังอาจจะไม่ทำกัน
ทว่า... ก็อย่างที่ไช่จินฮวาประกาศกร้าวไว้นั่นแหละ ว่านี่เป็นเรื่องในครอบครัวของพวกเขา เด็กคนนั้นเป็นลูกสาวที่เธออุ้มท้องคลอดออกมาเอง คนนอกอย่างพวกเขาทำได้มากที่สุดก็แค่ประณามสาปแช่งและถ่มน้ำลายใส่ด้วยความรังเกียจ แต่ไม่มีสิทธิ์ยื่นมือเข้าไปจัดการอะไรได้ ทุกอย่างมันก็คงเป็นเวรเป็นกรรมที่เด็กคนนั้นต้องแบกรับ
เมื่อไม่มีเรื่องสนุกให้ดูแล้ว ฝูงชนที่มุงดูอยู่ก็ค่อยๆ สลายตัวไป อวิ๋นเจียวเองก็พาบรรดาสัตว์เลี้ยงของเธอเดินกลับบ้านพร้อมกับย่าอวิ๋น ระหว่างทางย่าอวิ๋นได้แต่ถอนหายใจออกมาด้วยความเวทนา
“ต่อไปนี้ชีวิตของพวกพี่น้องไหลตี้จะเป็นยังไงบ้างนะ พ่อแม่แบบนี้ไม่น่าเกิดมาเป็นพ่อคนแม่คนเลยจริงๆ”
“คุณย่าไม่โมโหนะคะ”
อวิ๋นเจียวเขย่งปลายเท้าขึ้นเล็กน้อย พลางเอื้อมมือไปลูบแผ่นหลังของย่าอวิ๋นเบาๆ เพื่อช่วยให้หญิงชราคลายความขุ่นเคืองในใจ
“ย่าไม่ได้โมโหหรอกลูก ย่าแค่ปลงตกน่ะ... เฮ้อ สงสารเด็กพวกนั้นที่วาสนาไม่ดี”
เมื่อกลับมาถึงบ้าน ย่าอวิ๋นก็เข้าครัวไปเตรียมอาหารเย็น ส่วนอวิ๋นเจียวก็กลับไปนั่งคัดลายมือต่อตามกิจวัตร พอเขียนจนเมื่อยมือแล้ว เธอก็วิ่งออกไปเล่นกับเหล่าสัตว์เลี้ยงที่ลานบ้านอย่างสนุกสนาน ในมือของเด็กหญิงถือตุ๊กตาไม้แกะสลักรูปคนตัวเล็กๆ ที่ทำเสร็จสมบูรณ์แล้ว พลางวางแผนในใจว่าพรุ่งนี้จะให้อวิ๋นหลินเหอผู้เป็นพ่อพาไปที่ที่ทำการไปรษณีย์เพื่อส่งของขวัญชิ้นนี้ไปให้ฟู่หมิงอวี้ หรือพี่เสี่ยวอวี้ของเธอ ส่วนเรื่องจดหมายจ่าหน้าซอง คงต้องไหว้วานให้พวกพี่ชายที่เข้าโรงเรียนแล้วช่วยเขียนให้
กระทั่งถึงเวลาอาหารเย็น อวิ๋นหลินไห่และคนอื่นๆ ในครอบครัวก็กลับมาจากการทำงาน บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยบทสนทนาที่หนีไม่พ้นเรื่องราวใหญ่โตประจำวันที่เพิ่งเกิดขึ้น
“เจ้าหนูไหลตี้คนนั้น... ป่านนี้จะเป็นตายร้ายดียังไงบ้างก็ไม่รู้”
อวิ๋นเจียวที่นั่งฟังอยู่ขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความลังเลใจ เด็กหญิงเม้มปากแน่นก่อนจะตัดสินใจยกมือป้อมๆ ขึ้นมาอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“หนูรู้ค่ะว่าพี่ไหลตี้อยู่ที่ไหน”
สิ้นเสียงเล็กๆ นั้น ทุกสายตาบนโต๊ะอาหารก็หันขวับมาจ้องมองเธอเป็นตาเดียว อวิ๋นเจียวรู้สึกประหม่าจนต้องขยับตัวยุกยิกไปมาบนเก้าอี้ด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย
“พี่ไหลตี้ออกจากหมู่บ้านไปแล้วค่ะ พี่เขาบอกว่าจะไปหางานทำหาเงินในที่ไกลๆ”
“หา! หลานเห็นไหลตี้เหรอ แล้วพี่เขาหนีออกจากหมู่บ้านไปแล้ว? แล้วทำไมเจียวเจียวถึงไม่รีบบอกผู้ใหญ่ล่ะลูก ตอนนี้ทุกคนเขาเป็นห่วงกันจะแย่แล้ว”
อวิ๋นเจียวใช้ตะเกียบจิ้มข้าวในชามเล่นเพื่อหลบสายตา
“ก็หนูกลัวว่าทุกคนจะไปตามพี่เขากลับมานี่คะ”
ผู้ใหญ่ในบ้านต่างพากันมองหน้ากันเลิ่กลั่กด้วยความทำตัวไม่ถูก
“แต่ว่านะเจียวเจียว พี่เขาเป็นเด็กผู้หญิงที่ไม่เคยออกจากหมู่บ้านเลยนะลูก ออกไปข้างนอกตัวคนเดียวแบบนั้นมันอันตรายมากรู้ไหม”
อวิ๋นเจียวเอียงคอเล็กน้อย น้ำเสียงของเธอเจือไปด้วยความสงสัยอย่างซื่อตรง
“แต่พี่ไหลตี้อยู่ที่บ้านก็อันตรายเหมือนกันนะคะ”
คำพูดที่เรียบง่ายแต่ตรงจุดนั้นทำเอาทุกคนถึงกับสะอึกจนพูดไม่ออก เพราะสิ่งที่เด็กหญิงพูดมานั้น... ไม่มีตรงไหนผิดเลยสักนิด
อวิ๋นเจียวปรับสีหน้าให้จริงจังขึ้น
“พี่ไหลตี้ออกไปข้างนอกอาจจะอันตรายก็จริง แต่ก็ยังมีโอกาสหางานทำเลี้ยงตัวเองได้นะคะ แต่อยู่ที่บ้านน่ะ... มีแต่อันตราย อันตราย แล้วก็อันตราย”
พูดจบเจ้าตัวก็พยักหน้าหงึกหงักเพื่อยืนยันความคิดของตัวเองว่าถูกต้องที่สุดแล้ว
ทุกคนได้แต่เงียบกริบ
“แต่... แต่พี่เขาไม่มีเงินติดตัวเลยไม่ใช่เหรอ”
อวิ๋นเจียวยืดอกขึ้นเล็กน้อยด้วยความภาคภูมิใจ
“หนูให้ไปแล้วค่ะ ห้าหยวนแหนะ” เธอทำท่าจุ๊ปากอย่างเสียดายเล็กน้อย “นั่นมันเงินเก็บทั้งหมดของหนูเลยนะ”
บรรยากาศความเงียบเข้าปกคลุมโต๊ะอาหารอีกครั้ง สรุปว่าเจ้าตัวแสบประจำบ้านภูมิใจกับวีรกรรมครั้งนี้มากสินะ
“ฉันว่าเจียวเจียวทำถูกแล้วล่ะ”
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ย่าอวิ๋นก็เป็นคนแรกที่เอ่ยปากทำลายความเงียบ
“ข้างนอกนั่นถึงจะอันตราย แต่มันก็ยังมีโอกาสและหนทางรอด ถ้าขืนอยู่ที่นี่ต่อไป ชั่วชีวิตของเด็กคนนั้นคงต้องตกอยู่ภายใต้เงาของนังไช่จินฮวา ต่อให้เรื่องครั้งนี้ผ่านไปได้ อนาคตก็ต้องมีเรื่องใหม่อีก พวกมันคงหาทางขายลูกกินเพื่อเอาสินสอดแพงๆ โดยไม่สนว่าจะต้องจับลูกไปแต่งงานกับใครหน้าไหน ถ้าต้องมีชีวิตอยู่แบบนั้น สู้ให้ออกไปตายดาบหน้ายังจะดีเสียกว่า”
หวังเหมยตบโต๊ะดังปังด้วยความเห็นด้วย
“คุณแม่พูดถูกค่ะ! เกิดมาเจอพ่อแม่พี่น้องแบบนั้น ไหลตี้กับพวกพี่น้องถือว่าทำบาปมาแปดชาติจริงๆ เจียวเจียวทำถูกแล้วลูก”
อวิ๋นเจียวยิ้มแก้มปริด้วยความภาคภูมิใจ เธอว่าแล้วเชียวว่าสิ่งที่ทำลงไปมันคือการทำความดี
ผู้เฒ่าอวิ๋นกระแอมไอเล็กน้อยก่อนจะกำชับเสียงเข้ม
“เรื่องนี้... พ้นจากประตูบ้านนี้ไปแล้ว ห้ามใครแพร่งพรายออกไปเด็ดขาด ให้ทำเหมือนไม่รู้ไม่เห็นเข้าใจไหม”
ทุกคนบนโต๊ะอาหารพยักหน้าหงึกหงักพร้อมเพรียงกัน
“ส่วนเรื่องในหมู่บ้าน ทางผู้ใหญ่บ้านเขาขอแรงให้ช่วยกันหาคน พวกแกก็ทำเนียนๆ ไปช่วยเขาหาต่อไปก็พอ เรื่องนี้ฉันต้องไปตกลงกับผู้ใหญ่บ้านให้รู้เรื่องกันก่อน”
ถ้าหาไม่เจอ เดี๋ยวทุกคนก็คงเลิกรากันไปเอง
เรื่องคนหายในทะเลแบบนี้ การหาศพไม่เจอถือเป็นเรื่องปกติ ชาวเลอย่างพวกเขาหากินกับทะเล ทะเลให้ชีวิตแต่ในขณะเดียวกันก็ไร้ความปรานี หากตกลงไปในทะเลแล้วถูกคลื่นซัดหายไป หรือโดนปลากินเนื้อในทะเลลากไป ก็แทบจะไม่มีทางเหลือร่องรอยให้ตามหา
หลังจากนั้นผู้เฒ่าอวิ๋นก็ไปปรึกษากับผู้ใหญ่บ้าน ไม่รู้ว่าไปคุยกันอีท่าไหน สุดท้ายผู้ใหญ่บ้านก็ไม่ได้แพร่งพรายเรื่องที่อวิ๋นไหลตี้หนีออกจากหมู่บ้าน แต่กลับระดมคนออกค้นหาต่ออีกสองวัน จนกระทั่งมีข่าวลือแพร่สะพัดออกไปว่าอวิ๋นไหลตี้น่าจะพลัดตกลงไปในทะเลและเสียชีวิตไปแล้ว
ทะเลไม่ใช่แม่น้ำลำคลอง ตกลงไปแล้วไม่รู้ว่าจะถูกคลื่นซัดไปไกลถึงไหน แถมในทะเลยังมีปลาตัวใหญ่ดุร้ายมากมายที่กินเนื้อเป็นอาหาร ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงปักใจเชื่อว่าคงไม่เหลือแม้แต่กระดูกให้เก็บ
ทางฝ่ายบ้านเจ้าบ่าวที่ต้องการทำพิธีแต่งงานผีพอได้ยินข่าวนี้ก็รีบมาอาละวาดที่บ้านของอวิ๋นต้าหนาทันที พวกเขาต้องการทวงเงินค่าสินสอดคืน แต่คนอย่างไช่จินฮวากับอวิ๋นต้าหนามีหรือจะยอมคืนเงินง่ายๆ เงินเข้ากระเป๋าไปแล้วแถมยังเอาไปใช้จ่ายบางส่วนแล้วด้วย
สองผัวเมียตัวแสบนอนกลิ้งเกลือกไปมาบนพื้น ร้องโวยวายไม่ยอมคืนเงิน จนสุดท้ายต้องลามปามไปถึงผู้ใหญ่บ้านให้มาช่วยไกล่เกลี่ย วันนั้นอวิ๋นเจียวก็แอบตามไปดูด้วย เธอเห็นสีหน้าของผู้ใหญ่บ้านเขียวคล้ำด้วยความโกรธจัด สุดท้ายภรรยาของผู้ใหญ่บ้านพร้อมด้วยลูกชายและลูกสะใภ้ต้องช่วยกันออกปากไล่ตะเพิดคนพวกนั้นกลับไป
ถึงแม้เรื่องจะจบลงแบบทุลักทุเล แต่อวิ๋นเจียวเชื่อว่าครอบครัวนั้นคงไม่ยอมจบเรื่องง่ายๆ แน่ แต่ช่างเถอะ ตอนนี้เธอสนใจเรื่องที่บ้านตัวเองมากกว่า เพราะตอนนี้ทุกคนในบ้านกำลังมีความสุขกันถ้วนหน้า เนื่องจากอวิ๋นเฉินหนานกลับมาบ้านแล้ว
การกลับมาครั้งนี้ของพี่ชายคนที่สาม ซึ่งเป็นความหวังของหมู่บ้านได้รับรากต้อนรับอย่างอบอุ่น อวิ๋นเฉินหนานรุ่นราวคราวเดียวกับอวิ๋นเฉินเป่ย แต่ทว่าตอนนี้เขากลายเป็นนักเรียนชั้นมัธยมปลายปีสุดท้ายแล้ว
เนื่องจากเป็นเด็กหัวกะทิที่มีผลการเรียนดีเยี่ยม พอเข้าเรียนมัธยมปลาย เขาก็เรียนรู้เนื้อหาได้รวดเร็วกว่าที่ครูสอนในห้องมาก แถมส่วนใหญ่ยังเป็นการศึกษาค้นคว้าด้วยตัวเอง จนสามารถสอบเลื่อนชั้นกระโดดข้ามรุ่นมาเรื่อยๆ ทำให้ตอนนี้ในวัยเพียง 16 ปี เขาก็เรียนอยู่ชั้น ม.6 และกำลังเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปีหน้า
แต่การกลับมาของพี่ชายคนเก่งก็สร้างความลำบากใจให้อวิ๋นเจียวอยู่ไม่น้อย เพราะพี่สามชอบมาตรวจการบ้านเธอเหลือเกิน
“อืม... ลายมือพัฒนาขึ้นนะ ใช้ได้”
เมื่อได้รับคำชม อวิ๋นเจียวก็ยืดอกเล็กๆ ของเธอขึ้นด้วยความภูมิใจ แน่นอนสิ ก็เธอตั้งใจคัดลายมืออยู่นานสองนานเชียวนะ
“หนูจะเขียนจดหมายหาพี่ใหญ่คำไหนเขียนไม่ได้พี่สามต้องช่วยหนูเขียนนะ”
อวิ๋นเฉินหนานพยักหน้ารับปากน้องสาวด้วยรอยยิ้ม
หลังจากทำการบ้านที่พี่สามมอบหมายให้เสร็จเรียบร้อย อวิ๋นเจียวก็อุ้มเจ้าเต่ากระตัวน้อย พร้อมกับพาแมวและสุนัขคู่ใจออกไปวิ่งเล่นที่ลานหน้าบ้าน ขณะที่เธอกำลังจับเจ้าลูกสุนัขสองตัวมาวางซ้อนกัน แล้วพยายามจะเอาเจ้าเต่ากระวางแปะไว้บนยอดสุด จู่ๆ รถยนต์คันหนึ่งก็แล่นเข้ามาจอดที่หน้าบ้าน
รถเก๋งคันงามดึงดูดความสนใจจากชาวบ้านที่ว่างงานในช่วงฤดูหนาวให้มายืนมุงดูกันยกใหญ่ อากาศหนาวๆ แบบนี้ไม่ได้ออกเรือและไม่ได้ลงนา ชาวบ้านเลยมีเวลาว่างเหลือเฟือที่จะมาสอดส่องเรื่องชาวบ้าน คนในบ้านตระกูลอวิ๋นเมื่อได้ยินเสียงเครื่องยนต์ก็พากันเดินออกมาดู
อวิ๋นเจียวหรี่ตามองรถคันนั้น พลางคิดในใจว่ารถคันนี้ดูคุ้นตาพิกล
และก็เป็นอย่างที่คิด ประตูรถเปิดออกเผยให้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคย หวังเจี้ยนหลินพาภรรยา ลูกชาย และแม่ผู้ชรา พร้อมด้วยครอบครัวของน้องสาวที่เพิ่งตามหาจนเจอเดินทางมาเยี่ยมเยียนถึงที่นี่
โอ้โห... ขนกันมาทั้งตระกูลเลยแฮะ งานช้างแล้วสิเรา
ทันทีที่ลงจากรถ หวังอี้ก็ฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันครบทุกซี่ โบกไม้โบกมือทักทายอวิ๋นเจียวและคนอื่นๆ อย่างร่าเริง
“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะอวิ๋นเจียว!”
ท่าทางดีใจจนออกนอกหน้าของเขา ดูไปดูมาก็เหมือนเจ้าลูกสุนัขที่กำลังกระดิกหางดิ๊กๆ ด้วยความตื่นเต้นไม่มีผิด
[จบบท]