บทที่ 198: อัจฉริยะตัวน้อย
สมาชิกทุกคนในครอบครัวอวิ๋นต่างพากันเดินทางไปยังโรงพยาบาลเพื่อจัดการรักษาอาการบาดเจ็บของแต่ละคน คนที่มีบาดแผลภายนอกก็ได้รับการทำแผลจนเรียบร้อย
ส่วนย่าอวิ๋นนั้นหลังจากผ่านการตรวจร่างกายอย่างละเอียดจากแพทย์แผนปัจจุบันแล้ว ผลปรากฏว่าเป็นไปตามคาด อาการปวดที่เกิดขึ้นนั้นมาจากอาการเอวเคล็ด
แพทย์ผู้ตรวจจึงได้แนะนำให้พวกเขาพาคนป่วยไปหาหมอแพทย์แผนจีนอาวุโสท่านหนึ่งที่เปิดโรงหมออยู่ไม่ไกลจากโรงพยาบาลแห่งนี้ เพื่อทำการนวดจัดกระดูกและรักษาเส้นเอ็นน่าจะเห็นผลดีกว่า
เมื่อมาถึงโรงหมอแพทย์แผนจีน พวกเขาก็พบว่ายังมีคนไข้รอคิวอยู่ก่อนหน้าอีกหลายคน อวิ๋นเจียวด้วยความอยากรู้อยากเห็นตามประสาเด็ก จึงวิ่งเหยาะๆ ไปยืนอยู่ด้านหน้าสุดเพื่อดูเหตุการณ์
เธอจ้องมองหมอชรากำลังรักษาคนไข้รายหนึ่งที่มีอาการแขนหลุดอย่างเงียบเชียบและเรียบร้อย ส่วนอวิ๋นเสี่ยวอู่และพี่น้องคนอื่นๆ ก็วิ่งตามเข้ามามุงดูเช่นกัน แต่พวกเขาก็ไม่ได้ส่งเสียงดังรบกวนการรักษา หมอและลูกศิษย์ในร้านจึงเพียงแค่ปรายตามองกลุ่มเด็กๆ แวบหนึ่งแล้วก็ไม่ได้ว่ากล่าวอะไร
อย่างไรก็ตาม เด็กผู้ชายอย่างพวกอวิ๋นเสี่ยวอู่มีความอดทนต่ำ ดูได้เพียงครู่เดียวก็เริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายและพากันวิ่งออกไปเล่นด้านนอก ทิ้งให้อวิ๋นเจียวยืนเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ภายในห้องรักษาเพียงลำพัง
อวิ๋นเจียวเงี่ยหูฟังชายชราเคราขาวผู้เป็นหมอ ซึ่งกำลังชวนคนไข้คุยด้วยเรื่องสัพเพเหระเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ
ทันใดนั้นเอง ในจังหวะที่คนไข้กำลังเผลอและไม่ทันได้ระวังตัว ท่านผู้เฒ่าก็ออกแรงบิดด้วยเทคนิคเฉพาะตัวจนเกิดเสียงดัง "กึก" เข้าที่ข้อต่ออย่างแม่นยำ
คนไข้ที่แขนหลุดคนนั้นร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดเพียงแวบเดียว ยังไม่ทันจะได้ตั้งสติหรือโวยวายอะไร หมอชราก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า
"เรียบร้อยแล้ว ช่วงนี้พยายามอย่าใช้แขนข้างนี้ยกของหนักหรือออกแรงมากเกินไปก็พอ"
ชายคนนั้นลองขยับแขนดูด้วยความกล้าๆ กลัวๆ แต่เมื่อพบว่าแขนกลับมาใช้งานได้เป็นปกติและหายเจ็บเป็นปลิดทิ้ง ใบหน้าก็เปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มด้วยความดีใจทันที
"ขอบคุณครับคุณหมอ ผมต้องกินยาอะไรเพิ่มไหมครับ"
หมอชราโบกมือปฏิเสธเบาๆ พลางกล่าวว่า "ไม่จำเป็นต้องกินยาหรอก กลับไปพักผ่อนเถอะ"
หลังจากคนไข้รายนั้นเดินจากไปพร้อมคำขอบคุณ หมอชราก็หันมามองเด็กหญิงตัวน้อยที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ข้างๆ เป็นเวลานาน
อันที่จริงเขาเห็นเด็กคนนี้ตั้งแต่ตอนที่เดินเข้ามาแล้ว เพราะเด็กหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรา ผิวขาวเนียนละเอียดราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบแบบนี้หาได้ยากยิ่งนัก
ท่านผู้เฒ่าจึงเอ่ยทักทายด้วยความเอ็นดู "แม่หนูน้อย จะมารักษาอะไรล่ะ? ดูจากหน่วยก้านแล้ว ร่างกายพื้นฐานของหนูแข็งแรงดีมากเลยนี่นา จะมีโรคภัยอะไรให้รักษา"
อวิ๋นเจียวเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ เธอเอียงคอถามกลับด้วยน้ำเสียงใสซื่อ "คุณปู่มองแค่ตาก็รู้เลยเหรอคะ"
ชายชรายกมือขึ้นลูบเคราสีขาวของตนเองเบาๆ ก่อนจะพยักหน้าตอบกลับ
"ศาสตร์การแพทย์แผนจีนนั้นให้ความสำคัญกับหลักการ 'มอง ฟัง ถาม และจับชีพจร' องค์ความรู้ที่ซ่อนอยู่ในศาสตร์นี้ลึกซึ้งและกว้างใหญ่มากนัก"
แม้อวิ๋นเจียวจะฟังไม่เข้าใจทั้งหมด แต่เธอก็รู้สึกว่าสิ่งที่คุณปู่หมอพูดนั้นฟังดูยอดเยี่ยมมาก เธอส่ายหน้าปฏิเสธพลางชี้มือไปทางด้านหลัง
"หนูไม่ได้มาหาหมอหรอกค่ะ แต่เป็นคุณย่าของหนูที่เอวเคล็ด ท่านกำลังต่อแถวรอคิวอยู่ตรงโน้น"
หมอชรามองตามนิ้วเล็กๆ ของเธอไปแล้วพยักหน้ารับรู้
"อ้อ เหลือคิวอีกไม่กี่คนแล้ว รออีกสักหน่อยนะ" อวิ๋นเจียวพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย และยืนดูเขารักษาคนไข้รายต่อไปอย่างตั้งใจ
หมอชราเห็นว่าเด็กน้อยยืนนานแล้ว จึงสั่งให้ลูกศิษย์ยกเก้าอี้ตัวเตี้ยมาให้เธอนั่งรอ
เขาคิดในใจว่าเด็กคนนี้ช่างเรียบร้อยน่ารัก ไม่ดื้อไม่ซน แถมหน้าตายังงดงามราวกับ 'ตุ๊กตานำโชค' ตัวน้อยๆ นั่งอยู่ในโรงหมอ ทำให้บรรยากาศดูสดใสขึ้นถนัดตา แม้แต่คนไข้ที่เดินเข้ามาใหม่ยังอดไม่ได้ที่จะหันมามองเธอด้วยความเอ็นดู
อวิ๋นเจียวนั่งตัวตรงบนเก้าอี้ตัวเล็ก สองมือยกขึ้นเท้าคาง ดวงตากลมโตจดจ้องมองการทำงานของหมอชราอย่างไม่วางตา เมื่อเธอเห็นเขานำเข็มเงินเล่มเล็กยาวฝังลงไปบนผิวหนังของคนไข้ ดวงตาของเธอก็เบิกกว้างขึ้นจนกลมโต ริมฝีปากเผยอออกเล็กน้อยด้วยความหวาดเสียวแทน
ในความคิดของเด็กน้อยคงกำลังสงสัยว่า 'ไม่เจ็บแย่เหรอ?' การแสดงออกทางสีหน้าของอวิ๋นเจียวนั้นอ่านง่ายและดูตลกขบขันในสายตาผู้ใหญ่
แม้หมอชราจะง่วนอยู่กับการฝังเข็มให้คนไข้ แต่เขาก็ยังแอบชำเลืองมองปฏิกิริยาของเธอเป็นระยะ ทุกครั้งที่เขาปักเข็มลงไปหนึ่งเล่ม ใบหน้าของแม่หนูน้อยก็จะย่นยู่เข้าหากันราวกับว่าเข็มนั้นทิ่มลงบนตัวของเธอเอง
เขาอมยิ้มในแววตาพลางหันไปอธิบายให้เธอฟัง "การฝังเข็มนี้มีหลักการที่ลึกซึ้ง ร่างกายของคนเรามีจุดฝังเข็มประมาณ 361 จุด การใช้เข็มเงินกระตุ้นจุดเพื่อรักษาโรค หากผู้ฝังมีความเชี่ยวชาญชำนาญการ ยกเว้นจุดเฉพาะบางจุดแล้ว การลงเข็มแทบจะไม่รู้สึกเจ็บเลย ไม่เชื่อหนูลองดูสีหน้าของคนไข้สิ"
อวิ๋นเจียวชะโงกหน้าเข้าไปดูใกล้ๆ ชายคนไข้ที่ถูกฝังเข็มอยู่ไม่กล้าขยับตัวสุ่มสี่สุ่มห้า แต่เมื่อเห็นเด็กน้อยจ้องมองมา เขาก็ยิงฟันฉีกยิ้มกว้างให้เธอเพื่อยืนยันว่าสบายมาก
อวิ๋นเจียวเห็นดังนั้นก็คิดในใจว่า 'โอ้โห สงสัยจะไม่เจ็บจริงๆ ยิ้มแป้นเชียว' ใบหน้าของเธอจึงเปลี่ยนเป็นความรู้สึกมหัศจรรย์ใจ
หมอชราหัวเราะเสียงดังด้วยความชอบใจ ก่อนจะหันกลับไปจดจ่อกับการรักษาคนไข้ต่อ เมื่อกระบวนการฝังเข็มเสร็จสิ้นและถอนเข็มออก อวิ๋นเจียวก็ขยับตัวเข้าไปใกล้เข็มเงินเหล่านั้นอีกนิด
"เข็มเล็กนิดเดียวเอง แถมยังอ่อนมากด้วย" เธอเงยหน้ามองหมอชราด้วยแววตาเลื่อมใส พลางเอ่ยชมจากใจจริง "คุณปู่เก่งจังเลยค่ะ เข็มอ่อนขนาดนี้ยังแทงเข้าไปได้"
ที่สำคัญคือคนไข้ที่มีอาการข้อมือบวมเป่งเมื่อครู่ หลังจากการฝังเข็ม อาการบวมก็ยุบลงอย่างเห็นได้ชัด และคนไข้ก็บอกว่าอาการปวดทุเลาลงมากแล้ว
หมอชรายิ้มรับคำชม "ศาสตร์แพทย์แผนจีนนั้นกว้างใหญ่ไพศาลนัก ปู่เองก็ยังมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้อีกเยอะ"
หมอชราตรวจรักษาคนไข้ด้วยความรวดเร็วและแม่นยำ หากเป็นอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยก็จะมอบหมายให้ลูกศิษย์เป็นคนจัดการแทน บางครั้งเมื่อเจอเคสที่น่าสนใจ เขาก็จะรักษาไปพลางอธิบายความรู้ให้ลูกศิษย์ฟังไปด้วย
ซึ่งอวิ๋นเจียวที่นั่งฟังอยู่ข้างๆ ก็พลอยตั้งใจจดจำไปด้วยอย่างกระตือรือร้น ในที่สุดก็ถึงคิวของย่าอวิ๋น ตามหลักแล้วอาการเอวเคล็ดไม่ใช่โรคร้ายแรงอะไร แต่เพราะเห็นแก่ความน่ารักน่าเอ็นดูของอวิ๋นเจียว หมอชราจึงลงมือทำการนวดจัดกระดูกและกดจุดให้ด้วยตัวเอง
เขายังคงสอนอวิ๋นเจียวไปพร้อมๆ กับการรักษา
"ตรงนี้เรียกว่า 'จุดเหว่ยจง' ส่วนนี่คือ 'จุดเยาถง' การนวดคลึงกระตุ้นสองจุดนี้พร้อมกับการให้คนไข้ค่อยๆ ขยับเอว จะช่วยบรรเทาอาการได้ ส่วนตรงนี้คือ 'จุดเซิ่นซู' ช่วยลดอาการปวดเมื่อยช่วงเอว... การทุยหนาหรือการนวดผลักดันเส้นลมปราณนั้น หลักๆ คือเน้นที่การนวดตามแนวเส้นลมปราณและจุดฝังเข็ม..."
หลังจากผ่านการนวดกดจุดไปชุดใหญ่ อาการของย่าอวิ๋นก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หมอชราใจดียังแถมการฝังเข็มเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อคอบ่าไหล่ และรักษาอาการปวดขาจากโรคข้ออักเสบและเกาต์ให้อีกด้วย
"พวกคุณอาศัยอยู่แถบชายทะเลใช่ไหม? ลมทะเลมีความชื้นสูง บวกกับการกินอาหารทะเลเป็นประจำ คนแถวนั้นส่วนใหญ่มักจะมีปัญหาเรื่องโรคเกาต์และปวดข้อกันทั้งนั้น"
อวิ๋นเจียวพยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วยทันที ปู่ย่าของเธอ รวมถึงพ่อและแม่ต่างก็มีปัญหานี้กันทุกคน โดยเฉพาะปู่กับย่าที่มีอาการหนักที่สุด เหล้ายาดองงูทะเลที่บ้านก็ทำขึ้นเพื่อบรรเทาอาการปวดเหล่านี้นี่แหละ
"คุณปู่สวีคะ คุณปู่ช่วยดูอาการให้คุณปู่ของหนูด้วยได้ไหมคะ?" ในขณะที่ขาย่าอวิ๋นปักเข็มคาไว้ อวิ๋นเจียวก็ใช้ดวงตาใสแจ๋วอ้อนวอนหมอชรา
ใช่แล้ว ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าหมอเทวดาท่านนี้ชื่อ สวีรุ่ยเหอ แพทย์แผนจีนชื่อดังของท้องถิ่นที่มีคนนับถือมากมาย
"ได้สิ วันนี้ปู่ถูกชะตากับหนูเป็นพิเศษ งั้นก็ไปเรียกปู่ของหนูมาเถอะ" อวิ๋นเจียวรีบกล่าวขอบคุณเสียงหวาน ก่อนจะวิ่งก้นบิดไปตามปู่อวิ๋นเข้ามา
ระหว่างที่หมอเฒ่าสวีกำลังฝังเข็มให้ปู่อวิ๋น อวิ๋นเจียวก็หันไปถามย่าอวิ๋นด้วยความเป็นห่วงว่ารู้สึกอย่างไร เจ็บไหม
ย่าอวิ๋นตอบหลานรักด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ตอนเริ่มปักเข็มบางจุดก็จี๊ดๆ นิดหน่อย แต่ตอนนี้ไม่เจ็บแล้ว รู้สึกอุ่นๆ ที่ขาแทน"
ความร้อนสายนี้ทำให้ขาทั้งสองข้างของนางรู้สึกสบายอย่างบอกไม่ถูก ช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ เพียงแค่เข็มเล่มเล็กๆ จิ้มลงไป กลับให้ผลลัพธ์ที่ดียิ่ง
อวิ๋นเจียวขยับตัวเข้าไปใกล้หมอเฒ่าสวีอีกครั้ง หมอชราเห็นเด็กน้อยช่างสังเกตจดจำตั้งใจดูมานาน จึงนึกอยากจะลองทดสอบเล่นๆ
"หนูดูมาตั้งนานแล้ว มา... ปู่สวีจะลองสอบหนูดูซิว่า จุดที่ปู่กำลังฝังเข็มอยู่นี้เรียกว่าจุดอะไร?"
อวิ๋นเจียวตอบสวนกลับไปโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด "จุดจู๋ซานหลี่ค่ะ"
หมอเฒ่าสวีชะงักไปเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ ไม่นึกว่าเด็กตัวแค่นี้จะตอบถูกจริงๆ เขาจึงชี้ไปยังอีกจุดหนึ่ง "แล้วตรงนี้ล่ะ?"
"จุดซานอินเจียว"
หมอเฒ่าสวีถึงกับตาโตด้วยความตกตะลึง นี่มันเรื่องจริงหรือนี่? หรือว่าเขาจะบังเอิญเจอเด็กอัจฉริยะเข้าให้แล้ว?
"แล้วตรงนี้ล่ะ"
"จุดไท่ชงค่ะ"
"ส่วนตรงนี้คือจุดอาซื่อ"
คราวนี้อวิ๋นเจียวไม่รอให้หมอเฒ่าสวีถามนำ เธอชี้และระบุชื่อจุดฝังเข็มถัดไปได้อย่างถูกต้องแม่นยำด้วยตัวเอง
สายตาของหมอเฒ่าสวีที่มองไปยังอวิ๋นเจียวเริ่มเปล่งประกายเจิดจ้าขึ้นเรื่อยๆ ส่วนบรรดาลูกศิษย์ที่ยืนดูอยู่ด้านหลังต่างก็อ้าปากค้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
พวกเขาจ้องมองเด็กหญิงตัวน้อยสูงแค่เข่าด้วยสายตาตื่นตะลึง
'เดี๋ยวนะ... แค่จำได้ก็ว่ายากแล้ว แต่นี่ยังชี้ตำแหน่งถูกเป๊ะๆ เลยเนี่ยนะ?! มันจะผิดปกติเกินไปแล้ว เด็กแค่นี้จะทำได้ยังไง!'
แม้แต่ปู่อวิ๋นเอง จากตอนแรกที่นั่งงงๆ ก็เริ่มเปลี่ยนเป็นความตื่นเต้นดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่
'หา? นี่อย่าบอกนะว่า... เจียวเจียวหลานรักของบ้านเราจะเป็นอัจฉริยะจริงๆ?'
[จบบท]