บทที่ 201: ฝากตัวเป็นศิษย์
ป่าโกงกางที่ไร้ผู้คนย่างกรายเข้ามาแห่งนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรล้ำค่าอย่างแท้จริง เพียงแค่เดินสำรวจไม่นาน พวกเขาก็เก็บปูทะเลตัวใหญ่ที่มีน้ำหนักมากกว่าหนึ่งจินได้ถึงสิบกว่าตัว
ในจำนวนนั้นมีราชาปูทะเลก้ามโตที่มีน้ำหนักมากกว่าห้าจินรวมอยู่ด้วยถึงสามตัว สร้างความตื่นเต้นให้กับทุกคนเป็นอย่างมาก
นอกจากปูแล้วพวกเขายังพบกุ้งหน้าตาประหลาดที่ไม่รู้จักชื่ออีกสิบหกตัว ส่วนปลาชนิดอื่นๆ ที่จับได้นั้นมีมากมายจนคร้านที่จะนับจำนวน
เมื่อเห็นว่าได้ของมามากพอสมควรแล้ว อวิ๋นหลินไห่จึงหันมาบอกกับทุกคนด้วยน้ำเสียงเร่งรีบ
“ไปกันเถอะ รีบกลับกันดีกว่า ของแค่นี้ก็พอแล้ว ขืนอยู่นานกว่านี้เดี๋ยวจะแย่เอา”
สาเหตุที่ต้องรีบกลับเป็นเพราะสภาพอากาศที่เริ่มแปรปรวน ท้องฟ้าที่เคยสดใสเริ่มมืดครึ้มลงอย่างรวดเร็ว ลมกรรโชกแรงส่งสัญญาณว่าพายุกำลังจะมา อากาศในช่วงฤดูหนาวมักจะเอาแน่เอานอนไม่ได้เช่นนี้เสมอ
อวิ๋นหลินไห่และน้องชายที่ใช้ชีวิตอยู่ริมทะเลมาทั้งชีวิตย่อมเรียนรู้วิธีการดูสภาพดินฟ้าอากาศได้เองโดยสัญชาตญาณ ประสบการณ์สอนให้พวกเขารู้ว่าเมื่อไหร่ควรจะถอย
ระหว่างทางที่ขนของกลับออกมา โชคยังเข้าข้างพวกเขาอีกชั้นเมื่อบังเอิญไปเจอปูมะพร้าวอีกสองตัว จึงจับมัดรวมกลับมาด้วย เมื่อทุกคนขึ้นมาบนเรือเรียบร้อยแล้ว อวิ๋นหลินไห่ก็ล้วงเอาไข่ต้มฟองหนึ่งยัดใส่มือลูกสาวตัวน้อย
“เจียวเจียว กินไข่ต้มรองท้องไปก่อนนะลูก”
อวิ๋นเจียวพยักหน้าอย่างว่าง่าย เธอรับไข่ต้มมาถือไว้แล้วไปนั่งจุ้มปุ๊กอยู่ตรงหัวเรือ ดวงตากลมโตจ้องมองผืนน้ำทะเลกว้างใหญ่ด้วยความรู้สึกโหยหา หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความปรารถนาอยากจะกระโจนลงไปแหวกว่ายในสายน้ำเย็นฉ่ำ
แต่ทว่าความฝันนั้นก็ต้องถูกพับเก็บไป เพราะตอนนี้ทั้งพ่อและอาเล็กต่างก็จับจ้องเธอตาไม่กะพริบ
“ห้ามลงไปในน้ำเด็ดขาดเลยนะ วันนี้อากาศไม่ดี ขืนลงทะเลไปตอนนี้เดี๋ยวจะป่วยเอาได้”
เมื่อได้ยินคำสั่งห้าม อวิ๋นเจียวก็ทำแก้มป่องพองลมด้วยความขัดใจเล็กน้อย ก่อนจะตอบรับเสียงอ่อย
“รู้แล้วค่า”
เด็กหญิงค่อยๆ บิไข่ต้มใส่ปากเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างจำยอม ท้องฟ้าเบื้องบนเริ่มมืดดำลงเรื่อยๆ พร้อมกับลมพายุที่พัดกระหน่ำรุนแรงขึ้น
อวิ๋นหลินไห่และอวิ๋นหลินเหอต้องเร่งจังหวะในการแจวเรือให้เร็วขึ้นกว่าเดิม ผืนทะเลที่เคยสงบนิ่งเริ่มมีคลื่นลูกใหญ่ซัดสาด เรือไม้ลำน้อยของพวกเขาเมื่อเทียบกับความกว้างใหญ่ไพศาลของมหาสมุทรแล้ว ก็เปรียบเสมือนใบไม้ใบเล็กที่ลอยเคว้งคว้างอยู่กลางน้ำ
เรือโคลงเคลงไปมาอย่างน่าหวาดเสียวตามแรงคลื่น อวิ๋นหลินไห่เห็นท่าไม่ดีจึงรีบตะโกนเรียกให้อวิ๋นเจียวที่นั่งอยู่หัวเรือขยับเข้ามานั่งด้านในเพื่อความปลอดภัย
โชคดีที่พวกเขาตัดสินใจกลับออกมาทันเวลา ก่อนที่พายุใหญ่จะโหมกระหน่ำลงมาเต็มที่ เรือไม้ลำน้อยจึงแล่นเข้าเทียบท่าได้อย่างปลอดภัย
ในช่วงฤดูนี้ บริเวณท่าเรือยังคงมีชาวประมงคนอื่นๆ ที่ออกเรือไปหาปลาเช่นกัน ดูเหมือนว่าวันนี้จะไม่ได้มีแค่บ้านตระกูลอวิ๋นที่ออกทะเล แต่สถานการณ์ที่เร่งรีบทำให้ไม่มีใครมีเวลามาหยุดทักทายปราศรัยกัน ต่างคนต่างรีบกุลีกุจอขนของขึ้นฝั่งและจัดการธุระของตนเอง
“เจ้ารอง ฟ้าฝนดูท่าไม่ดีเลย นายรีบเอาเรือไปจอดหลบในอ่าวให้เรียบร้อย เดี๋ยวฉันจะพาเจียวเจียวกลับบ้านไปก่อน”
ถึงแม้ว่าวันนี้อวิ๋นเจียวจะไม่ได้ลงไปเล่นน้ำทะเล แต่การเดินลุยในป่าโกงกางก็ทำให้เนื้อตัวเปียกชื้นและเปรอะเปื้อนโคลนตมไปหมด อวิ๋นหลินไห่เกรงว่าลูกสาวจะจับไข้หัวลม จึงรีบคว้าถังใส่อาหารทะเลขึ้นมาถือไว้มือหนึ่ง ส่วนอีกมือก็ช้อนตัวอุ้มอวิ๋นเจียวขึ้นแนบอก แล้วรีบจ้ำอ้าวเดินฝ่าลมแรงกลับบ้านทันที
เมื่อมาถึงหน้าบ้าน ก็เห็นย่าอวิ๋นและคนอื่นๆ มายืนรออยู่ที่ประตูด้วยความเป็นห่วง พอเห็นว่าทุกคนกลับมาถึงอย่างปลอดภัย คนเป็นย่าก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“ตายจริง กางเกงเปียกหมดแล้ว รีบพาหลานไปอาบน้ำอุ่นเปลี่ยนเสื้อผ้าเร็วเข้า”
เสิ่นอวิ๋นเหลียนรีบเข้ามารับตัวลูกสาวจากสามี แล้วพาตรงดิ่งไปที่ห้องอาบน้ำทันที ภายในถังไม้ใบใหญ่ที่ใส่น้ำอุ่นไว้จนเกือบเต็ม อวิ๋นเจียวตัวน้อยถูกจับถอดเสื้อผ้าจนล่อนจ้อนลงไปนั่งแช่ในน้ำอุ่นสบาย เสิ่นอวิ๋นเหลียนใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดหน้าเช็ดตาให้ลูกสาวอย่างเบามือ
สภาพของอวิ๋นเจียวในวันนี้ดูมอมแมมราวกับลูกสุนัขที่เพิ่งไปกลิ้งเกลือกในบ่อโคลนมา เสื้อผ้า เส้นผม หรือแม้แต่ใบหน้าจิ้มลิ้มต่างก็เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโคลนสีดำ แต่ถึงกระนั้นเด็กหญิงก็ยังยิ้มร่าจนเห็นฟันซี่เล็กๆ สีขาวเรียงตัวสวยงาม ตัดกับใบหน้าที่มอมแมมอย่างน่าเอ็นดู
“แม่จ๋า วันนี้พวกเราเจอปูตัวใหญ่เบ้อเริ่มเทิมเลยนะ แล้วหนูก็เจอกุ้งหน้าตาประหลาดด้วย...”
อวิ๋นเจียวนั่งเล่นเป็ดไม้และลูกไก่ไม้แกะสลักลอยน้ำไปมา ปากก็เจื้อยแจ้วเล่าเรื่องราวการผจญภัยในป่าโกงกางให้แม่ฟังไม่หยุดปาก แต่ถึงจะพูดเก่งแค่ไหน ร่างกายของเธอก็ยอมให้ความร่วมมือกับแม่อย่างดีเยี่ยม บอกให้เงยหน้าก็เงย บอกให้หลับตาก็หลับตาอย่างว่าง่าย
หลังจากขัดสีฉวีวรรณจนคราบโคลนหลุดออกไปหมดแล้ว จากลูกสุนัขมอมแมมก็กลายร่างกลับมาเป็นก้อนแป้งขาวผ่องนุ่มนิ่มน่ากัด แถมยังตัวหอมฟุ้งไปทั้งตัว เสิ่นอวิ๋นเหลียนใช้ผ้าขนหนูผืนใหญ่อุ้มห่อตัวลูกสาวเอาไว้
“เก่งจังเลยนะเรา ไว้คราวหน้าพาแม่ไปช่วยหาด้วยสิ”
อวิ๋นเจียวพยักหน้าหงึกหงัก “ได้เลย”
เสิ่นอวิ๋นเหลียนเริ่มลงมือเช็ดผมให้ลูกสาว เส้นผมของเด็กเล็กนั้นมักจะอ่อนนุ่ม อวิ๋นเจียวเองก็เช่นกัน ผมของเธอดกดำหนานุ่ม ปลายผมหยิกงอเล็กน้อยตามธรรมชาติ หลังจากเช็ดจนหมาด เส้นผมที่ยุ่งเหยิงเล็กน้อยกลับดูนุ่มสลวย ขับให้ใบหน้าจิ้มลิ้มดูอ่อนหวานน่ารักยิ่งขึ้น ราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบราคาแพง
น่ารักจริงๆ
เสิ่นอวิ๋นเหลียนมองดูผิวขาวเนียนละเอียดและแก้มป่องๆ ที่มีลักยิ้มบุ๋มลงไปของลูกสาวด้วยความภาคภูมิใจ นี่คือลูกสาวตัวอ้วนกลมที่บ้านตระกูลอวิ๋นฟูมฟักเลี้ยงดูมาอย่างดี ช่างดูเหมือนกุมารทองตัวน้อยจริงๆ เธออดใจไม่ไหวต้องก้มลงไปหอมแก้มยุ้ยๆ นั้นฟอดใหญ่
ชื่นใจจริง!
อวิ๋นเจียวที่ถูกแม่หอมแก้มก็นั่งนิ่งตาแป๋ว มองแม่ด้วยดวงตากลมโตใสแจ๋ว เสิ่นอวิ๋นเหลียนยิ้มกว้างอย่างมีความสุข ก่อนจะหยิบเสื้อนวมตัวใหม่สีแดงสดลายดอกไม้เล็กๆ มาสวมให้ลูกสาว
พอยิ่งแต่งตัวเสร็จ ก็ยิ่งดูน่ารักน่าชังเข้าไปใหญ่ ดูราวกับตุ๊กตานำโชคเดินได้ไม่มีผิด เมื่ออวิ๋นเจียวในชุดแดงเดินออกมาจากห้อง ก็ถูกสมาชิกในบ้านรุมกอดรุมหอมกันยกใหญ่ และปิดท้ายด้วยการถูกย่าอวิ๋นจับกรอกน้ำขิงร้อนๆ หนึ่งชามเพื่อป้องกันหวัด
รสชาติเผ็ดร้อนของน้ำขิงทำเอาใบหน้าเล็กๆ ของอวิ๋นเจียวย่นยู่เข้าหากันจนดูตลก แต่พอดื่มหมดชาม ก็มีลูกอมหวานๆ ยัดใส่ปากเป็นการปลอบใจทันที
ของทะเลที่ได้มาจากป่าโกงกางในวันนี้ พวกเขาคัดเอาปลาและปลาไหลกระดูกบางส่วนไปขาย ส่วนที่เหลือเก็บไว้กินเอง โดยเฉพาะปลาไหลกระดูกที่เหมาะสำหรับนำมาต้มโจ๊กบำรุงร่างกาย ส่วนปูทะเลตัวใหญ่และเจ้ากุ้งประหลาดนั้นยังไม่ได้ขาย อวิ๋นหลินไห่ลองจับเจ้ากุ้งประหลาดไปให้อาวั่งดู แต่อีกฝ่ายก็ส่ายหน้าบอกไม่รู้จัก
“เจ้าตัวนี้มันจะกินได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ จะลองต้มกินดูไหมล่ะ”
“จะกินได้เหรอ”
“ดูจากหน้าตามันแล้วก็น่าจะกินได้อยู่นะ”
แต่สุดท้ายพวกเขาก็ยังไม่กล้าเสี่ยงกินสุ่มสี่สุ่มห้า จึงตกลงกันว่าจะลองเอาไปถามพ่อครัวที่ภัตตาคารต้าอวิ้นดูในวันพรุ่งนี้ ปูตัวใหญ่ถูกขังเลี้ยงไว้ก่อน ส่วนเย็นนี้ที่บ้านตระกูลอวิ๋นจึงได้ลิ้มรสปูทะเลขนาดกลางที่นึ่งจนสุกหอม
เนื้อปูสดหวานฉ่ำเสียแต่ว่าเปลือกแข็งไปหน่อย ทว่าสำหรับอวิ๋นเจียวแล้วเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหา นิ้วมือป้อมๆ ของเธอออกแรงกดเพียงเบาๆ เปลือกก้ามปูที่ว่าแข็งก็แตกละเอียดเผยให้เห็นเนื้อก้ามปูเป็นก้อนขาวอวบ เด็กหญิงหยิบใส่ปากเคี้ยวตุ้ยๆ รสสัมผัสเหนียวนุ่มหวานฉ่ำ อร่อยจนต้องยิ้มแก้มปริ
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น อวิ๋นเจียวถูกจับแต่งตัวด้วยชุดนวมสีแดงตัวสวยอีกครั้ง วันนี้ผมแกละสองข้างถูกมัดรวบอย่างประณีต
อวิ๋นหลินไห่และผู้เฒ่าอวิ๋นเองก็สวมเสื้อผ้าชุดใหม่ที่ดูสุภาพเรียบร้อย ทั้งสามคนเตรียมของขวัญที่จัดเตรียมไว้อย่างดีมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวอำเภอ ส่วนคนอื่นๆ ในครอบครัวต่างรอฟังข่าวดีอยู่ที่บ้าน
ทางด้านท่านผู้เฒ่าสวีเองก็เตรียมตัวรออยู่แล้ว วันนี้เขาแบ่งคนไข้ส่วนใหญ่ให้ลูกศิษย์ทั้งสองคนช่วยตรวจรักษา ส่วนตัวเองสวมชุดคอจีนสีดำนั่งรออย่างใจจดใจจ่ออยู่ภายในห้องโถงของโรงหมอ ไม่นานนักเด็กฝึกงานคนหนึ่งก็วิ่งเข้ามารายงาน
“อาจารย์ครับ พวกเขามากันแล้วครับ”
ท่านผู้เฒ่าสวีพยักหน้ารับด้วยท่าทีสงบนิ่ง “ไปยกน้ำชาเข้ามาได้เลย”
สิ้นเสียงคำสั่ง อวิ๋นเจียวก็เดินนำผู้ปกครองทั้งสองเข้ามาในโรงหมอ เด็กหญิงตัวน้อยในชุดสีแดงสดใสเรียกสายตาเอ็นดูจากผู้คนที่พบเห็นได้เป็นอย่างดี ท่านผู้เฒ่าสวีเมื่อเห็นว่าที่ลูกศิษย์ตัวน้อยเดินเข้ามา นัยน์ตาก็ฉายแววพึงพอใจ
วันนี้แต่งตัวได้น่ารักสมวัย แถมหน้าตาก็หมดจดงดงามยิ่งนัก เขาจึงกวักมือเรียกเด็กหญิง
“อวิ๋นเจียว มาหาปู่ทางนี้มา”
อวิ๋นเจียวสับขาป้อมๆ วิ่งเข้าไปหาอย่างว่าง่าย “คุณปู่สวี”
“เด็กดี มาเถอะ ยกน้ำชาถ้วยนี้ให้ปู่ดื่ม ก็ถือว่าพิธีการกราบไหว้ฝากตัวเป็นศิษย์เสร็จสมบูรณ์ ต่อไปนี้ต้องเรียกปู่ว่าอาจารย์นะ”
อวิ๋นเจียวพยักหน้าทำตามอย่างรู้ความ เธอรับถ้วยชาจากเด็กฝึกงานที่ส่งมาให้ แล้วคุกเข่าลงบนเบาะรองนั่งเบื้องหน้าท่านผู้เฒ่าสวี สองมือประคองถ้วยชายื่นส่งให้อย่างนอบน้อม
ท่านผู้เฒ่าสวีรับถ้วยชามาดื่มรวดเดียว พิธีการเรียบง่ายแต่ศักดิ์สิทธิ์เป็นอันเสร็จสิ้น เขาประคองเด็กหญิงให้ลุกขึ้นยืน จากนั้นจึงหยิบสร้อยคอเส้นหนึ่งออกมามอบให้
สร้อยเชือกถักสีดำเรียบง่ายร้อยจี้วงแหวนวงหนึ่งเอาไว้ ตัวแหวนมีสีดำสนิทดูเคร่งขรึมและเก่าแก่ แต่นี่คือแหวนที่เจียระไนมาจากหยกดำเนื้อดีที่สุด ด้านในของวงแหวนสลักตัวอักษรเล็กๆ ว่า 'เทียนอี • อวิ๋นเจียว'
เหตุผลที่ท่านผู้เฒ่าสวีให้พวกเขาเว้นระยะเวลามาไหว้ครูในอีกวันหนึ่ง ก็เพื่อจะนำแหวนวงนี้ไปสลักชื่อให้เรียบร้อยนั่นเอง
“เก็บรักษามันไว้ให้ดีนะ วิชาแพทย์แผนจีนสายของพวกเรามีประวัติความเป็นมายาวนาน บรรพบุรุษของเราคือนิกายเทียนอี แหวนวงนี้คือของยืนยันตัวตนของศิษย์ในสำนัก ศิษย์สายตรงทุกคนจะได้รับแหวนนี้ในวันที่กราบอาจารย์ ก่อนหน้าเจ้ายังมีศิษย์พี่อีกสี่คน”
พูดจบเขาก็หันไปกวักมือเรียกศิษย์อีกสองคนที่ยืนรออยู่ให้เข้ามาใกล้
“นี่คือศิษย์พี่รองของเจ้า ชื่อฉินซิน ส่วนนี่คือศิษย์พี่สี่ ชื่อซ่งเฉิงโย่ว ส่วนศิษย์พี่ใหญ่กับศิษย์พี่สามตอนนี้ออกไปทำธุระข้างนอกยังไม่กลับ ไว้พวกเขากลับมาเมื่อไหร่ อาจารย์จะพาเจ้าไปแนะนำให้รู้จัก”
อวิ๋นเจียวเงยหน้ามองชายหญิงแปลกหน้าสองคนที่เดินเข้ามา
ฉินซินเป็นหญิงสาววัยประมาณสามสิบต้นๆ สวมชุดฝึกวิชาสีขาวสะอาดสะอ้าน หน้าตาสะสวยดูอ่อนโยนและใจดี ส่วนซ่งเฉิงโย่วเป็นชายหนุ่มอายุราวยี่สิบปี ท่าทางดูร่าเริงกระตือรือร้นสมกับเป็นคนหนุ่ม
[จบบท]