บทที่ 223: ช่างกล้าพูดออกมาได้
บรรยากาศภายในภัตตาคารต้าอวิ้นเต็มไปด้วยความคึกคัก หลังจากที่เจรจากันอยู่พักใหญ่ ในที่สุดทางภัตตาคารก็ตกลงรับหน้าที่จัดการแล่เนื้อปลาทูน่าครีบน้ำเงินให้ ส่วนปลาทูน่าระเบิดนั้นทางร้านขอรับซื้อไว้ทั้งหมด
นอกจากจัดการเรื่องปลาแล้ว พ่อซุนยังสั่งอาหารเมนูพิเศษมาเต็มโต๊ะ ไม่ว่าจะเป็นกุ้งมังกรออสเตรเลีย หรือปูยักษ์คิงแครบ ซึ่งล้วนแต่เป็นของทะเลหายากที่ไม่มีในน่านน้ำแถวนี้
อวิ๋นเจียวนั่งอยู่บนเก้าอี้ ดวงตากลมโตเป็นประกายวาววับทันทีที่เห็นปูยักษ์ขายาววางเด่นอยู่กลางโต๊ะ
“ปูตัวใหญ่ขนาดนี้จับมาจากที่ไหนคะเนี่ย”
ทำไมแถวหมู่บ้านเราถึงไม่มีปูตัวใหญ่แบบนี้บ้างนะ
อวิ๋นหลินไห่และคนอื่นๆ ในครอบครัวต่างก็ตื่นตาตื่นใจไม่แพ้กัน นี่ถือเป็นการเปิดหูเปิดตาครั้งใหญ่ แต่พอได้รู้าราคาอาหารแต่ละจาน ทุกคนก็แทบจะลมจับ ทำไมแถวบ้านเราถึงไม่มีปูยักษ์แบบนี้บ้างนะ ถ้าจับไปขายได้สักตัวคงรวยเละแน่ๆ
“ปูชนิดนี้เรียกว่าปูยักษ์จ้ะ เป็นปูที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เรารู้จักในตอนนี้ มันอาศัยอยู่ในทะเลลึกแถบขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ที่มีอากาศหนาวเย็นจัด น่านน้ำแถวบ้านเราน้ำอุ่นเกินไป มันอยู่ไม่ได้หรอก”
อวิ๋นเจียวได้ยินดังนั้นก็ตั้งปณิธานในใจทันที
“โตขึ้นหนูจะไปจับปูยักษ์พวกนี้มาให้ได้เลยคอยดู!”
พ่อซุนหัวเราะอย่างเอ็นดูพลางลูบหัวลูกสาวบุญธรรม
“ตอนนี้เรือของประเทศเรายังแล่นไปไม่ถึงแถวนั้นหรอกลูก ปูพวกนี้เลยต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ราคาถึงได้แพงหูฉี่แบบนี้ไงล่ะ”
ปูตัวหนึ่งราคาปาเข้าไปเป็นพันหยวน แถมไม่ใช่ว่ามีเงินแล้วจะซื้อกินได้ง่ายๆ ต้องมีเส้นสายพอสมควรถึงจะหามาลิ้มลองได้
อวิ๋นเจียวแอบคิดในใจเงียบๆ ว่า 'รอให้หนูโตก่อนเถอะ ไม่ต้องง้อเรือหรอก แค่ให้พี่วาฬเพชฌฆาตพาไปแป๊บเดียวก็ถึงแล้ว'
เมื่ออาหารถูกแกะออกมา เนื้อปูขาวอวบที่ซ่อนอยู่ภายในก้ามใหญ่นั้นทั้งแน่นและมีรสหวานฉ่ำตามธรรมชาติ แค่กัดเข้าไปคำแรกความฟินก็ทะลักล้นไปทั้งปาก อวิ๋นเจียวตกหลุมรักเจ้าปูยักษ์นี่เข้าเต็มเปา ทั้งตัวใหญ่แถมยังอร่อยสุดยอด
หลังจากนั้นเนื้อปลาทูน่าที่ผ่านการแล่มาอย่างดีก็ถูกยกมาเสิร์ฟ แม้ว่าตอนจับมาจะไม่ได้รีดเลือดออกทันทีทำให้รสชาติอาจดรอปลงไปบ้าง แต่หลังจากผ่านการปรุงจากเชฟมืออาชีพ กลิ่นคาวก็แทบไม่เหลือ
อวิ๋นหลินไห่และทุกคนต่างพยักหน้าชมเปาะว่าอร่อยมาก ขนาดสภาพปลาไม่สมบูรณ์ยังอร่อยขนาดนี้ ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าเป็นปลาทูน่าครีบน้ำเงินสดๆ ที่จัดการถูกวิธี เนื้อจะหวานล้ำเลิศขนาดไหน
แน่นอนว่าปลาตัวมหึมาขนาดนั้น กินมื้อเดียวไม่มีทางหมด เนื้อปลาส่วนที่เหลืออวิ๋นหลินไห่จึงแบ่งให้ทุกคนห่อกลับบ้าน ส่วนที่เหลือของครอบครัวอวิ๋นเองก็ยังมีอีกตั้งเจ็ดสิบแปดสิบจิน
“เอากลับไปทำปลาบรมควัน เก็บไว้กินได้นานๆ เลย”
ของดีแบบนี้คงต้องถนอมอาหารด้วยการรมควันเท่านั้นถึงจะเก็บรักษาไว้ได้นานที่สุด
ขากลับพวกเขานั่งรถเก๋งกลับหมู่บ้านเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือมีเค้กวันเกิดกล่องสวยวางอยู่ด้วย หวังอวิ๋นเป็นคนสั่งทำพิเศษมาให้ เค้กก้อนเล็กกะทัดรัดแต่ตกแต่งอย่างปราณีต หน้าเค้กบีบครีมเป็นรูปดอกไม้สวยงามจนแทบไม่กล้ากิน
“สุขสันต์วันเกิดนะจ๊ะเจียวเจียว ขอให้หนูมีความสุขในทุกๆ วันเลยนะลูก”
อวิ๋นเจียวยิ้มแก้มปริ วันนี้เป็นวันที่เธอมีความสุขที่สุดเลย นอกจากจะได้นั่งเรือยอชต์ออกทะเลไปเที่ยวเล่นแล้ว ยังได้ของขวัญกับอั่งเปาจนกระเป๋าตุง แถมยังมีเค้กวันเกิดหวานๆ ให้กินอีก
เมื่อกลับมาถึงหมู่บ้าน พ่อซุนก็ตรงดิ่งไปดูปลาจินเสี้ยนหมิ่นทันที
ตอนนี้กระเพาะปลาถูกผ่าแยกออกมาเรียบร้อยแล้ว
“เถ้าแก่ซุน กระเพาะปลานี้หนักสามจินกว่าๆ ส่วนเนื้อปลาที่เหลือชั่งได้ร้อยห้าจินครับ”
นี่คือน้ำหนักเนื้อปลาล้วนๆ ที่ตัดเอาเครื่องในและกระเพาะออกไปแล้ว
พ่อซุนสั่งให้ลูกน้องเก็บรักษากระเพาะปลาอันล้ำค่านั้นไว้อย่างดีที่สุด ก่อนจะหันมาคุยกับลูกสาวบุญธรรม
“เจียวเจียว กระเพาะปลานี้หนักสามจินกว่า รวมกับตัวปลาด้วย พ่อให้ราคาหนูสี่หมื่นหยวน ตกลงไหมลูก”
ท่านผู้เฒ่าสวีหันไปสบตากับอาจารย์มู่ที่ยืนอยู่ข้างๆ เมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้าเบาๆ ก็รู้ทันทีว่าพ่อซุนให้ราคาที่ยุติธรรมมาก เผลอๆ จะให้สูงกว่าราคาตลาดด้วยซ้ำ
กระเพาะปลาจินเสี้ยนหมิ่นนั้นมีราคาสูงลิ่วก็จริง แต่พอนำไปตากแห้งแล้วน้ำหนักจะหายไปเยอะ จากสามจินอาจเหลือแค่จินกว่าๆ อีกทั้งกรรมวิธีในการตากแห้งและเก็บรักษาก็ต้องใช้เทคนิคและความอดทนสูงมาก ยิ่งเก็บไว้นานราคายิ่งพุ่งสูงขึ้น
ดังนั้นราคาสี่หมื่นหยวนที่พ่อซุนเสนอมา ถือว่าเป็นตัวเลขที่สมเหตุสมผลที่สุดแล้ว
อวิ๋นเจียวแม้จะไม่รู้ราคาตลาดที่แน่นอน แต่สัญชาตญาณบอกว่าพ่อบุญธรรมไม่มีทางเอาเปรียบเธอแน่นอน เด็กหญิงจึงพยักหน้าตกลงทันทีโดยไม่ลังเล
ในขณะที่คนบ้านอวิ๋นที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ ต่างพากันยืนตัวแข็งทื่อไปแล้ว
สี่หมื่น... สี่หมื่น... สี่หมื่น...
เสียงตัวเลขนี้ดังก้องวนเวียนอยู่ในหัวของพวกเขาไม่หยุดหย่อน
แต่ครั้งนี้ทุกคนตั้งสติได้เร็วกว่าเดิมมาก เพราะก่อนหน้านี้เคยเจอกับยอดเงินหลักล้านจากอำพันทะเลมาแล้ว พอมาเจอหลักหมื่นเลยพอจะรับมือไหว
แน่นอนว่าพ่อซุนไม่ได้พกเงินสดติดตัวมาเยอะขนาดนั้น เขาจึงนัดแนะว่าพรุ่งนี้จะพาอวิ๋นเจียวไปธนาคารเพื่อโอนเงินเข้าบัญชี ส่วนเนื้อปลาจินเสี้ยนหมิ่น พ่อซุนขอแบ่งไปแค่ครึ่งเดียว ที่เหลือยกให้ครอบครัวอวิ๋นไว้กิน
เมื่อตกลงกันเสร็จสรรพ พ่อซุนและครอบครัวก็ขนของขึ้นรถเดินทางกลับ ทิ้งความตื่นเต้นไว้เบื้องหลัง
เนื้อปลาจินเสี้ยนหมิ่นส่วนที่เหลือ ถูกแบ่งไปให้ท่านผู้เฒ่าสวี อาจารย์มู่ และปู่อวิ๋นซุ่ย บ้านละเล็กละน้อยเพื่อเป็นการแบ่งปันน้ำใจ
แม้ฟ้าจะมืดแล้ว แต่ความคึกคักในลานบ้านตระกูลอวิ๋นกลับยังไม่จางหาย พวกเขาช่วยกันก่อกองไฟจากกิ่งสนและไม้ไซเปรสเพื่อรมควันเนื้อปลาที่แขวนเรียงรายอยู่บนราวไม้
กลิ่นหอมของปลาและควันไฟดึงดูดให้ชาวบ้านที่ว่างงานพากันเดินมามุงดูที่หน้าบ้านตระกูลอวิ๋น คำถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นถูกยิงเข้ามาไม่ขาดสาย
“นั่นพ่อแม่บุญธรรมของหนูเจียวเหรอ พวกเขาทำงานอะไร ทำไมดูรวยจัง ไปรู้จักกันได้ยังไงล่ะเนี่ย”
“ได้ยินว่าวันนี้ได้ทั้งปลาจี้สีทอง ทั้งปลาทูน่า พวกแกหาเงินได้เท่าไหร่กันแน่วะ”
“เห็นว่าไปกินข้าวที่ภัตตาคารต้าอวิ้นมาด้วยนี่ มื้อนั้นหมดไปกี่ตังค์ล่ะนั่น”
ชาวบ้านส่วนใหญ่ถามซอกแซกแบบไม่เกรงใจ บางคนทำท่าเหมือนอยากจะขุดคุ้ยประวัติบรรพบุรุษของพ่อซุนออกมาให้ได้ ก็แหงล่ะสิ คนที่รวยขนาดซื้อเรือยอชต์ได้ ไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน
ย่าอวิ๋นและสะใภ้ในบ้านต่างมองหน้ากัน แล้วช่วยกันตอบเลี่ยงๆ ไปอย่างคล่องแคล่ว
“โอ๊ย พวกเขาทำงานอะไรเราก็ไม่รู้ละเอียดหรอก รู้แค่ว่าทำธุรกิจขายของ ส่วนเรื่องรู้จักกันก็เพราะวาสนาแท้ๆ เจียวเจียวเคยไปช่วยคนแก่ไว้ บังเอิญว่าเป็นแม่ของแม่บุญธรรมเจียวเจียวพอดี”
“เรื่องราวมันยาวน่ะ แม่บุญธรรมของเจียวเจียวเคยโดนแก๊งลักเด็กจับไปตั้งแต่เด็กๆ ลำบากมาสารพัด พอเจียวเจียวช่วยให้แม่ลูกเขาได้เจอกัน เขาก็เลยซาบซึ้งน้ำใจมาขอรับเป็นลูกบุญธรรมนี่แหละ”
“ส่วนเรื่องเงินทอง ปลาจี้สีทองนั่นก็ไม่ใช่ของบ้านเราทั้งหมดหรอก ต้องแบ่งให้ทางบ้านพ่อบุญธรรมเขาด้วย ส่วนปลาทูน่านั่นก็ไม่ได้ขาย เอาเนื้อกลับมากินกันนี่ไง ที่ไปกินภัตตาคารเขาก็เอาปลาที่เราจับได้นี่แหละไปทำให้กิน”
“อย่าไปคิดว่าได้เงินเยอะแยะเลย ปลามันตายตอนลากขึ้นมา เลือดคั่งในเนื้อ ราคาเลยตก ไม่ได้แพงอย่างที่พวกแกคิดหรอก”
ย่าอวิ๋นพยายามพูดถ่อมตัวตัดบท เพื่อไม่ให้คนหมั่นไส้ แต่ดูเหมือนจะมีบางคนไม่ยอมจบง่ายๆ
ป้าสะใภ้หม่ารีบจูงลูกชายแทรกตัวเข้ามาทันที “แหม พวกเธอนี่โชคดีจริงๆ เลยนะ ในเมื่อบ้านพ่อแม่บุญธรรมของนังหนูเจียวรวยขนาดนั้น ทำธุรกิจใหญ่โต ก็ต้องจ้างคนงานเยอะแยะใช่ไหมล่ะ”
เธอยิ้มประจบพลางผลักลูกชายไปข้างหน้า “หลินไห่... เราก็คนกันเอง ญาติพี่น้องกันทั้งนั้น นายช่วยฝากฝังเจ้าซานจื่อหลานชายนายไปทำงานกับพ่อบุญธรรมของนังหนูเจียวหน่อยสิ รวยขนาดซื้อเรือลำเบ้อเริ่มได้ จ้างหลานสักคนเดือนละไม่กี่ร้อยหยวน ขนหน้าแข้งไม่ร่วงหรอกมั้ง”
สิ้นเสียงป้าสะใภ้หม่า สีหน้าของคนบ้านตระกูลอวิ๋นก็บึ้งตึงลงทันที
ช่างกล้าพูดออกมาได้ไม่อายปาก!
ญาติบ้าบออะไรกัน ปกติไม่เคยเห็นหัว ตอนบ้านจนก็เห็นแต่นางนี่แหละที่ชอบพูดจาดูถูกเหยียบย่ำ พอเห็นเขามีช่องทางหน่อยก็รีบวิ่งแจ้นมาเกาะแกะ
สะใภ้บ้านอวิ๋นสามัคคีกันขึ้นมาทันที
ย่าอวิ๋นเชิดหน้าขึ้นถามเสียงเรียบ “พูดซะดิบดีเลยนะยัยหม่า ว่าแต่ลูกชายเธอนี่จบมหาวิทยาลัยไหนมาเหรอ ฉันจำไม่ได้ว่าซานจื่อสอบติดมหาวิทยาลัยกับเขาด้วย?”
ป้าสะใภ้หม่าหน้าเจื่อนลงทันที ก่อนจะแก้ตัวเสียงแข็ง “ถ้าลูกฉันมันสอบติดมหาวิทยาลัย ฉันจะมาบากหน้าขอให้พวกคุณช่วยทำไมเล่า!”
หวังเหมยได้ทีรีบสวนกลับด้วยวาจาเชือดเฉือน “อ้าว นึกว่ามาออกคำสั่งซะอีก ฟังน้ำเสียงแล้วนึกว่าแม่เจ้าประคุณเป็นนายจ้างมาเอง รู้ทั้งรู้ว่าลูกตัวเองไม่มีความสามารถอะไร ยังกล้าจะมาขอเงินเดือนหลายร้อยหยวน”
เธอแค่นหัวเราะ “ขนาดสามีฉันเป็นคนในครอบครัวแท้ๆ ยังไม่กล้าแบกหน้าไปขอรบกวนพ่อบุญธรรมของเจียวเจียวแบบนั้นเลย นี่แค่คนรู้จักห่างๆ กลับกล้าขอเงินเดือนเป็นร้อย งานค่าแรงไม่กี่หยวนเขายังไม่จ้างคนแบบนี้หรอกย่ะ!”
[จบบท]