บทที่ 228: เพื่อนร่วมทางที่ไม่น่าอภิรมย์
ท่ามกลางคลื่นมหาชนที่เบียดเสียดกันจนแทบไม่มีที่ยืนในสถานีรถไฟ อวิ๋นหลินไห่และอวิ๋นหลินเหออาศัยรูปร่างสูงใหญ่และพละกำลังที่มี ทำหน้าที่เป็นทัพหน้าคอยแหวกทางให้กับสมาชิกในครอบครัวที่เดินตามหลังมา สองพี่น้องช่วยกันกันผู้คนออกไปด้านข้าง เพื่อให้คนแก่อย่างท่านผู้เฒ่ามู่และเด็กๆ เดินได้สะดวกขึ้น แม้จะทุลักทุเลแต่ในที่สุดพวกเขาก็สามารถเบียดตัวขึ้นมาบนรถไฟได้สำเร็จ
ทว่าการขึ้นมาบนรถไฟได้นั้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความวุ่นวาย เพราะภายในตู้โดยสารเองก็แออัดไปด้วยผู้คนไม่ต่างจากด้านล่าง กลิ่นเหงื่อไคลผสมปนเปไปกับกลิ่นอาหารและกลิ่นอับต่างๆ ในพื้นที่ปิดทึบ ตลบอบอวลจนชวนให้รู้สึกเวียนหัว อวิ๋นเจียวรีบหันหน้าหนีจากสภาพแวดล้อมที่ชวนอึดอัด ซุกใบหน้าลงกับอกเสื้อของอวิ๋นเฉินเป่ยทันที
"พี่ชาย เหม็นจังเลยค่ะ" เด็กหญิงบ่นเสียงอู้อี้
อวิ๋นเฉินเป่ยยกมือขึ้นลูบศีรษะน้องสาวเบาๆ อย่างปลอบโยน "อดทนหน่อยนะ อีกเดี๋ยวเราก็ไปถึงที่พักแล้ว"
ชายหนุ่มนึกโล่งใจที่ครอบครัวตัดสินใจกัดฟันซื้อตั๋วตู้นอนมา อย่างน้อยสภาพแวดล้อมในตู้นอนก็น่าจะดีกว่าตู้โดยสารแบบนั่งรวมที่แออัดยัดเยียดแบบนี้แน่นอน
"ขอทางหน่อยครับ ขอทางหน่อย"
หลังจากใช้ความพยายามอย่างหนักในการแทรกตัวผ่านฝูงชน ในที่สุดคณะเดินทางของตระกูลอวิ๋นก็พาตัวเองและสัมภาระเข้ามาถึงตู้โดยสารแบบนอนได้สำเร็จ บรรยากาศในนี้เงียบสงบกว่าตู้ด้านนอกอย่างเห็นได้ชัด ผู้คนไม่พลุกพล่านเท่า และอากาศก็ถ่ายเทได้ดีกว่า
ท่านผู้เฒ่ามู่เดินนำทุกคนไปยังล็อคที่นั่งตามหมายเลขตั๋ว แม้เตียงนอนบนรถไฟจะมีความกว้างเพียงแค่พอดีตัว แต่ผ้าปูที่นอนและสภาพโดยรวมก็ดูสะอาดสะอ้าน เตียงถูกจัดวางเป็นชั้นบนและชั้นล่าง เด็กหนุ่มอย่างอวิ๋นเสี่ยวอู่และคนอื่นๆ ต่างตื่นเต้นและอยากจะปีนขึ้นไปจับจองเตียงชั้นบนกันยกใหญ่
อวิ๋นเสี่ยวชี ก้มลงมองตั๋วในมือแล้วพบว่าตัวเองได้เตียงชั้นล่าง เขาจึงรีบหันไปเจรจากับผู้เป็นพ่อทันที "พ่อครับ ตั๋วของพ่อเป็นเตียงชั้นบนใช่ไหม แลกกับผมเถอะ ผมอยากนอนข้างบน"
สำหรับคนหนุ่มสาว เตียงชั้นบนคือฐานทัพส่วนตัวที่น่าสนุก แต่สำหรับผู้สูงอายุอย่างย่าอวิ๋นและคนอื่นๆ การต้องปีนบันไดขึ้นลงคงไม่ใช่เรื่องที่สะดวกนัก ดังนั้นผู้ใหญ่จึงจับจองเตียงชั้นล่างกันทั้งหมด เมื่อจัดแจงที่ทางเรียบร้อยแล้ว เด็กๆ ก็พากันไปเกาะขอบหน้าต่าง รอคอยเวลาที่รถไฟจะเคลื่อนขบวนอย่างใจจดใจจ่อ
"เมื่อไหร่รถไฟจะออกนะ ตื่นเต้นจังเลย"
"เจียวเจียว หนูยังเวียนหัวอยู่ไหม กินลูกอมรสส้มหน่อยสิลูก" เสิ่นอวิ๋นเหลียนแกะเปลือกอมยิ้มส่งเข้าปากลูกสาวตัวน้อย
อวิ๋นเจียวรับลูกอมรสหวานอมเปรี้ยวเข้าปาก ความสดชื่นทำให้สีหน้าของเธอดีขึ้นทันตา "อร่อยจังเลยค่ะแม่ หนูไม่เวียนหัวแล้ว"
ย่าอวิ๋นเห็นหลานๆ ตื่นเต้นกันออกนอกหน้า จึงเอ่ยปรามเสียงเบา "อยู่บนรถไฟต้องสำรวมหน่อยนะเด็กๆ ที่นี่มีคนอื่นอยู่ด้วย อย่าส่งเสียงดังรบกวนเขาเหมือนตอนอยู่ที่บ้านนะ"
อวิ๋นเสี่ยวจิ่วรีบเอามือปิดปากตัวเองแล้วพยักหน้ารัวๆ ส่วนอวิ๋นเสี่ยวอู่ก็ลดเสียงลงจนกลายเป็นกระซิบ "เข้าใจแล้วครับ"
"เหอะ... พวกบ้านนอกเข้ากรุง"
น้ำเสียงที่ดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางบรรยากาศอันอบอุ่นของครอบครัวนั้นฟังดูระคายหูและเต็มไปด้วยความดูแคลน สายตาของคนบ้านตระกูลอวิ๋นหันขวับไปมองต้นเสียงพร้อมกันทันที
เจ้าของเสียงคือหญิงสาวหน้าตาดีคนหนึ่งที่นั่งอยู่ไม่ไกล เธอแต่งตัวนำสมัยด้วยเสื้อผ้าแฟชั่น ผมดัดลอนใหญ่เป็นทรงสวย ริมฝีปากทาลิปสติกสีแดงสด ใบหน้าแต่งแต้มเครื่องสำอางอย่างประณีต เมื่อเห็นว่าไม่มีใครโต้ตอบ เสิ่นอวิ๋นเหลียนจึงเพียงแค่กลอกตาไปมาเงียบๆ ไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืดกับคนประเภทนี้
ฝ่ายหญิงสาวผมลอนเมื่อเห็นว่าไม่มีใครสนใจคำพูดของตน เธอก็สะบัดหน้าหนีอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะหยิบกระจกบานเล็กขึ้นมาส่องสำรวจใบหน้าตัวเองอย่างไม่ยี่หระ
ในที่สุดรถไฟก็เริ่มเคลื่อนขบวน เสียงล้อเหล็กบดไปกับรางดังฉึกฉักเป็นจังหวะ ทิวทัศน์ภายนอกหน้าต่างเริ่มเคลื่อนผ่านสายตาไปอย่างช้าๆ ก่อนจะค่อยๆ เร็วขึ้น กลุ่มเด็กหนุ่มบ้านตระกูลอวิ๋นพากันส่งเสียงฮือฮาเบาๆ ด้วยความตื่นตาตื่นใจ ความตื่นเต้นฉายชัดอยู่บนใบหน้าของทุกคน
อวิ๋นเจียวคาบอมยิ้มไว้ในปาก แทรกตัวอยู่ท่ามกลางเหล่าพี่ชาย มองดูโลกกว้างภายนอกหน้าต่างด้วยความสนใจ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้นั่งรถไฟ ทุกอย่างจึงดูแปลกใหม่ไปหมด แต่ความตื่นเต้นนั้นคงอยู่ได้ไม่นานนัก เพราะการเดินทางจากบ้านเกิดไปยังเมืองหลวงต้องใช้เวลานานถึงหนึ่งวันครึ่ง หมายความว่าพวกเขาต้องใช้ชีวิตอยู่บนรถไฟไปจนถึงวันพรุ่งนี้
เมื่อมองทิวทัศน์เดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา ความเบื่อหน่ายก็เริ่มเข้ามาเยือน บนรถไฟไม่มีกิจกรรมอะไรให้ทำมากนัก ช่วงเวลาที่เหลือจึงหมดไปกับการนอนหลับพักผ่อน หรือไม่ก็ต้องหาอะไรเล่นแก้เบื่อกันเอง
อวิ๋นเฉินเป่ยเห็นน้องๆ เริ่มเบื่อ เขาจึงหยิบเอาของเล่นไม้แกะสลักที่เขาซุ่มทำขึ้นมาออกมาโชว์ ช่วงนี้เขาได้รับการถ่ายทอดวิชาจากท่านผู้เฒ่ามู่ ฝีมือแกะสลักจึงพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด งานไม้ชิ้นนี้มีความละเอียดประณีตกว่าแต่ก่อนมาก โดยเฉพาะการเก็บรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่นนกไม้ที่เขาติดขนนกจริงๆ ลงไป ทำให้มันดูราวกับนกที่มีชีวิต
อวิ๋นเจียวรับนกไม้มาจากพี่ชาย เธอลองขว้างมันออกไปเบาๆ ด้วยกลไกพิเศษที่อวิ๋นเฉินเป่ยออกแบบ นกตัวนั้นบินวนเป็นวงโค้งกลางอากาศก่อนจะร่อนกลับมาตกในมือของเด็กหญิงอย่างแม่นยำ นอกจากนกแล้ว ยังมีแมวไม้และสุนัขไม้ที่มีกลไกขยับเขยื้อนได้ สร้างความสนุกสนานให้กับเด็กๆ เป็นอย่างมาก
ในขณะที่อวิ๋นเจียวและพี่ๆ กำลังเพลิดเพลินกับของเล่นอยู่นั้น เด็กชายคนหนึ่งที่อยู่ร่วมตู้โดยสารเดียวกันก็วิ่งปรี่เข้ามา ดวงตาของเขาจ้องมองนกไม้ในมืออวิ๋นเจียวด้วยความอยากได้ ก่อนจะยื่นมือเข้ามาแย่งโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
"ทำอะไรน่ะ!"
อวิ๋นเจียวเบี่ยงตัวหลบได้อย่างว่องไว ทำให้เด็กชายคนนั้นคว้าได้เพียงอากาศ เมื่อเห็นน้องสาวเกือบถูกแย่งของ อวิ๋นเสี่ยวอู่และพี่น้องคนอื่นๆ ก็ลุกขึ้นมาขวางทันทีด้วยความโมโห
"เอาอันนั้นมาให้ฉันเดี๋ยวนี้นะ" เด็กชายแบมือทวงของหน้าตาเฉย ราวกับว่าทุกคนต้องตามใจเขา
อวิ๋นเสี่ยวอู่ผลักเด็กชายออกไปให้ห่างจากน้องสาว "นายเป็นใคร? อยู่ดีๆ ก็มาแย่งของคนอื่น มีสิทธิ์อะไรมาสั่งคนอื่นฮะ ประสาทหรือเปล่า"
"ทำอะไรกัน! พวกแกทำอะไรลูกฉัน!"
เสียงแหลมสูงของหญิงวัยกลางคนรูปร่างท้วมดังขึ้น เธอเดินปรี่เข้ามาด้วยท่าทางเอาเรื่อง สายตาจ้องเขม็งไปที่กลุ่มเด็กบ้านอวิ๋นอย่างกินเลือดกินเนื้อ
"กล้าดียังไงมาแตะต้องลูกชายฉัน ถ้าลูกฉันเจ็บตัวขึ้นมา พวกแกมีปัญญาชดใช้ไหม ไอ้พวกยาจก!"
ข้างกายหญิงร่างท้วมมีชายอ้วนพุงพลุ้ยเดินตามมาติดๆ บนคอของเขาแขวนสร้อยทองเส้นโต นิ้วมือสวมแหวนทองเกือบทุกนิ้ว การแต่งกายบ่งบอกชัดเจนว่าต้องการอวดความร่ำรวยให้โลกรู้ อวิ๋นหลินเหอเห็นสภาพนั้นแล้วก็ได้แต่มุมปากกระตุก นึกในใจว่าคนพวกนี้ช่างกล้าใส่ทองขนาดนี้ ไม่กลัวโจรปล้นหรืออย่างไร
"นี่ไอ้หนุ่ม รุมรังแกลูกฉันแบบนี้มันไม่มากไปหน่อยเหรอ" ชายพุงพลุ้ยเอ่ยขึ้นวางท่าข่มขู่
อวิ๋นหลินเหอสวนกลับทันที "ใช้คำว่ารังแกคงไม่ถูกมั้งครับ ตาบอดหรือเปล่า ก็เห็นอยู่ว่าลูกคุณวิ่งมาแย่งของเล่นหลานผมก่อน"
หญิงร่างท้วมทำเสียงขึ้นจมูกอย่างดูแคลน "ก็แค่ของเล่นห่วยๆ อันเดียว ลูกฉันอยากได้ก็เอาให้เขาไปสิ จะงกไปทำไม คนจนก็แบบนี้แหละ ขี้เหนียวไม่เข้าเรื่อง ชาตินี้พวกแกถึงไม่มีวันรวยไง"
หวังเหมยผู้ไม่เคยยอมให้ใครมาดูถูกง่ายๆ สวนกลับทันควัน "รวยนักทำไมไม่ซื้อของเล่นให้ลูกเล่นเองล่ะ มาแย่งของคนอื่นหน้าด้านๆ แบบนี้ เป็นขอทานเขายังรู้จักพูดจาขอดีๆ แต่นี่จู่โจมเข้ามาแย่งเลย ไม่บอกนึกว่าที่บ้านสอนให้โตมาเป็นโจรเสียอีก"
"นังไพร่! แกกล้าด่าลูกฉันเหรอ รู้ไหมว่าผัวฉันเป็นใคร เดี๋ยวฉันจะให้ผัวฉันไล่พวกแกตกรถไฟให้หมดคอยดู!"
"เกิดอะไรขึ้น! ส่งเสียงดังเอะอะอะไรกัน"
เจ้าหน้าที่ตำรวจรถไฟเดินเข้ามาตรวจสอบความเรียบร้อย บริเวณประตูห้องโดยสารมีหญิงสาวผมลอนยืนกอดอกมองเหตุการณ์อยู่
"คุณตำรวจคะ พวกนี้แหละค่ะที่หาเรื่อง รบกวนเวลาพักผ่อนของคนอื่นจริงๆ"
หญิงร่างท้วมรีบชิงฟ้องก่อนทันที เพื่อโยนความผิดให้ฝ่ายตรงข้าม "คุณตำรวจคะ พวกเราอยู่เฉยๆ แต่ไอ้เด็กพวกนี้มันรังแกลูกชายฉัน คุณต้องจัดการให้เรานะคะ ไล่พวกมันลงไปเลยค่ะ"
"เหอะ... เคยเจอคนหน้าด้านมาก็เยอะ แต่ไม่เคยเจอใครหน้าด้านเท่าครอบครัวนี้มาก่อนเลยจริงๆ"
เสียงที่แทรกขึ้นมาทำให้ทุกคนชะงัก หญิงสาวผมลอนคนเดิมที่เคยว่าครอบครัวอวิ๋นว่าเป็นคนบ้านนอกพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"คุณตำรวจคะ เรื่องจริงๆ ก็คือเด็กพวกนี้เขานั่งเล่นของเขาอยู่ดีๆ แต่ลูกชายบ้านนั้นเห็นของเล่นแล้วอยากได้ ก็เลยวิ่งเข้าไปแย่งดื้อๆ พอเขาไม่ให้ก็เลยเกิดเรื่องขึ้นค่ะ ฉันเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด"
อวิ๋นเจียวเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ เธอจำได้แม่นว่าพี่สาวคนนี้เพิ่งจะบ่นว่าพวกเขาเป็นคนบ้านนอกแท้ๆ แต่ทำไมตอนนี้ถึงยื่นมือเข้ามาช่วยพูดแก้ต่างให้ มนุษย์นี่เข้าใจยากจริงๆ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายจนตามไม่ทัน
ผู้โดยสารคนอื่นๆ ในตู้รถไฟต่างก็ช่วยกันเป็นพยานยืนยันความบริสุทธิ์ให้ครอบครัวอวิ๋น เพราะตั้งแต่ครอบครัวนี้ขึ้นมา เด็กๆ ก็เชื่อฟังคำสั่งผู้ใหญ่ นั่งเล่นกันเงียบๆ ผิดกับครอบครัวเศรษฐีใหม่ที่ขึ้นรถไฟมาก่อนหน้านี้ ลูกชายตัวดีของพวกเขาวิ่งวุ่นไปทั่วตู้โดยสาร ทั้งเตะข้าวของ ถ่มน้ำลายใส่คนอื่น โดยที่พ่อแม่ไม่เคยห้ามปราม ซ้ำยังชมว่าลูกตัวเองเก่งเสียอีก ใครที่เข้าไปตักเตือนก็โดนด่ากลับมาจนเอือมระอากันไปหมด
เจ้าหน้าที่ตำรวจหันไปมองสองสามีภรรยาด้วยสายตาดุๆ "ผมขอเตือนพวกคุณนะครับ ให้ดูแลลูกหลานให้ดี อย่ามารบกวนผู้โดยสารคนอื่น ถ้ามีเรื่องวุ่นวายอีก ผมจะเชิญพวกคุณลงที่สถานีหน้าทันที"
เมื่อเห็นว่าตำรวจไม่เล่นด้วย สองสามีภรรยาเศรษฐีใหม่ก็หน้าเสีย รีบพาตัวลูกชายที่กำลังดิ้นพล่านและร้องไห้จ้าเพราะไม่ได้ดั่งใจ กลับไปยังที่นั่งของตนอย่างทุลักทุเล
หวังเหมยเท้าสะเอวมองตามหลังไปพร้อมกับแค่นหัวเราะ "ไหนคุยโวว่าจะไล่พวกเราลงรถไฟไง ฉันก็นึกว่ารถไฟขบวนนี้เป็นสมบัติส่วนตัวของตระกูลหล่อนเสียอีก"
ย่าอวิ๋นส่ายหน้าเบาๆ "พอเถอะสะใภ้เล็ก อย่าไปลดตัวทะเลาะกับคนพรรค์นั้นเลย เสียสุขภาพจิตเปล่าๆ"
แม้สงครามประสาทจะจบลง แต่ความสงบก็ยังไม่กลับคืนมา เพราะลูกชายตัวแสบของครอบครัวนั้นยังคงแผดเสียงร้องไห้จ้า ดิ้นพราดๆ อยู่บนพื้นรถไฟ สร้างความรำคาญใจให้กับผู้ร่วมทางไปตลอดทาง
[จบบท]