บทที่ 236: ตกลงซื้อบ้าน
“พวกเราขอเวลาปรึกษากันสักครู่นะครับ”
ยังไม่ทันที่สองสามีภรรยาชราจะทันได้คิดทบทวนสิ่งใดให้ถี่ถ้วน อวิ๋นหลินเหอก็จัดการอุ้มอวิ๋นเจียวขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน ก่อนที่กลุ่มคนทั้งหมดจะพากันเดินเลี่ยงออกไปปรึกษาหารือกันเงียบๆ อีกด้านหนึ่งของบริเวณบ้าน
“บ้านหลังนี้สองสามีภรรยาดูแลรักษาเอาไว้ได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว หากจะตกลงซื้อก็ถือว่าคุ้มค่ามาก”
เถ้าแก่อู๋เป็นฝ่ายเปิดบทสนทนาขึ้นมาก่อน ทางด้านอาจารย์มู่เองก็พยักหน้าเห็นด้วยพร้อมกับให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า เฟอร์นิเจอร์หลายชิ้นล้วนทำมาจากไม้หลีฮวาชั้นดี
ส่วนเตียงแบบโบราณหลังงามนั้นก็สร้างขึ้นจากไม้หงซวนมู่ที่มีราคาสูง โครงสร้างของตัวบ้านก็ใช้วัสดุที่แข็งแรงทนทาน หากประเมินราคาตามท้องตลาดแล้ว เพียงแค่เฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดรวมกับเตียงไม้หลังนั้นก็มีมูลค่าไม่ต่ำกว่าสองหมื่นหยวนเข้าไปแล้ว
ซึ่งความสำคัญที่สุดอยู่ที่เนื้อไม้ซึ่งนำมาใช้ทำเฟอร์นิเจอร์เหล่านั้นล้วนเป็นไม้หายากที่มีมูลค่าสูงลิ่ว ยิ่งเมื่อพิจารณาจากฝีมือการประดิษฐ์และอายุการใช้งานที่ยาวนานก็แทบจะเทียบเท่ากับวัตถุโบราณชิ้นหนึ่งได้เลยทีเดียว
ข้อสรุปสุดท้ายที่ทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกันก็คือ เงินจำนวนห้าหมื่นหยวนที่เสนอมานั้นถือเป็นราคาที่ถูกแสนถูกจนน่าเหลือเชื่อ ทว่ากลับมีประเด็นหนึ่งที่ทำให้อาจารย์มู่ยังคงรู้สึกคลางแคลงใจอยู่ไม่น้อย
“อันที่จริงหากพวกเขายอมเสียเวลาอีกสักหน่อย แล้วค่อยๆ มองหาคนซื้อที่มีกำลังทรัพย์ เพียงแค่ขายเฟอร์นิเจอร์เหล่านั้นก็น่าจะได้เงินเป็นกอบเป็นกำแล้ว ทำไมถึงได้ดูร้อนรนอยากจะขายให้จบโดยเร็วขนาดนี้นะ”
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราลองไปสอบถามดูดีไหม” เถ้าแก่อู๋เสนอความคิดเห็นขึ้นมา ก่อนจะกระแอมไอออกมาเล็กน้อยเพื่อจัดระเบียบท่าทาง แล้วพากันเดินกลับไปยังจุดที่สองสามีภรรยาชรายืนรออยู่
คราวนี้เถ้าแก่อู๋ไม่ได้พูดจาอ้อมค้อมให้เสียเวลา ชายชราเลือกที่จะเอ่ยถามออกไปอย่างตรงไปตรงมาทันที
“เท่าที่ผมทราบมา สหายทั้งสองท่านต้องการขายบ้านหลังนี้เพื่อนำเงินไปเป็นทุนสำหรับย้ายไปอยู่กับลูกชายใช่ไหมครับ แต่ในความเป็นจริงแล้วพวกคุณสามารถเดินทางล่วงหน้าไปก่อน แล้วค่อยไหว้วานให้คนรู้จักช่วยเป็นธุระจัดการเรื่องขายบ้านให้ก็ได้ เพียงแต่อาจจะต้องใช้เวลาในการรอคอยนานขึ้นสักหน่อย ซึ่งผมรับรองได้เลยว่าทั้งตัวบ้านและเฟอร์นิเจอร์พวกนี้จะต้องขายได้ในราคาสูงลิ่วอย่างแน่นอน แล้วทำไมพวกคุณถึงได้รีบร้อนจัดการทุกอย่างให้เสร็จสิ้นขนาดนี้ล่ะครับ หรือว่าหากพวกเราตกลงซื้อบ้านหลังนี้ไปแล้วจะต้องมาคอยรับมือกับปัญหาจุกจิกอะไรที่จะตามมาในภายหลังอีก”
“ถ้าอยากซื้อก็ซื้อ ถ้าไม่อยากซื้อก็เชิญเดินออกไปได้เลย” ชายชราสกุลหลิวสวนกลับมาทันควันพร้อมกับแสดงท่าทีหงุดหงิด
ท่าทางอารมณ์เสียแบบนี้ดูไม่เหมือนลักษณะของคนที่ต้องการจะขายบ้านเลยสักนิด โชคดีที่หญิงชราผู้เป็นภรรยาซึ่งยืนอยู่เคียงข้างได้เอื้อมมือมากดแขนสามีเอาไว้เป็นการปราม ก่อนที่เธอจะเอ่ยอธิบายด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
“ลูกชายและลูกสะใภ้ของพวกเราที่อยู่ทางฝั่งโน้นกำลังร้อนเงินและต้องการใช้เงินอย่างเร่งด่วนค่ะ”
หญิงสูงวัยทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่งหินด้วยท่วงท่าสง่างาม ทว่าสายตาที่ทอดมองไปยังตัวบ้านกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความอาลัยอาวรณ์และความเสียดาย
“บ้านหลังนี้คือทรัพย์สินชิ้นสุดท้ายที่ครอบครัวของเราเหลืออยู่ ในเมื่อพวกเราสองคนตายายไม่มีญาติพี่น้องคนไหนหลงเหลืออยู่ที่นี่อีกแล้ว จะฝากฝังให้ใครช่วยดูแลก็คงไม่วางใจได้เต็มร้อย ลูกชายของพวกเรากำลังศึกษาต่ออยู่ต่างประเทศ แม้ว่าเขาจะไม่เคยเอ่ยปากบ่นอะไรออกมาเลยก็ตาม แต่พวกเราก็ยังคงสัมผัสได้ถึงความเหนื่อยล้าจากน้ำเสียงของเขา ทำให้รู้ว่าการใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นเป็นเรื่องที่ยากลำบากมากแค่ไหน”
“พวกเราสองคนแก่ชรามากแล้ว จึงไม่อาจรู้ได้เลยว่าจะเหลือเวลาอยู่บนโลกใบนี้ได้อีกนานสักแค่ไหน เขาคือสายเลือดเพียงคนเดียวที่พวกเราเหลืออยู่ ในช่วงบั้นปลายของชีวิต พวกเราจึงอยากจะใช้เวลาอยู่เคียงข้างเขาให้มากที่สุด ส่วนเงินที่ได้จากการขายบ้านก็จะนำไปช่วยแบ่งเบาภาระทางการเงินให้เขาได้บ้าง”
หญิงชราทอดสายตามองออกไปแสนไกล ก่อนจะเอ่ยเล่าต่อไปด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความโศกเศร้า
“ฉันกับตาแก่เคยมีลูกสาวสองคนและลูกชายอีกสามคน แต่สุดท้ายพวกเขาก็ไม่อาจมีชีวิตรอดกลับมาหาเราได้ ทว่าก็เป็นเพราะความเสียสละของพวกเขา ประกอบกับการที่พวกเราเคยยอมสละทรัพย์สินเงินทองที่มีอยู่ทั้งหมดเพื่อช่วยเหลือคนดีคนหลายกลุ่มเอาไว้ ด้วยเหตุนี้เอง ในช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายและยากลำบาก บ้านหลังนี้รวมถึงข้าวของเครื่องใช้ทุกชิ้นภายในบ้านจึงได้รับการปกป้องและรักษาให้คงสภาพสมบูรณ์มาได้จนถึงทุกวันนี้”
แม้หญิงสูงวัยจะไม่ได้เอ่ยอธิบายรายละเอียดอะไรให้กระจ่างชัดเจนมากนัก แต่เพียงแค่ทุกคนได้ลองคิดพิจารณาตามอย่างถี่ถ้วน ก็พอจะคาดเดาได้ไม่ยากว่าลูกๆ ของสองสามีภรรยาชราคู่นี้ น่าจะเคยอุทิศตนเป็นทวีรชนผู้กล้าหาญที่สละชีพเพื่อชาติ หรืออย่างน้อยที่สุดก็ต้องมีใครคนใดคนหนึ่งในกลุ่มพี่น้องที่เป็นเช่นนั้น
อีกทั้งยังเดาได้ไม่ยากว่าผู้ที่พวกเขายอมทุ่มเททรัพย์สมบัติทั้งหมดเพื่อช่วยเหลือคือใคร ในวินาทีนี้ ทั้งเถ้าแก่อู๋ อาจารย์มู่ รวมถึงปู่อวิ๋น ต่างก็รู้สึกเคารพเลื่อมใสในตัวของสองสามีภรรยาชราคู่นี้ขึ้นมาอย่างสุดซึ้ง
“พวกคุณช่าง...”
ทุกคนต่างตกอยู่ในความเงียบงัน ไม่มีใครรู้ว่าจะต้องสรรหาคำพูดใดมาเอ่ยปลอบประโลมอีกฝ่ายได้เลย การสูญเสียลูกรักไปถึงสี่คนจากทั้งหมดห้าคนนับเป็นโศกนาฏกรรมที่โหดร้ายและน่าสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง ทางด้านชายชราสกุลหลิวก็เอาแต่นิ่งเงียบด้วยความรู้สึกหดหู่ใจ มีเพียงหญิงชราเท่านั้นที่ยังคงส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้พวกเขาทุกคน
“ที่ฉันยอมเล่าเรื่องราวมากมายพวกนี้ให้ฟัง พวกคุณอย่าเพิ่งเข้าใจผิดคิดว่าคนแก่อย่างฉันกำลังพยายามบีบน้ำตาเพื่อเรียกร้องความสงสารหรอกนะคะ สำหรับราคาที่เราเสนอไป ฉันเพียงแค่หวังจากใจจริงว่าเจ้าของบ้านคนใหม่จะช่วยดูแลรักษาบ้านหลังนี้ รวมถึงข้าวของเครื่องใช้เก่าแก่ทุกชิ้นด้วยความรักและความทะนุถนอมก็เพียงพอแล้ว”
“บ้านหลังนี้ พวกเราตกลงซื้อค่ะ” ย่าอวิ๋นเป็นฝ่ายเอ่ยตัดสินใจออกมาอย่างเด็ดขาด
“ถือว่าคุ้มค่ามากทีเดียว”
เพราะมูลค่าที่แท้จริงของตัวบ้านและเฟอร์นิเจอร์เก่าแก่เหล่านั้น เมื่อนำมารวมกันแล้วย่อมมีราคาสูงเกินกว่าห้าหมื่นหยวนไปมากนัก ทางด้านอวิ๋นเจียวเองก็พยักหน้าหงึกหงักเป็นการสนับสนุนการตัดสินใจของผู้เป็นย่า
“พวกคุณต้องการรับเป็นเงินสดไหมคะ”
สองสามีภรรยาชรามีท่าทีเหม่อลอยไปชั่วขณะ ก่อนจะพยักหน้าตอบรับออกมา
“รับแบบไหนก็ได้ทั้งนั้น”
“ถ้าอย่างนั้นพวกคุณช่วยรออีกสักสองสามวันได้ไหมคะ พวกเราขอเวลาจัดการเก็บข้าวของเครื่องใช้ให้เรียบร้อยเสียก่อนถึงจะย้ายออกไป”
“แน่นอนค่ะ พวกคุณค่อยๆ เก็บของไปได้เลย ไม่ต้องรีบร้อนหรอกนะคะ พวกเราเองก็ไม่ได้รีบย้ายเข้ามาอยู่เหมือนกัน” ย่าอวิ๋นเอ่ยตอบด้วยความเห็นอกเห็นใจ
การดำเนินการเรื่องเอกสารโอนกรรมสิทธิ์บ้านยังคงต้องใช้เวลาจัดการอีกพอสมควร ย่าอวิ๋นจึงตัดสินใจมอบหมายหน้าที่ให้ลูกชายทั้งสองคนพาอวิ๋นเจียวเดินทางไปจัดการเรื่องเอกสารให้เรียบร้อย เพราะหากปล่อยให้คนกลุ่มใหญ่แห่กันไปดำเนินการทั้งหมด คงจะกลายเป็นจุดสนใจของผู้คนมากจนเกินไป
สำหรับราคาบ้านที่ตกลงกันไว้ที่ห้าหมื่นหยวนนั้น ครอบครัวอวิ๋นก็ยินยอมจ่ายให้แต่โดยดีโดยไม่มีการต่อรองราคาลงเลยแม้แต่น้อย เมื่อการเจรจาซื้อขายบ้านฝั่งนี้เสร็จสิ้นลงด้วยดี พวกเขาจึงตัดสินใจเลื่อนกำหนดการเดินทางไปดูเรือนสี่ประสานแบบสี่ลานบ้านอีกแห่งออกไปก่อน เพื่อทุ่มเทเวลาให้กับการจัดการเอกสารโอนบ้านหลังนี้ให้เสร็จสมบูรณ์เสียก่อน
เมื่อถึงขั้นตอนการกรอกชื่อผู้ครอบครองกรรมสิทธิ์บ้าน อวิ๋นเจียวก็ยืนกรานที่จะให้ใส่ชื่อของอวิ๋นหลินไห่และเสิ่นอวิ๋นเหลียนลงไปเป็นเจ้าของบ้าน ในตอนแรกอวิ๋นหลินไห่กับเสิ่นอวิ๋นเหลียนต่างก็พากันปฏิเสธเสียงแข็ง เพราะถึงอย่างไรเงินที่นำมาซื้อบ้านหลังนี้ก็เป็นเงินของลูกสาวตัวน้อย หากจะให้ใส่ชื่อของพวกเขาสองคนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ก็คงจะดูไม่ค่อยเข้าทีนัก
ทว่าเมื่อพวกเขายังคงยืนกรานที่จะไม่ยอมกรอกชื่อลงไป อวิ๋นเจียวก็ทำเพียงแค่นิ่งเงียบและเอาแต่ช้อนสายตามองดูใบหน้าของผู้เป็นพ่อและแม่อย่างน่าสงสาร ราวกับว่าเด็กหญิงกำลังจะร้องไห้ออกมาได้ทุกเมื่อ
“เจียวเจียว ทำไมหนูถึงต้องอยากให้ใส่ชื่อของพ่อกับแม่เป็นเจ้าของบ้านด้วยล่ะลูก ในเมื่อใส่ชื่อของหนูลงไปก็มีความหมายเหมือนกันนั่นแหละ”
“ไม่เอาค่ะ” อวิ๋นเจียวส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน ก่อนที่เด็กหญิงจะเอ่ยบอกเล่าถึงความมุ่งมั่นและปณิธานอันยิ่งใหญ่ของตนเองออกมาให้ทุกคนได้รับรู้
“หนูอยากจะซื้อเกาะแก่งขนาดใหญ่ในทะเลต่างหากล่ะคะ แล้วก็จะสร้างบ้านหลังใหญ่ที่สวยงามมากๆ เอาไว้บนเกาะนั้นด้วย”
เสียงสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึงดังก้องขึ้นมาพร้อมกัน ความฝันของเด็กหญิงตัวน้อยช่างดูยิ่งใหญ่และอลังการเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด ทำให้ทุกคนในครอบครัวอวิ๋นต่างพากันเบิกตากว้างและจ้องมองไปที่เธอด้วยความตื่นตะลึง
นี่เธอพูดจริงงั้นเหรอ
ภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจของทุกคน อวิ๋นเจียวก็ยังคงพยักหน้ายืนยันคำตอบอย่างหนักแน่น ทำเอาทุกคนถึงกับพูดอะไรไม่ออกไปตามๆ กัน นี่มันใช่ความฝันที่เด็กธรรมดาทั่วไปเขาคิดจะทำกันจริงๆ เหรอเนี่ย
แต่ถึงอย่างนั้น ท้ายที่สุดแล้วกรรมสิทธิ์ของบ้านหลังนี้ก็ตกเป็นชื่อของอวิ๋นหลินไห่และเสิ่นอวิ๋นเหลียนอยู่ดี ทว่าผู้เป็นพ่อและแม่กลับรู้สึกกลัดกลุ้มใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
การจะครอบครองเกาะสักเกาะหนึ่งในน่านน้ำทะเลลึกจะต้องใช้เงินจำนวนมากมายมหาศาลขนาดไหนกันเชียว แถมยังต้องสร้างบ้านหลังใหญ่โตบนเกาะนั้นอีก เพื่อสานฝันอันยิ่งใหญ่ของลูกสาวให้กลายเป็นจริง ดูเหมือนว่าหลังจากนี้ไปพวกเขาคงจะต้องพยายามทำงานอย่างหนัก เพื่อหาเงินมาเก็บสะสมไว้ให้ได้มากที่สุดก่อนที่ลูกสาวจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวเสียแล้ว
แม้ว่าก่อนหน้านี้ทั้งสองคนจะเอาแต่เอ่ยปฏิเสธเสียงแข็ง ทว่าเมื่อโฉนดบ้านถูกนำมาส่งมอบใส่มือจริงๆ อวิ๋นหลินไห่กับเสิ่นอวิ๋นเหลียนก็ถึงกับตกอยู่ในอาการเหม่อลอย
ความตื่นเต้นดีใจพุ่งทะยานจนทำให้ดวงตาของทั้งคู่แดงก่ำ ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายเต้นระรัวอย่างไม่อาจควบคุมได้อีกต่อไป พวกเขามีบ้านเป็นของตัวเองในเมืองหลวงแล้วอย่างนั้นเหรอเนี่ย แถมยังเป็นถึงเรือนสี่ประสานหลังใหญ่โตขนาดนั้นอีก
บ้านหลังใหญ่ที่มีราคาตั้งหลายหมื่นหยวนเชียวนะ นี่พวกเขาจะมีโอกาสได้เข้าไปอาศัยอยู่ในบ้านราคาหลายหมื่นหยวนจริงๆ เหรอ ในวินาทีนี้ความคิดมากมายต่างพรั่งพรูเข้ามาในหัวอย่างไม่ขาดสาย
ในที่สุดอวิ๋นหลินไห่ก็ไม่อาจอดกลั้นความตื่นเต้นเอาไว้ได้อีกต่อไป ชายหนุ่มรวบตัวอวิ๋นเจียวเข้ามากอดไว้แน่น ก่อนจะหอมแก้มยุ้ยๆ ของลูกสาวตัวน้อยซ้ำไปซ้ำมาหลายฟอดใหญ่
“ลูกสาวเอ๊ย พ่อไม่รู้จะสรรหาคำพูดไหนมาอธิบายความรู้สึกในตอนนี้ได้เลยจริงๆ ทำไมพ่อถึงได้โชคดีมีวาสนาได้เกิดมาเป็นพ่อของหนูได้นะ บ้านอื่นเขามีแต่พ่อหาเงินซื้อบ้านให้ลูกสาว แต่บ้านเรากลับกลายเป็นว่าลูกสาวเป็นคนซื้อบ้านให้พ่อซะงั้น แถมยังเป็นบ้านหลังใหญ่โตราคาตั้งหลายหมื่นหยวนอีกต่างหาก ความรู้สึกแบบนี้มันช่างเหมือนกับว่าพ่อกำลังฝันไปเลย”
พูดจบเขาก็จัดการหยิกแขนตัวเองเข้าให้อย่างแรง ซึ่งนั่นก็เป็นการลงมือที่หนักหน่วงจนทำให้เขาถึงกับสูดปากด้วยความเจ็บปวด “ไม่ได้ฝันไปจริงๆ ด้วย”
การกระทำที่ดูซื่อบื้อจนเกินพอดีของเขาเรียกเสียงหัวเราะขบขันจากสมาชิกครอบครัวคนอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี เสิ่นอวิ๋นเหลียนจึงได้แต่ตวัดสายตาค้อนขวับใส่ผู้เป็นสามีอย่างนึกหมั่นไส้ ก่อนจะแย่งตัวอวิ๋นเจียวกลับมาอุ้มไว้ในอ้อมแขนของตัวเอง “คุณทำบ้าอะไรของคุณเนี่ย ไม่รู้หรือไงว่าเจียวเจียวรังเกียจน้ำลายของคุณอยู่น่ะ”
“ฮะๆๆ พ่อก็แค่ดีใจมากไปหน่อยเท่านั้นเอง”
อวิ๋นเสี่ยวอู่เองก็รู้สึกตื่นเต้นดีใจไม่แพ้กัน เด็กชายรีบเอ่ยถามขึ้นมาด้วยแววตาเป็นประกาย “พ่อครับ ต่อไปนี้บ้านหลังใหญ่โตหลังนั้นก็กลายเป็นของพวกเราแล้วใช่ไหมครับ”
“ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือเป็นของพ่อ ของแม่ แล้วก็ของเจียวเจียวต่างหากล่ะ ส่วนลูกผู้ชายอย่างพวกแกน่ะ ถ้าโตขึ้นเมื่อไหร่ก็ต้องรู้จักออกไปทำมาหากินเพื่อหาเงินมาซื้อบ้านด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองสิ” อวิ๋นหลินไห่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจัง
เขาเต็มใจและพร้อมที่จะเลี้ยงดูลูกสาวสุดที่รักไปตลอดชีวิต แต่สำหรับพวกลูกชายจอมซนทั้งหลายคงต้องขอคิดดูก่อน หากอายุยังน้อยแต่กลับไม่รู้จักขวนขวายสร้างเนื้อสร้างตัว เอาแต่คิดจะเกาะพ่อแม่กินไปวันๆ
เขาก็พร้อมที่จะเตะโด่งไล่ออกจากบ้านไปโดยไม่ลังเลเลยสักนิด ทว่าคำพูดที่แสนจะตัดรอนของผู้เป็นพ่อกลับไม่ได้ทำให้อวิ๋นเสี่ยวอู่และอวิ๋นเสี่ยวลิ่วรู้สึกน้อยอกน้อยใจเลยแม้แต่น้อย
“ก็ของของพ่อกับแม่มันก็เหมือนกับของของพวกเรานั่นแหละครับ คนในครอบครัวเดียวกันแท้ๆ จะมาคิดเล็กคิดน้อยแบ่งแยกของแกของฉันไปทำไมกัน ทำไมพ่อถึงได้ทำตัวห่างเหินแบบนี้ล่ะครับ”
อวิ๋นหลินไห่ถึงกับพูดไม่ออก นี่ลูกชายของเขาหน้าหนาจนไม่รู้จักคำว่าเกรงใจแล้วจริงๆ ใช่ไหม
[จบบท]