บทที่ 246: พบเรือสำราญอีกครั้ง
ตอนที่อวิ๋นเจียวกระโดดลงทะเล เธอรู้สึกตื่นเต้นมากจนลืมหยิบเครื่องมือติดตัวมาด้วย มีเพียงถุงตาข่ายใบเดียวที่เหน็บเอาไว้ตรงเอว ทำให้ตอนนี้เธอต้องใช้มือเปล่าแกะเพรียงออกจากตัวของวาฬหลังค่อม
แต่ถึงแม้ว่าเธอจะมีพละกำลังมหาศาล ทว่าขนาดมือที่เล็กจ้อยก็ทำให้การทำงานเป็นไปอย่างเชื่องช้า จนกระทั่งเธอตัดสินใจดำน้ำลงไปจับหอยที่มีเปลือกคมกริบขึ้นมาตัวหนึ่ง จัดการกินเนื้อหอยจนเกลี้ยง แล้วนำเปลือกหอยทั้งสองข้างมาใช้เป็นเครื่องมือเฉพาะกิจในการงัดแงะเพรียงออกจากผิวหนังของวาฬตัวโตอย่างขะมักเขม้น
สภาพของวาฬหลังค่อมตัวนี้ดูไม่ดีเลย มันมีเพรียงเกาะติดอยู่เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นบนหัว แผ่นหลัง ช่วงท้อง หรือแม้กระทั่งบริเวณขอบปาก ซึ่งสัตว์น้ำชนิดนี้ไม่สามารถทำความสะอาดร่างกายของตัวเองได้
อวิ๋นเจียวบังเอิญได้ยินเสียงร้องโหยหวนของมัน จึงว่ายน้ำตามเสียงมาจนพบเข้า ใครจะไปคิดว่าเจ้าแห่งท้องทะเลที่สามารถต่อสู้ฟาดฟันกับวาฬเพชฌฆาตได้อย่างสูสี จะต้องมาทนทุกข์ทรมานเพราะสัตว์ตัวเล็กๆ อย่างพวกเพรียงทะเลแบบนี้
วาฬหลังค่อมรับรู้ได้ว่าอวิ๋นเจียวกำลังพยายามช่วยเหลือ มันจึงลอยตัวอยู่นิ่งๆ อย่างเชื่อฟัง ทว่าเมื่อเด็กหญิงมองดูฝูงเพรียงที่เกาะกันแน่นขนัดบนร่างอันมหึมา เธอก็รู้สึกท้อแท้ขึ้นมานิดหน่อย พลางนึกเสียดายที่ไม่ได้หยิบเสียมอันเล็กติดมือมาด้วย เพราะการใช้เปลือกหอยงัดออกแบบนี้มันล่าช้าเกินไป
ในขณะที่เธอกำลังกังวลอยู่นั้น สายตาอันแหลมคมก็เหลือบไปเห็นเรือสำราญลำหนึ่ง ซึ่งเป็นลำเดียวกับที่เธอเคยเห็นก่อนหน้านี้ลอยลำอยู่ไม่ไกลนัก
อวิ๋นเจียวยกมือขึ้นตบหัววาฬหลังค่อมเบาๆ เพื่อสื่อสารให้มันรับรู้
“แกรอฉันตรงนี้นะ เดี๋ยวฉันจะลองไปดูว่าพอจะหาเครื่องมือที่ใช้ถนัดมือกว่านี้ได้ไหม”
เมื่อได้ยินคำพูดของเด็กหญิง วาฬหลังค่อมก็ส่งเสียงร้องดังก้องกังวานออกมายาวๆ ซึ่งคลื่นความถี่ของเสียงนี้มีความคล้ายคลึงกับการขับขานบทเพลงของเงือกอยู่ไม่น้อย มันให้ความรู้สึกเหมือนเสียงที่ดังกึกก้องมาจากดินแดนโบราณอันแสนไกล และสามารถสั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจได้
ด้วยเหตุนี้ เผ่าพันธุ์เงือกจึงมักจะผูกพันและชอบทำความรู้จักกับวาฬประเภทนี้ ทั้งยังนิยมนำพวกมันมาใช้เป็นพาหนะในการเดินทางอีกด้วย
“แกจะพาฉันไปเหรอ ก็ได้ งั้นพวกเราไปกันเลย”
แม้ว่าวาฬหลังค่อมจะมีรูปร่างใหญ่โตและดูเทอะทะ แต่มันกลับสามารถแหวกว่ายในมหาสมุทรได้อย่างรวดเร็ว เพียงไม่นาน หนึ่งคนกับอีกหนึ่งสัตว์ทะเลก็มาปรากฏตัวอยู่ใกล้ๆ กับเรือสำราญลำนั้น อวิ๋นเจียวขยับตัวขึ้นไปยืนทรงตัวอยู่บนหัวของวาฬหลังค่อม ก่อนจะชูแขนทั้งสองข้างขึ้นสูงพลางโบกมือทักทายผู้คนบนเรืออย่างร่าเริง
ในขณะเดียวกัน กลุ่มคนที่ยืนอยู่บนดาดฟ้าเรือก็แสดงท่าทีตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อมองเห็นเธอ
“นั่นมันเด็กผู้หญิงที่ขี่ฉลามขาวคนนั้นนี่ ไม่คิดเลยว่าพวกเราจะได้เจอกันอีก”
“พระเจ้าช่วย ครั้งนี้เธอไม่ได้ขี่ฉลามมา แต่เป็นวาฬหลังค่อมตัวเบ้อเริ่มเลย”
“เธอทำแบบนั้นได้ยังไงกัน รองผู้พันหลิน คนประเทศพวกคุณเก่งกาจกันขนาดนี้ทุกคนเลยเหรอ แล้วพวกคุณสามารถขี่วาฬหลังค่อมแบบนั้นได้หรือเปล่า”
ชาวต่างชาติหลายคนเบิกตากว้างด้วยความสนใจ พวกเขามองดูภาพตรงหน้าด้วยท่าทีที่อยากจะลองกระโดดลงไปขี่วาฬหลังค่อมดูบ้าง ส่วนรองผู้พันหลินที่ถูกยิงคำถามใส่ก็ทำหน้าไม่ถูก เขาเคยอธิบายไปก่อนหน้านี้แล้วว่าพวกเขาไม่มีความสามารถในการขี่ฉลามขาว และแน่นอนว่ารวมถึงวาฬหลังค่อมด้วย แต่ถึงอย่างนั้น ตัวเขาเองก็รู้สึกประหลาดใจกับสิ่งที่เด็กผู้หญิงคนนั้นทำได้เช่นกัน
“นี่ เด็กน้อย เธอมีธุระอะไรหรือเปล่า”
รองผู้พันหลินตัดสินใจร้องถามออกไป เมื่อพิจารณาจากรูปร่างหน้าตาและสีผมของเธอแล้ว เขาก็มั่นใจว่าเด็กผู้หญิงคนนี้จะต้องเป็นคนชาติเดียวกันอย่างแน่นอน
“คุณลุงคะ พวกคุณพอจะมีเสียมอันเล็กบ้างไหม บนตัวของวาฬหลังค่อมตัวนี้มีเพรียงเกาะอยู่เยอะมาก หนูใช้มือเปล่าแกะออกไม่ทันเลยค่ะ”
เธอเป็นคนชาติเดียวกันจริงๆ ด้วย กลุ่มคนบนเรือต่างก็มีสีหน้ายินดีเมื่อได้ยินเสียงตอบกลับมา ชาวต่างชาติที่อยู่บนเรือสำราญลำนี้ ล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญจากประเทศสหภาพโซเวียตที่พวกเขาเชิญมา เพื่อให้ช่วยแก้ไขปัญหาบางอย่างที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีการต่อเรือโดยเฉพาะ
แต่ทว่าผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้กลับทำงานกันอย่างอืดอาด ซ้ำยังคอยเรียกร้องนั่นนี่อยู่ตลอดเวลา ทำให้พวกเขาต้องคอยเอาอกเอาใจและดูแลอารมณ์ของอีกฝ่ายให้ดี
การพาออกมาล่องเรือสำราญในครั้งนี้ ก็เป็นเพราะกลุ่มผู้เชี่ยวชาญบ่นว่าเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานและต้องการพักผ่อนหย่อนใจ แม้ในแต่ละวันจะมีเรื่องจุกจิกวุ่นวายมากมาย ทว่าในเมื่อพวกเขายังต้องพึ่งพาความรู้จากคนเหล่านี้ ก็ทำได้เพียงก้มหน้าก้มตาดูแลแขกบ้านแขกเมืองให้ดีที่สุด ด้วยความหวังว่าหากวันนี้คนพวกนั้นอารมณ์ดีขึ้นมา ก็อาจจะช่วยจัดการปัญหาต่างๆ ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว
“บนเรือมีเสียมอยู่ หนูอยากได้อันเล็กหรืออันใหญ่ล่ะ”
“ขออันใหญ่เลยค่ะ”
ดวงตาของอวิ๋นเจียวเป็นประกายขึ้นมาทันที เพราะการใช้เสียมอันใหญ่มันต้องทำงานได้เร็วกว่าอยู่แล้ว ในจังหวะนั้นเอง ชาวต่างชาติหลายคนก็หันไปเร่งเร้าให้ล่ามแปลบทสนทนาเมื่อครู่ให้ฟัง และพอรู้ว่าเด็กหญิงกำลังจะทำความสะอาดเพรียงให้กับวาฬหลังค่อม พวกเขาก็แสดงท่าทีตื่นเต้นและอยากจะมีส่วนร่วมขึ้นมาทันที
“ทำความสะอาดเพรียงเหรอ พวกเราขอไปลองทำดูบ้างได้ไหม”
ขึ้นชื่อว่าเป็นชาวสหภาพโซเวียตแล้ว เรื่องความกล้าหาญย่อมไม่เป็นสองรองใคร เพราะพวกเขาเป็นชนชาติที่กล้าต่อสู้กับหมีตัวเป็นๆ มาแล้ว
“คุณอันเดรย์ครับ คุณไม่ควรลงไปทำอะไรที่มันอันตรายแบบนั้นนะครับ”
“ไม่เอาน่า มันจะไปอันตรายได้ยังไง ขนาดเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ยังปลอดภัยเลย แล้วนับประสาอะไรกับผู้ชายตัวโตอย่างฉัน”
ในขณะที่ผู้คนบนเรือกำลังถกเถียงกันเรื่องความปลอดภัย อวิ๋นเจียวก็รับเสียมอันใหญ่มาถือไว้ในมือ แล้วเริ่มลงมือขูดเพรียงออกอย่างขะมักเขม้น
ทุกคนบนเรือได้แต่ยืนเบิกตากว้าง มองดูเด็กผู้หญิงคนหนึ่งกำลังทำความสะอาดเพรียงให้วาฬหลังค่อมอย่างตั้งอกตั้งใจ จนกระทั่งทนการรบเร้าของอันเดรย์และพรรคพวกไม่ไหว รองผู้พันหลินจึงต้องหันไปตะโกนถามอวิ๋นเจียวในที่สุด
“นี่สหายตัวน้อย บนเรือของพวกเรามีคนอยากจะลงไปช่วยทำความสะอาดเพรียง วาฬหลังค่อมตัวนี้ปลอดภัยแน่ใช่ไหม”
อวิ๋นเจียวกะพริบตาปริบๆ เมื่อได้ยินแบบนั้น เธอไม่คิดเลยว่าจะมีคนอยากมาช่วยลงแรงทำงานด้วย ซึ่งแน่นอนว่าเธอจะไม่ปฏิเสธความหวังดีนี้เด็ดขาด
“ได้เลยค่ะ มันเชื่อฟังมากๆ ถ้าใครว่ายน้ำเป็นก็ลงมาได้เลยนะคะ ช่วงท้องของมันยังมีเพรียงเกาะอยู่อีกเพียบเลยค่ะ”
เมื่อได้รับคำอนุญาต อันเดรย์กับกลุ่มชาวต่างชาติก็ส่งเสียงร้องตะโกนออกมาด้วยความดีใจ รองผู้พันหลินจึงต้องให้เจ้าหน้าที่บางส่วนสวมชุดดำน้ำ เพื่อลงไปคอยคุ้มกันความปลอดภัยให้กับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด
ทันทีที่พวกเขาว่ายน้ำเข้าไปใกล้ๆ ขนาดตัวที่ใหญ่โตมโหฬารของวาฬหลังค่อมก็ยิ่งสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับทุกคนมากขึ้นไปอีก หากมันอ้าปากกว้างๆ คงจะกลืนคนเข้าไปได้ทีละหลายคนเลยทีเดียว
แต่อันที่จริงแล้ว อาหารหลักของวาฬหลังค่อมก็คือพวกปลาและกุ้งตัวเล็กๆ มนุษย์อย่างพวกเขาไม่ได้อยู่ในรายการอาหารของมันแต่อย่างใด ทว่าหากสัตว์ยักษ์ตัวนี้เกิดหงุดหงิดขึ้นมา แค่ถูกหางของมันฟาดเข้าใส่ ร่างของพวกเขาก็คงจะแหลกละเอียดไม่เหลือชิ้นดี เผลอๆ เรือสำราญลำนั้นอาจจะถึงขั้นพลิกคว่ำได้เลยด้วยซ้ำ
ดังนั้น ทุกคนจึงค่อยๆ ว่ายน้ำเข้าไปหาอย่างระมัดระวัง เพราะกลัวว่าจะเผลอไปทำให้เจ้าแห่งท้องทะเลตัวนี้โมโหขึ้นมา
“แม่หนูน้อย หนูเก่งจังเลย หนูไปรู้จักกับมันได้ยังไงเนี่ย”
อวิ๋นเจียวแคะหูตัวเองเบาๆ พลางนึกสงสัยว่าชาวต่างชาติคนนี้กำลังพูดจาภาษาอะไรกันแน่ แต่โชคดีที่มีล่ามคอยแปลให้ฟังอยู่ข้างๆ
“อ๋อ เพิ่งจะรู้จักกันวันนี้นี่แหละค่ะ”
“อะไรนะ เพิ่งรู้จักกันงั้นเหรอ แล้วทำไมวาฬหลังค่อมตัวนี้ถึงได้ไว้ใจหนูขนาดนี้ล่ะ”
“สงสัยดวงของหนูจะถูกโฉลกกับพวกปลามั้งคะ”
เด็กหญิงตอบกลับไปส่งๆ พลางคิดในใจว่าคนพวกนี้จะยอมลงแรงทำงานหรือเปล่า ทำไมถึงได้เอาแต่ถามนู่นถามนี่อยู่ได้
กลุ่มชาวต่างชาติว่ายน้ำเข้าไปสัมผัสตัววาฬหลังค่อมด้วยความตื่นเต้น เมื่อเห็นว่ามันมีท่าทีสงบเสงี่ยมและไม่มีวี่แววว่าจะทำร้ายใคร หนึ่งในนั้นก็พยายามจะปีนขึ้นไปบนหลังของมันเพื่อเลียนแบบสิ่งที่อวิ๋นเจียวทำ ทว่าวาฬหลังค่อมกลับแสดงท่าทีต่อต้านอย่างชัดเจน มันขยับตัวเพียงเล็กน้อยก็สามารถผลักร่างของชายคนนั้นออกไปได้อย่างง่ายดาย
“คุณอันเดรย์ ไม่เป็นอะไรใช่ไหมครับ”
และแน่นอนว่าคนที่ใจกล้าบ้าบิ่นถึงขั้นนี้ก็คืออันเดรย์นั่นเอง เขาที่สวมชุดดำน้ำอยู่ถูกแรงผลักของวาฬหลังค่อมจนกลิ้งโคโร่ไปหลายตลบในน้ำทะเล แต่เมื่อตั้งหลักได้ ชายหนุ่มก็รีบว่ายน้ำกลับมาหาอีกครั้ง
“ฉันไม่เป็นไร มันพยายามต่อต้านฉันล่ะ”
“แล้วเด็กคนนั้นปีนขึ้นไปได้ยังไงกันนะ”
อวิ๋นเจียวยกมือขึ้นเท้าสะเอวทันที
“ตกลงพวกคุณจะช่วยทำงานไหมคะ ถ้าไม่ช่วยขูดเพรียง หนูจะพามันว่ายน้ำหนีไปทางอื่นแล้วนะ”
“ช่วยสิ ช่วยแน่นอน”
เมื่อเห็นว่าเด็กหญิงเริ่มเอาจริง อันเดรย์กับพรรคพวกก็เลิกเล่นสนุก พวกเขาในชุดดำน้ำเริ่มใช้เสียมและมีดสั้นที่พกติดตัวมา ลงมือจัดการกับฝูงเพรียงบนตัววาฬหลังค่อมอย่างขะมักเขม้น และเมื่อจำนวนเพรียงลดน้อยลง วาฬหลังค่อมก็รู้สึกเบาสบายตัวมากขึ้น มันจึงดูอารมณ์ดีขึ้นตามไปด้วย
การมีคนมาช่วยกันหลายๆ คนย่อมทำให้งานเสร็จไวขึ้น แถมกลุ่มทหารที่ลงมาช่วยก็ล้วนเป็นคนที่มีความกระฉับกระเฉงว่องไว ใช้เวลาเพียงแค่ครึ่งชั่วโมง เพรียงที่เกาะอยู่บนตัววาฬหลังค่อมก็ถูกกำจัดออกไปจนเกือบหมด อวิ๋นเจียวแบกเสียมอันใหญ่ที่ยาวกว่าส่วนสูงของตัวเองเอาไว้บนบ่า พลางมองดูผิวหนังที่สะอาดสะอ้านของสัตว์ทะเลยักษ์ด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจในผลงานของตัวเองอย่างบอกไม่ถูก
“นี่สหายตัวน้อย ฉันขอรบกวนให้หนูช่วยอะไรหน่อยจะได้ไหม”
[จบบท]