บทที่ 265: เสียงดนตรีของกู่เฉิน
อวิ๋นเจียวกับอวิ๋นหลินไห่ผู้เป็นพ่อเดินทางกันอย่างเร่งรีบ พวกเขาแวะไปที่บ้านของท่านผู้เฒ่าสวีผู้เป็นอาจารย์ก่อนเป็นอันดับแรก หลังจากที่จัดการส่งมอบของทะเลเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองคนก็มุ่งหน้าเดินทางต่อไปยังบ้านของท่านผู้เฒ่ากู่ทันที
ในเวลานั้นท่านผู้เฒ่ากู่อยู่ที่ร้านขายของเก่า ชายชรากำลังสวมแว่นสายตายาวพร้อมกับถือที่ล้างพู่กันเอาไว้ในมือ ท่าทางของเขากำลังจดจ่ออยู่กับการพิจารณาสิ่งของชิ้นนั้นอย่างตั้งใจ
“คุณปู่กู่คะ”
อวิ๋นเจียวร้องเรียกพร้อมกับกระโดดลงมาจากรถมอเตอร์ไซค์ ก่อนที่จะรับกุ้งตัวใหญ่ที่อวิ๋นหลินไห่หยิบออกมาจากกล่องโฟม เด็กหญิงโอบกอดกุ้งตัวนั้นเอาไว้แล้วรีบวิ่งเข้าไปในร้านอย่างรวดเร็ว ในขณะที่อวิ๋นหลินไห่ก็หิ้วข้าวของชิ้นอื่นๆ เดินตามหลังลูกสาวเข้าไปติดๆ
เมื่อได้ยินเสียงของอวิ๋นเจียว ชายชราก็วางสิ่งของในมือลงบนโต๊ะ
“อ้าว ยัยหนูมาแล้วเหรอ”
อวิ๋นเจียวพยักหน้ารับ ขาสั้นๆ ของเด็กหญิงก้าวฉับๆ วิ่งเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว
“คุณปู่กู่ลองดูสิคะว่าชอบไหม ถ้าเกิดว่ามีอะไรที่อยากกินเป็นพิเศษ ครั้งหน้าหนูกับพ่อจะออกทะเลไปหามาให้อีกค่ะ”
ท่าทางที่เต็มไปด้วยความร่าเริงสดใสประกอบกับหน้าตาที่น่ารักน่าเอ็นดูของอวิ๋นเจียวทำให้ท่านผู้เฒ่ากู่รู้สึกมันเขี้ยวขึ้นมา เด็กคนนี้ดูเฉลียวฉลาดแถมยังมีความจำที่เป็นเลิศ ชายชราได้แต่คิดเสียดายอยู่ในใจว่าทำไมสวีไหลถึงได้ชิงตัดหน้าเขาไปเสียก่อน เขาเองก็รู้สึกถูกชะตากับเด็กหญิงคนนี้อยู่ไม่น้อย
อวิ๋นหลินไห่ยกมือขึ้นเกาหัวด้วยท่าทางซื่อๆ
“สวัสดีครับ ผมเป็นพ่อของเจียวเจียวครับ”
ท่านผู้เฒ่ากู่เอ่ยทักทายตอบกลับไป ซึ่งการที่มีอวิ๋นเจียวอยู่ตรงนี้ด้วยก็ทำให้บรรยากาศการพูดคุยระหว่างพวกเขาทั้งสองคนไม่ได้ดูอึดอัดจนเกินไปนัก
“พ่อจะไปซื้อของไม่ใช่เหรอคะ หนูจะรออยู่ที่ร้านของคุณปู่กู่นะ พ่อรีบไปเถอะค่ะ”
อวิ๋นหลินไห่พยักหน้ารับ
“ได้ พ่อจะรีบกลับมานะ”
หลังจากที่อวิ๋นหลินไห่เดินออกไปจากร้านแล้ว อวิ๋นเจียวก็ยื่นสิ่งของที่อยู่ในมือให้กับท่านผู้เฒ่ากู่
“คุณปู่กู่ ขอบคุณนะคะที่ช่วยหนูเลือกของ”
ความน่ารักของเด็กหญิงยิ่งทำให้ชายชรารู้สึกเอ็นดูมากขึ้นไปอีก ท่านผู้เฒ่ากู่ย่อตัวลงนั่งยองๆ พร้อมกับหัวเราะออกมา
“โอย ช่างเป็นเด็กดีจริงๆ ว่านอนสอนง่ายกว่าไอ้เด็กแสบที่บ้านเยอะ”
ชายชราเริ่มมีความคิดที่อยากจะแย่งลูกศิษย์คนนี้มาจากสวีไหลขึ้นมาตงิดๆ
ในขณะที่เขากำลังคิดไตร่ตรองอยู่นั้น ก็มีใครบางคนเดินเข้ามาทางหน้าร้าน ชายหนุ่มคนนั้นสะพายกระเป๋าผ้าใบใหญ่สีดำเอาไว้ที่ด้านหลัง เส้นผมของเขาถูกย้อมเป็นสีเขียวตัดกับผิวที่ค่อนข้างขาว บนใบหูมีจิวประดับอยู่ พร้อมกับสองมือที่ล้วงกระเป๋ากางเกงเดินเข้ามาด้วยท่าทางที่ดูไม่ค่อยเอาถ่านเท่าไหร่นัก
นอกจากนี้เขายังสวมเสื้อหนังสีดำตอกหมุด ซึ่งการแต่งตัวแบบนี้ทำให้เขากลายเป็นจุดสนใจทันทีเมื่อไปยืนอยู่ตรงนั้น ยิ่งสถานที่แห่งนี้คือถนนสายวัตถุโบราณที่ผู้คนส่วนใหญ่ซึ่งเดินทางมาเยือนมักจะเป็นผู้สูงอายุที่นิยมสวมใส่ชุดถังจวงกันเป็นประจำ
ผู้คนที่เดินผ่านไปมาบริเวณหน้าร้านเริ่มชี้ชวนกันดูชายหนุ่มคนนี้
“นั่นลูกหลานบ้านไหนกัน ทำไมถึงทำผมเป็นสีเขียวแบบนั้น ดูไม่เข้าทีเอาซะเลย”
“โอย แล้วนั่นพ่อหนุ่มคนนั้นใส่เสื้อผ้าอะไรกัน ทำไมถึงมีตะปูติดอยู่เต็มตัวไปหมดแบบนั้น มันไม่ทิ่มเอาเหรอ”
ทว่าชายหนุ่มกลับไม่ได้สนใจเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคนภายนอกเลยแม้แต่น้อย เขากลับรู้สึกมั่นใจในตัวเองเป็นอย่างมากพลางคิดในใจว่าพวกคนแก่หัวโบราณเหล่านี้ไม่ได้รู้อะไรเลย สิ่งที่เขากำลังทำอยู่นี้เรียกว่าความนำสมัยต่างหาก
แน่นอนว่าชายหนุ่มทำได้เพียงแค่บ่นอุบอิบอยู่ในใจเท่านั้น เพราะหากเขาขืนพูดออกไปตรงๆ มีหวังคงจะต้องโดนดีอย่างแน่นอน ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปากพูดอะไรออกมา
“โอ๊ย”
เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นเสียก่อน ถึงแม้ว่าจะยังไม่ได้พูดอะไรออกไป แต่เขาก็ถูกตีเข้าให้แล้ว
ไม่รู้ว่าท่านผู้เฒ่ากู่ไปคว้าไม้เท้ามาจากที่ไหน ชายชราใช้ไม้เท้าฟาดลงไปที่ไหล่ของชายหนุ่มอย่างจัง
“ไอ้เด็กแสบ คราวก่อนแกยังทำผมสีเหลืองอยู่เลย ฉันบอกให้แกไปย้อมผมกลับมาให้เป็นสีเดิม ไม่ได้บอกให้แกไปย้อมผมเป็นสีเขียวแบบนี้”
ชายชรารู้สึกโมโหเป็นอย่างมาก เขามีหลานชายอยู่เพียงแค่คนเดียว แต่หลานชายคนนี้กลับมีนิสัยดื้อรั้นและมักจะชื่นชอบในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับคนในครอบครัวอยู่เสมอ ชายหนุ่มมักจะอ้างว่ามันเป็นความนำสมัย ถึงแม้ว่าเขาจะดูนำสมัยจริงๆ แต่เขากลับไม่ได้สนใจความรู้สึกของคนเป็นปู่อย่างเขาเลยสักนิด
“แล้วแกยังจะยืนบื้ออยู่ตรงนี้อีกทำไม มันน่าดูนักหรือไง รีบไสหัวเข้าไปข้างในเดี๋ยวนี้เลย”
กู่เฉินใช้มือลูบไหล่ข้างที่ถูกตีเบาๆ
“ปู่ครับ นี่มันเป็นรสนิยมของวัยรุ่น ปู่ไม่เข้าใจหรอกครับ ย่าเองก็ยังเห็นด้วยกับผมสีนี้ของผมเลย ย่ายังบอกอีกนะว่าดูสดใสดี ทำไมปู่ถึงได้หัวโบราณกว่าย่าอีกละครับ”
“แกหุบปากไปเลยนะ”
กู่เฉินเบ้ปากเล็กน้อย ก่อนที่สายตาของเขาจะเหลือบไปเห็นเด็กหญิงตัวน้อยหน้าตาน่ารักที่นั่งอยู่ไม่ไกล ดวงตาของชายหนุ่มเบิกกว้างขึ้นมาทันที
“ปู่ครับ เด็กคนนี้เป็นลูกหลานบ้านไหนเหรอครับ ปู่ไปลักพาตัวมาเหรอ”
ท่านผู้เฒ่ากู่นิ่งเงียบไป ชายชรารู้สึกโกรธจนแทบจะทนไม่ไหว เขาเริ่มมีความคิดที่ไม่อยากจะนับญาติกับหลานชายคนนี้แล้ว ใครอยากจะได้ก็เอาไปเถอะ
“สวัสดีน้องสาว พี่ชื่อกู่เฉิน แล้วเธอชื่ออะไรล่ะ”
กู่เฉินอาศัยจังหวะหลบหลีกสายตาที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวของผู้เป็นปู่เข้าไปใกล้ชิดกับอวิ๋นเจียวอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มพยายามดัดเสียงให้ทุ้มต่ำเพื่อทักทายเด็กหญิงด้วยความมั่นใจว่ามันเป็นน้ำเสียงที่น่าฟัง พร้อมกับสะบัดผมปรกหน้าของตัวเองเบาๆ
อวิ๋นเจียวรู้สึกแปลกใจกับท่าทีนั้น ส่วนท่านผู้เฒ่ากู่ก็ยกมือขึ้นมากุมขมับ ชายชราไม่อยากจะยอมรับเลยจริงๆ ว่านี่คือหลานชายแท้ๆ ของเขา
เพื่อเป็นการรักษามารยาท อวิ๋นเจียวจึงยกมือขึ้นมาทักทายตอบกลับไป
“สวัสดีค่ะ หนูชื่ออวิ๋นเจียว”
ในขณะเดียวกันมือของเธอก็ยังคงหิ้วกุ้งตัวใหญ่เอาไว้
“คุณปู่กู่ รีบเอาไปทำอาหารกินเถอะค่ะ ถ้าปล่อยไว้นานเดี๋ยวมันจะไม่อร่อยนะคะ”
เด็กหญิงไม่ได้สังเกตเห็นเลยว่าดวงตาของกู่เฉินเป็นประกายขึ้นมาทันทีที่ได้ยินเสียงของเธอ ชายหนุ่มรู้สึกว่าน้ำเสียงของเด็กหญิงคนนี้ช่างไพเราะน่าฟังมาก
เขารีบเดินตามหลังอวิ๋นเจียวไปติดๆ
“น้องสาวอวิ๋นเจียว บ้านของเธออยู่ที่ไหนเหรอ เธอชอบฟังเพลงไหม ฉันจะบอกอะไรให้นะ ฉันร้องเพลงได้แถมยังดีดกีตาร์เป็นด้วยนะ”
สิ่งที่เขาสะพายอยู่บนหลังก็คือกีตาร์นั่นเอง ถึงแม้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกของกู่เฉินจะดูแหวกแนวไปสักหน่อย แต่เขากลับมีความตั้งใจจริงในเรื่องของการสร้างสรรค์ผลงานเพลงเป็นอย่างมาก ในตอนนี้เขาได้รวมตัวกับกลุ่มเพื่อนที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกันเพื่อตั้งวงดนตรีขึ้นมา ซึ่งพวกเขามักจะไปร้องเพลงตามสถานบันเทิงใต้ดินอยู่เป็นประจำ
ท่านผู้เฒ่ากู่อดทนต่อไปไม่ไหว ชายชราฟาดลงไปที่แผ่นหลังของหลานชายแท้ๆ ของตัวเองอีกหลายที
“แกรีบไสหัวไปให้พ้นเลยนะ อย่าเอาเรื่องไร้สาระของแกมาสอนยัยหนูเชียว”
“ปู่พูดอะไรเนี่ย เรื่องที่ผมทำมันไร้สาระตรงไหนกัน”
“ผมจริงจังกับการแต่งเพลงมากเลยนะ”
ท่านผู้เฒ่ากู่ตวัดสายตามองชายหนุ่ม
“เจียวเจียว เดี๋ยวหนูกับพ่ออย่าเพิ่งรีบกลับนะ พวกเราไปกินข้าวด้วยกันก่อน”
ชายชราหิ้วกุ้งและปลาที่อวิ๋นเจียวกับอวิ๋นหลินไห่นำมามอบให้
“ฉันจะไปหาร้านอาหารให้เขาทำของพวกนี้ เสี่ยวเฉิน แกดูแลเธอให้ดีนะ อย่าพากันไปวิ่งเล่นที่ไหนมั่วซั่ว ไม่อย่างนั้นฉันจะตีขาแกให้หักเลย”
กู่เฉินโอดครวญออกมา
“ผมยังเป็นหลานแท้ๆ ของปู่อยู่ไหมเนี่ย ผมเป็นทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลกู่ในรุ่นนี้นะ ระวังตัวไว้เถอะ ผมจะไปฟ้องย่า”
“ยังจะมาอ้างเรื่องทายาทอีก ถ้าแกอยากจะเป็นทายาท แกก็ไสหัวกลับไปเรียนรู้งานที่เป็นกิจจะลักษณะของตระกูลกู่ให้ดีซะก่อน”
“ผมไม่เอาด้วยหรอก พวกของเก่าอะไรที่ปู่ทำอยู่มันน่าเบื่อจะตาย แถมยังเรียนรู้ยากอีกต่างหาก การที่ปู่จะจับผมไปขังไว้ในห้องเป็นวันๆ เพื่อซ่อมแซมของเก่าพวกนั้น สู้ฆ่าผมให้ตายยังจะดีซะกว่า”
“เอาเถอะน่า ปู่รีบไปเถอะไม่ต้องห่วง ผมรับรองว่าจะไม่ลักพาตัวน้องสาวอวิ๋นเจียวไปไหนแน่นอน”
เมื่อท่านผู้เฒ่ากู่เดินออกไปจากร้าน ภายในร้านจึงเหลือเพียงแค่กู่เฉินกับอวิ๋นเจียวที่กำลังมองตาค้างใส่กัน
กู่เฉินเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดีและเข้ากับคนอื่นได้ง่าย ชายหนุ่มปลดกีตาร์ที่สะพายอยู่บนหลังลงมา
“เธอเคยเห็นเครื่องดนตรีชิ้นนี้ไหม สิ่งนี้เขาเรียกว่ากีตาร์ มานี่สิ เดี๋ยวพี่จะร้องเพลงให้เธอฟังสองเพลง”
อวิ๋นเจียวนั่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวเล็ก เด็กหญิงเอียงคอเล็กน้อยเพื่อมองดูกีตาร์ที่เขาอุ้มเอาไว้
“ได้ค่ะ”
กู่เฉินเริ่มดีดกีตาร์และเข้าสู่ห้วงอารมณ์ของเสียงเพลงในทันที ชายหนุ่มร้องเพลงอวี๋โจวช่างหวั่นให้อวิ๋นเจียวฟัง
“ดวงตะวันสีแดงสาดส่องลงบนท้องทะเล สายลมยามเย็นพัดผ่านให้ความรู้สึกเย็นสบาย ภาพความงดงามค่อยๆ เลือนหายไปพร้อมกับเสียงระฆังที่ดังก้องกังวานมาจากบนภูเขา...”
เพลงนี้ถูกขับร้องด้วยภาษากวางตุ้ง ซึ่งอวิ๋นเจียวฟังไม่เข้าใจ เด็กหญิงใช้สองมือประคองใบหน้าของตัวเองเอาไว้ ถึงแม้ว่าเธอจะไม่เข้าใจความหมายของเนื้อเพลง แต่ท่วงทำนองที่เปล่งออกมานั้นก็มีความไพเราะน่าฟังเป็นอย่างมาก
เมื่อกู่เฉินตั้งใจร้องเพลงอย่างจริงจัง น้ำเสียงของเขาก็มีความใสกระจ่าง ซึ่งแฝงไปด้วยพลังความกระตือรือร้นตามแบบฉบับของวัยรุ่น ทำให้เสียงร้องนี้มีความน่าฟังมากกว่าเสียงที่เขาพยายามดัดให้ดูแปลกประหลาดในตอนแรกเสียอีก
หลังจากที่เขาร้องเพลงจนจบ อวิ๋นเจียวก็ปรบมือให้กำลังใจเขาอย่างไม่ลังเล
[จบบท]