บทที่ 267: แขกที่ไม่ได้รับเชิญ
ท่านผู้เฒ่ากู่รอจนอาหารปรุงเสร็จก็กลับมาที่ร้าน ก่อนจะพาพวกเขาทั้งหมดออกไปกินข้าวด้วยกัน อวิ๋นหลินไห่ไม่คิดเลยว่าของทะเลที่นำมามอบให้เป็นของขวัญแก่ท่านผู้เฒ่ากู่จะวนกลับมาเข้าปากตัวเองในที่สุด
ซึ่งต้องยอมรับเลยว่าของที่พวกเขานำมานั้นคุณภาพดีประกอบกับฝีมือพ่อครัวที่ท่านผู้เฒ่ากู่หามาก็เก่งกาจ ทำให้รสชาติของอาหารทะเลมื้อนี้สดใหม่และอร่อยมาก จึงไม่แปลกใจเลยที่ราคาต่อชิ้นจะสูงกว่าปลาชนิดอื่นๆ มาก
หลังจากจัดการมื้ออาหารเสร็จสิ้น เวลาก็ล่วงเลยไปพอสมควร ทำให้พวกเขาต้องเตรียมตัวเดินทางกลับบ้าน ทว่าคนที่ออกอาการอาลัยอาวรณ์ไม่อยากให้พวกเขากลับนั้นไม่ใช่ท่านผู้เฒ่ากู่ กลับกลายเป็นกู่เฉินผู้เป็นหลานชาย
“น้องเจียวเจียว คราวหน้ามาต้องแวะมาหาพี่ให้ได้นะ เดี๋ยวพี่จะร้องเพลงอื่นให้ฟังอีก”
ท่านผู้เฒ่ากู่ยกมือเขกหัวหลานชายของตัวเอง
“แกเลิกสอนอะไรไร้สาระให้อวิ๋นเจียวได้แล้ว”
“อะไรกัน ปู่ไม่ฟังเหตุผลเลย อวิ๋นเจียวอยากเรียนดนตรีแถมยังร้องเพลงเพราะ ผมก็เลยตั้งใจจะแนะนำร้านขายเครื่องดนตรีให้ต่างหาก”
เมื่อได้ยินเหตุผลดังกล่าว ท่านผู้เฒ่ากู่ก็มีสีหน้าเห็นด้วย
“ถึงฉันจะไม่ชอบไอ้วงดนตรีอะไรนั่นที่เจ้าเด็กนี่ทำอยู่ เพราะฟังยังไงก็ไม่ใช่การร้องเพลงแต่เป็นการสร้างความรำคาญให้ชาวบ้านเสียมากกว่า ทว่าการเรียนดนตรีก็ช่วยขัดเกลาจิตใจได้ดี ถือเป็นทางเลือกที่ไม่เลวทีเดียว”
“ปู่ ผมบอกแล้วไงว่าไม่ได้กวนชาวบ้าน มันคือเพลงร็อกที่วัยรุ่นสมัยนี้เขากำลังฮิตกัน”
ท่านผู้เฒ่ากู่กลอกตา เขาไม่เข้าใจรสนิยมของวัยรุ่นยุคนี้เลยจริงๆ ก่อนหน้านี้เขาเคยตามไปหาหลานชายถึงบาร์ใต้ดินแห่งนั้น ทว่าแค่เดินไปถึงหน้าประตูก็ต้องรีบถอยทัพกลับ เพราะทนเสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับคนกำลังรื้อถอนบ้านไม่ได้ พอหลานชายกลับมาถึงบ้าน เขาเลยคว้าไม้ขนไก่ไล่ตีจนวิ่งหนีวนรอบบ้านไปหลายรอบ
อวิ๋นเจียวยกมือโบกลาท่านผู้เฒ่ากู่และกู่เฉินอย่างว่าง่าย ก่อนที่ครอบครัวอวิ๋นจะเดินทางกลับ
เมื่อกลับมาถึงบ้านก็พบว่าพี่ชายหลายคนเลิกเรียนกันหมดแล้ว เนื่องจากวันพรุ่งนี้เป็นวันเสาร์ซึ่งเป็นวันหยุด อวิ๋นเสี่ยวอู่และพี่น้องคนอื่นๆ จึงพากันดีใจจนแทบเนื้อเต้น
“เจียวเจียวมีของกินมาฝากพวกเราไหม”
อวิ๋นเจียวพยักหน้า เธอหยิบขนมฉือปาคลุกแป้งถั่วเหลืองออกมาส่งให้พวกเขา
“ฉันว่าแล้วว่าเจียวเจียวใจดีที่สุด”
กลุ่มพี่น้องรับขนมฉือปาไปคนละก้อน ก่อนจะพากันไปนั่งเรียงแถวอยู่บนธรณีประตูพลางกินขนมสลับกับพูดคุยหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน
ช่วงค่ำก่อนเข้านอนเป็นเวลาสำหรับแช่เท้า อวิ๋นเสี่ยวอู่และพี่ชายคนอื่นๆ ต่างแย่งกันเข้ามาแช่เท้าพร้อมกับอวิ๋นเจียว จนสุดท้ายทุกคนต้องมานั่งล้อมวงรอบกะละมังจนแทบไม่มีที่ว่างให้วางเท้า เท้าของอวิ๋นเจียวดูโดดเด่นที่สุด เมื่อเทียบกับผิวสีเข้มของบรรดาพี่ชาย เท้าของเธอขาวเนียนราวกับไข่ปอก ผิวบริเวณนิ้วเท้าและข้อต่อมีสีชมพูอ่อนๆ ดูน่ารัก
เมื่อแช่เท้าเสร็จ อวิ๋นเจียวก็หาวออกมา อวิ๋นหลินไห่จึงอุ้มลูกสาวขึ้นมา
“ไปนอนกันเถอะ”
เด็กหญิงตัวน้อยนอนคว่ำหน้าอยู่บนที่นอนพลางแกว่งเท้าไปมา มือเล็กๆ ถือกำไลสวยงามสองวงนำมาถูไถกับแก้มของตัวเอง ก่อนจะกอดกำไลเอาไว้แล้วหลับไปอย่างมีความสุข
เช้าวันต่อมา ครอบครัวอวิ๋นเตรียมตัวไปซื้อลูกหมูตามที่ตกลงกันไว้ ซึ่งความจริงแล้วหมูในช่วงเวลานี้ไม่ถือว่าเป็นลูกหมูอีกต่อไป หากต้องการให้หมูเติบโตพร้อมส่งขายในช่วงตรุษจีน การเริ่มเลี้ยงตั้งแต่ลูกหมูตัวเล็กๆ ในตอนนี้คงไม่ทันการณ์ พวกเขาจึงตัดสินใจสั่งซื้อหมูรุ่นขนาดครึ่งตัวจำนวนสองตัว ซึ่งแต่ละตัวมีน้ำหนักประมาณสี่สิบถึงห้าสิบจิน
นี่เป็นครั้งแรกที่อวิ๋นเจียวได้เดินทางมายังบ้านเดิมของหวังเหมยผู้เป็นอาสะใภ้เล็ก และเนื่องจากเป็นวันหยุด อวิ๋นเสี่ยวอู่กับพี่น้องคนอื่นๆ จึงขอตามมาด้วย
บ้านของแม่เฒ่าหวังเลี้ยงหมูขนาดต่างๆ รวมกันเจ็ดถึงแปดตัว อีกทั้งยังมีพื้นที่นาอีกหลายหมู่ที่ต้องดูแล หวังหงเฟยไม่อยู่บ้าน จึงเหลือเพียงพ่อแม่ของหวังเหมยซึ่งเป็นผู้สูงอายุสองคนเท่านั้นคอยดูแลบ้าน
เมื่อพวกอวิ๋นเจียวเดินทางมาถึง ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่ชายหญิงชราทั้งสองเพิ่งกลับมาจากทำงานในนา บนหลังของแต่ละคนมีตะกร้าสะพายหลังใบใหญ่ที่บรรจุหญ้าสำหรับเลี้ยงหมูจนเต็ม หวังเหมยรีบเดินเข้าไปช่วยรับตะกร้าสะพายหลังลงมา พร้อมกับบ่นอุบอิบ
“อยู่กันแค่สองคนจะเลี้ยงหมูอะไรเยอะแยะขนาดนี้ แดดร้อนเปรี้ยงทุกวันยังไม่ยอมพักผ่อน ถ้าเหนื่อยจนล้มป่วยขึ้นมา ค่ารักษาพยาบาลจะแพงกว่าเงินที่ขายหมูได้เสียอีกนะ”
สองสามีภรรยาชราทำเพียงรับฟังคำบ่นของลูกสาว
“อยู่บ้านเฉยๆ ก็ไม่ได้ทำอะไร สู้หาอะไรทำไปเรื่อยเปื่อยดีกว่า พอถึงช่วงตรุษจีนก็เอาหมูไปขาย หมูตัวหนึ่งขายได้เงินตั้งเยอะเชียวนะ”
หวังเหมยรู้ดีว่าพูดไปก็ป่วยการ จึงทำเพียงถอนหายใจออกมา
“ไปพักผ่อนก่อนเถอะค่ะ”
แม่เฒ่าหวังหันไปเห็นข้าวของที่พวกเขานำมาด้วยจึงเริ่มบ่นบ้าง
“มาเยี่ยมน่ะมาได้ แต่คนกันเองทั้งนั้นจะหอบข้าวของมามากมายทำไม เอาหลับไปให้พวกเด็กๆ กินเถอะ”
การเดินทางมาเยือนในครั้งนี้ พวกเขาได้เตรียมของขวัญมามอบให้ด้วย ซึ่งประกอบไปด้วยแป้งสาลี น้ำตาลทรายขาว เหล้าหนึ่งขวด และนมผงถุงใหญ่สำหรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ ซึ่งข้าวของทั้งหมดนี้อวิ๋นหลินไห่เพิ่งแวะซื้อมาจากห้างสรรพสินค้าในตัวอำเภอเมื่อวานนี้
“ที่บ้านเรามีเยอะแล้ว ของพวกนี้ตั้งใจซื้อมาให้พ่อแม่กินโดยเฉพาะเลย”
ระหว่างที่พวกผู้ใหญ่กำลังสนทนากันอยู่นั้น อวิ๋นเจียวกับบรรดาพี่ชายก็พากันเดินสำรวจรอบลานบ้านด้วยความอยากรู้อยากเห็น บริเวณด้านข้างของบ้านเก่าตระกูลหวังมีการปรับหน้าดินเพื่อทำเป็นแปลงเกษตรขนาดเล็ก ซึ่งเต็มไปด้วยพืชผักสวนครัวนานาชนิด
“คุณยาย พวกเราขอกินแตงกวาได้ไหม”
อวิ๋นเจียวถูกใจแตงกวาลูกอวบอ้วนที่ดูสดใหม่
แม่เฒ่าหวังรีบพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม
“กินสิ เด็ดไปกินได้เลย”
“ขอบคุณค่ะคุณยาย”
อวิ๋นเจียวกล่าวขอบคุณก่อนจะลงมือเด็ดแตงกวาลูกใหญ่มาแบ่งให้ตัวเองและพี่ชาย
ทว่าจำนวนแตงกวาบนต้นมีเพียงห้าลูกซึ่งไม่เพียงพอสำหรับทุกคน พวกเขาจึงใช้วิธีหักครึ่งแบ่งกัน เมื่อกัดลงไปกลิ่นหอมเฉพาะตัวของแตงกวาก็อบอวลไปทั่วทั้งปากพร้อมกับความรู้สึกกรุบกรอบ อวิ๋นเจียวหักแตงกวาในมือของตนเองออกเป็นสองท่อนแล้วแบ่งให้หวังเหมยกินด้วยกัน
หลังจากนั่งพักผ่อนกันครู่หนึ่ง พวกเขาก็พากันเดินไปดูหมูที่คอก
อวิ๋นเจียวเคี้ยวแตงกวาคำสุดท้ายในปากพลางเดินตามหลังผู้ใหญ่ไปอย่างเชื่องช้า กลิ่นบริเวณคอกหมูนั้นไม่สู้ดีนัก ต่อให้จะหมั่นทำความสะอาดบ่อยแค่ไหน
ทว่ากิจวัตรประจำวันของหมูนั้นมีเพียงแค่กิน ขับถ่าย และนอนหลับเท่านั้น ซ้ำยังขับถ่ายออกมาในปริมาณมากและมีกลิ่นเหม็นรุนแรง แต่ถึงกระนั้นมูลหมูก็ถือเป็นปุ๋ยชั้นดีสำหรับการเพาะปลูก
อวิ๋นเจียวยกมือขึ้นปิดจมูกเล็กๆ ของตนเอง เธอเขย่งปลายเท้าเพื่อชะเง้อมองเข้าไปด้านในคอกหมู พ่อแม่ของหวังเหมยมีฝีมือในการเลี้ยงหมูไม่เบา หมูทุกตัวดูแข็งแรงและมีขนาดตัวไม่เล็กเลย
เพียงไม่นานพวกเขาก็เลือกหมูตัวใหญ่สีขาวได้หนึ่งตัวและหมูลายจุดสีดำขาวอีกหนึ่งตัว ทว่าปัญหาต่อมาคือจะขนส่งหมูเหล่านี้กลับบ้านได้อย่างไร เพราะรถจักรยานยนต์ของพวกเขาย่อมรับน้ำหนักขนาดนี้ไม่ไหวอย่างแน่นอน สุดท้ายพวกเขาจึงตกลงกันว่าจะไปขอยืมรถไถของหมู่บ้าน
ทุกคนเดินออกจากบริเวณคอกหมูด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม แม่เฒ่าหวังบอกว่าจะไปต้มไข่หวานมาให้ทุกคนกิน ซึ่งอวิ๋นเจียวก็ตั้งหน้ารอคอย
เมื่อเดินกลับมาถึงหน้าบ้าน ก็มีคนกลุ่มหนึ่งเดินสวนเข้ามาเสียก่อน
“คุณแม่ น้องสามีกลับมาเยี่ยมบ้านทั้งที ทำไมไม่แวะไปนั่งเล่นที่บ้านเราบ้างล่ะ”
หญิงวัยกลางคนรูปร่างท้วมเดินเข้ามาด้านใน ดวงตาของเธอกลอกไปมาจนกระทั่งสังเกตเห็นรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่กลางลานบ้าน
ครอบครัวอวิ๋นขี่รถจักรยานยนต์คันนี้มา ส่วนคนอื่นๆ นั่งรถโดยสารประจำทางมา การปรากฏตัวของรถจักรยานยนต์คันนี้สร้างความฮือฮาให้แก่ผู้คนในหมู่บ้านเป็นอย่างมาก เมื่อหลิวหงสืบทราบมาว่ารถจักรยานยนต์คันดังกล่าวแล่นตรงมาที่บ้านของพ่อแม่สามี หญิงสาวผู้มีศักดิ์เป็นพี่สะใภ้ใหญ่ของหวังเหมยก็อยู่ไม่ติดที่ รีบพาลูกชายทั้งสองคนมาที่นี่ทันที
เด็กชายสองคนที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับอวิ๋นเสี่ยวอู่และเสี่ยวชีร้องด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะวิ่งพุ่งตรงไปยังรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่
หวังเหมยลอบกลอกตาเมื่อเห็นผู้มาเยือน แต่เนื่องจากยังมีความสัมพันธ์ฉันเครือญาติ เธอจึงปั้นหน้ายิ้มทักทายกลับไป
“พี่สะใภ้นี่เอง พวกเราเพิ่งเดินทางมาถึงบ้าน พี่ก็มาหาพอดีเลย”
หลิวหงหัวเราะร่วน
“แหม น้องเหมย ครอบครัวของเธอร่ำรวยขึ้นแล้วเหรอ ถึงขั้นซื้อรถจักรยานยนต์มาขับเลย ตอนพี่ได้ยินก็ยังไม่อยากจะเชื่อ นึกไม่ถึงเลยว่าจะเป็นพวกเธอจริงๆ”
[จบบท]