บทที่ 279: จับโจร
คืนเดือนมืดที่ลมพัดแรงช่างเป็นช่วงเวลาที่เหมาะเจาะสำหรับบรรดาหัวขโมยที่จะลงมือทำเรื่องชั่วร้าย เวลาประมาณตีหนึ่งครึ่ง ทั่วทั้งหมู่บ้านไป๋หลงตกอยู่ในความเงียบสงัด มีเพียงเสียงแมลงและนกกลางคืนที่ดังแว่วมาให้ได้ยินเป็นระยะ
ภายในห้องนอนของอวิ๋นเจียว พัดลมกำลังหมุนส่งเสียงดังหึ่งๆ บนพื้นมีเสื่อสานไม้ไผ่ผืนยาวปูลาดเอาไว้ เด็กหญิงและบรรดาพี่ชายพากันนอนแผ่หลาอยู่บนเสื่อโดยมีผ้าห่มผืนบางปิดคลุมไว้แค่ช่วงท้อง อากาศช่วงนี้เริ่มร้อนอบอ้าวขึ้นทุกที อวิ๋นเจียวจึงร้องขอให้ที่บ้านซื้อพัดลมไฟฟ้ามาเพิ่มอีกสองตัว ห้องของเธอได้มาหนึ่งตัว บรรดาพี่ชายจึงพากันหอบที่นอนมานอนเบียดกับเธอด้วยความเย็นสบาย ส่วนอีกสองตัวถูกแบ่งไปไว้ที่ห้องของพ่อกับแม่ และห้องของอากับอาสะใภ้อย่างละตัว
ท่ามกลางค่ำคืนที่ควรจะเงียบสงบและมีเพียงเสียงธรรมชาติกับเสียงพัดลม กลับมีเสียงสุนัขเห่ากรรโชกดังขึ้นมาอย่างผิดปกติ อวิ๋นเจียวลืมตาตื่นขึ้นมาทันที ในขณะที่บรรดาพี่ชายของเธอยังคงนอนหลับสนิทจนน้ำลายแทบยืด ไม่ได้มีความระแวดระวังตัวเลยสักนิด
เด็กหญิงหาวออกมาหวอดหนึ่งก่อนจะดันมือของพี่ชายที่พาดอยู่บนท้องของเธอออกไป เธอไม่ได้ปลุกใครให้ตื่นขึ้นมา แต่เลือกที่จะลุกขึ้นและเดินย่องออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ
บริเวณด้านนอกรั้วบ้านปรากฏร่างของชายสามคนที่ใช้ผ้าปิดบังใบหน้ากำลังเดินด้อมๆ มองๆ อย่างมีพิรุธ ถึงแม้พวกเขาจะพยายามทำตัวให้เงียบเชียบมากแค่ไหน แต่ก็ไม่สามารถหลุดรอดจากประสาทสัมผัสอันฉับไวของสุนัขเฝ้าบ้านไปได้
สุนัขทั้งสามตัวของบ้านตระกูลอวิ๋น รวมถึงแมวลายสลิดที่นอนอยู่บนหลังคาต่างก็ตื่นตัวขึ้นมาพร้อมกัน เมื่อกลุ่มคนแปลกหน้าขยับเข้ามาใกล้บริเวณบ้าน เสียงเห่าเตือนภัยก็ดังระงมขึ้นทันที
“บ้านนี้รวยจริงด้วย เลี้ยงหมาตัวเบ้อเริ่มตั้งสามตัว”
ในยุคที่ผู้คนยังต้องดิ้นรนหาข้าวประทังชีวิตให้อิ่มท้องไปวันๆ การที่จะมีบ้านไหนสามารถเลี้ยงสุนัขตัวใหญ่ได้ถึงสามตัว ย่อมแสดงให้เห็นว่าฐานะทางการเงินของบ้านนั้นต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
“รีบเอาเนื้อที่คลุกยาเตรียมไว้โยนเข้าไปสิ”
“จะทิ้งเนื้อพวกนี้ไปจริงๆ เหรอ เสียดายแย่เลยนะถ้าต้องเอาไปให้หมาพวกนี้กิน”
“ถ้าไม่ยอมเสียสละก็จับตัวใหญ่ไม่ได้หรอกน่า เดี๋ยวตอนขากลับเราก็จับหมาพวกนี้ติดมือไปด้วยสิ หมาตัวเบ้อเริ่มตั้งสามตัว คุ้มกว่าเนื้อพวกนี้ตั้งเยอะ”
“พี่หว่าฉลาดจริงๆ”
ชิ้นเนื้อหมูที่ถูกคลุกเคล้าด้วยยาสลบถูกโยนข้ามกำแพงเข้ามาในลานบ้าน ต้าเฮยจ้องมองออกไปด้านนอกด้วยสายตาดุดัน มันเดินเข้าไปก้มลงดมชิ้นเนื้อพวกนั้นแต่ไม่ได้กินเข้าไป สุนัขตัวใหญ่หันขวับกลับไปส่งเสียงเห่าสั้นๆ ใส่สุนัขตัวเล็กทั้งสองตัว เปาจึและทังหยวนหยุดส่งเสียงเห่าในทันที พวกมันแยกย้ายกันไปหาที่ซ่อนตัวและหมอบลงอย่างเงียบเชียบ ต้าเฮยเองก็หุบปากลงเช่นกัน สุนัขทั้งสามตัวกระจายกำลังกันอยู่ตามจุดต่างๆ ดูเผินๆ เหมือนพวกมันกำลังนั่งพักผ่อนอย่างผ่อนคลาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ร่างกายของพวกมันกำลังเกร็งตัวพร้อมที่จะกระโจนเข้าโจมตีผู้บุกรุกได้ทุกเมื่อ
“พี่หว่า ข้างในไม่มีเสียงแล้ว”
หัวขโมยทั้งสามคนยืนซุ่มรออยู่ด้านนอกด้วยความอดทน เมื่อเห็นว่าเสียงสุนัขเห่าเงียบหายไปแล้ว พวกเขาก็พากันยิ้มกริ่มออกมา
“วิธีนี้ได้ผลจริงๆ ด้วย”
“บนโลกนี้จะมีหมาตัวไหนที่ไม่ตะกละบ้างล่ะ เดี๋ยวเสร็จงานนี้พวกเราต้องไปฉลองกันให้เต็มที่เลยนะ”
“รีบเข้าไปกันเถอะ รถมอเตอร์ไซค์คันนั้นน่าจะขายได้ราคาดีเลยล่ะ ถึงตอนนั้นพวกเราคงได้ส่วนแบ่งกันคนละหลายร้อยหยวนแน่”
ในกลุ่มหัวขโมยทั้งสามคน แบ่งหน้าที่ให้คนหนึ่งคอยดูต้นทางอยู่ด้านนอก ส่วนพี่หว่ากับลูกน้องอีกคนค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้ตัวบ้านตระกูลอวิ๋น
“ระวังตัวด้วยล่ะ ฉันจะเปิดประตูแล้ว”
พี่หว่าหยิบลวดเหล็กเส้นเล็กออกมาและเริ่มงัดแงะแม่กุญแจที่คล้องอยู่หน้าประตู
เสียงดังกริ๊กดังขึ้นเบาๆ พี่หว่าเผยรอยยิ้มกว้างออกมาเมื่อแม่กุญแจถูกปลดออกสำเร็จ
“พี่ ลูกพี่หว่า”
ลูกน้องที่ยืนอยู่ด้านหลังส่งเสียงเรียกด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ มือของเขาตบลงบนบ่าของพี่หว่าด้วยความตื่นตระหนก
“มีอะไร เงียบปากไปเลยนะ”
“พี่หว่า หมา หมา”
ในจังหวะเดียวกันนั้น บานประตูก็ถูกเปิดออกจนกว้าง ทว่ากลับมีเงาดำทะมึนของบางสิ่งยืนขวางทางเอาไว้ พี่หว่าค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณ ก่อนจะสบตาเข้ากับชายร่างกำยำสองคนที่กำลังยืนจ้องมองมาที่เขาด้วยแววตาดุดัน ในมือของทั้งคู่มีท่อนเหล็กขนาดใหญ่ถือเตรียมพร้อมไว้
“หนีเร็ว”
ปฏิกิริยาตอบสนองของเขาถือว่ารวดเร็วมาก เขาหันหลังกลับและเตรียมจะวิ่งหนีสุดชีวิตในทันที
เสียงเห่ากรรโชกดังขึ้นพร้อมกับร่างของต้าเฮยที่พุ่งทะยานเข้าใส่ชายทั้งสองคนอย่างดุร้าย
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังลั่นขึ้น ด้านหน้ามีคนถืออาวุธดักรอ ส่วนด้านหลังก็มีสุนัขตัวใหญ่ไล่กัด พี่หว่ากับลูกน้องของเขาถูกทั้งทุบตีและถูกสุนัขขย้ำจนเกิดความชุลมุนวุ่นวาย เสียงร้องขอความช่วยเหลือดังระงมไปทั่วบริเวณลานบ้านของตระกูลอวิ๋น
ชายที่ทำหน้าที่ดูต้นทางอยู่ด้านนอกเมื่อเห็นท่าไม่ดีก็เตรียมจะวิ่งหนีเอาตัวรอด แต่ในเวลาเพียงไม่กี่วินาทีต่อมา เขาก็ต้องส่งเสียงร้องประสานเสียงไปกับพรรคพวกที่อยู่ด้านใน เสียงร้องโหยหวนของพวกเขาดังลั่นจนแทบจะเทียบได้กับเสียงหมูที่กำลังถูกเชือดในช่วงเทศกาลตรุษจีน ความสงบสุขของหมู่บ้านไป๋หลงถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง เสียงสุนัขเห่าดังสลับกับเสียงร้องของเป็ด ไก่ และห่านที่ตกใจตื่น
“เกิดอะไรขึ้น มีเรื่องอะไรกัน”
ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงเมื่อได้ยินเสียงเอะอะโวยวายก็รีบคว้าเสื้อคลุมมาสวมแล้ววิ่งออกมาดูเหตุการณ์กันอย่างแตกตื่น
ในขณะเดียวกัน อวิ๋นเจียวที่เพิ่งจัดการสั่งสอนหัวขโมยที่คอยดูต้นทางเสร็จเรียบร้อยแล้ว เธอกำลังลากข้อเท้าของชายคนนั้นเดินกลับเข้ามาในลานบ้าน สภาพของเขาดูไม่ต่างอะไรกับซากหมูที่ไร้สติ
“พ่อ อาคะ ตรงนี้ยังมีอีกคนหนึ่งค่ะ”
เสิ่นอวิ๋นเหลียนและหวังเหมยเดินถือไฟฉายออกมาจากในบ้าน พวกเธอส่องแสงไฟสว่างจ้าไปที่ใบหน้าของหัวขโมยทั้งสามคนทันที
อวิ๋นหลินเหอเอื้อมมือไปกระชากผ้าปิดหน้าของพวกมันออก สายตาของเขาหยุดชะงักอยู่ที่ใบหน้าของชายคนหนึ่งนานกว่าคนอื่น
“แกคือหลิวหว่าใช่ไหม”
หลังจากที่พยายามสืบหาข้อมูลมาหลายวัน ในที่สุดพวกเขาก็รู้ลักษณะหน้าตาของหลิวหว่าอย่างทะลุปรุโปร่ง
หลิวหว่าพยายามจะยกมือขึ้นมาปิดบังใบหน้าของตัวเอง อวิ๋นหลินเหอจึงส่งเสียงหัวเราะเยาะออกมา
“เลิกปิดหน้าปิดตาได้แล้วน่า ไปถึงสถานีตำรวจเมื่อไหร่ อย่าว่าแต่ชื่อของแกเลย แม้แต่วันเดือนปีเกิดแกก็ต้องคายออกมาให้หมด”
จังหวะนั้นเอง ฝูงชนที่มุงดูเหตุการณ์ก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาถึงบริเวณหน้าบ้าน
“อวิ๋นหลินไห่ บ้านนายเกิดเรื่องอะไรขึ้น”
“ไม่มีใครเป็นอะไรใช่ไหม”
“ไม่มีใครเป็นอะไรหรอก แค่มีขโมยกระจอกสามคนกะจะมาขโมยรถมอเตอร์ไซค์น่ะ แต่พวกเราจับตัวเอาไว้ได้แล้ว”
“อะไรนะ มีขโมยขึ้นบ้านเหรอ”
“ขอฉันดูหน้าหน่อยเถอะ ใครมันช่างกล้าขนาดนี้ เป็นคนดีๆ ไม่ชอบ ดันอยากเป็นโจร”
“สามคนนี้เป็นคนที่ไหนเนี่ย หน้าตาไม่คุ้นเลย น่าจะไม่ใช่คนหมู่บ้านเรานะ”
“ใช่ พวกมันไม่ใช่คนหมู่บ้านเรา รบกวนใครช่วยไปตามผู้ใหญ่บ้านให้หน่อยสิ พวกเราต้องขอยืมรถไถของเขาหน่อย”
“เดี๋ยวฉันไปตามให้เอง”
“นี่จะเอาตัวพวกมันไปส่งสถานีตำรวจใช่ไหม เดี๋ยวฉันไปเป็นเพื่อนด้วย จะได้ช่วยกันดูไม่ให้พวกมันหนีไปได้”
“พวกเราก็จะไปด้วย”
วิถีชีวิตของคนในหมู่บ้านก็เป็นเช่นนี้ แม้ในยามปกติจะมีการกระทบกระทั่งหรือมีเรื่องบาดหมางกันบ้าง แต่เมื่อมีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้น ทุกคนก็พร้อมใจกันยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออย่างเต็มที่
หัวขโมยทั้งสามคนเมื่อได้ยินว่าจะถูกส่งตัวไปสถานีตำรวจก็เริ่มร้องห่มร้องไห้ขอความเมตตา พวกมันพรั่งพรูข้ออ้างสารพัดสารพันออกมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ต้องดูแลแม่แก่ชราวัยแปดสิบปี หรือมีลูกเล็กๆ ที่ต้องหาเลี้ยง พยายามตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จเพื่อเรียกร้องความสงสาร แต่กลับไม่มีใครสนใจฟังคำแก้ตัวเหล่านั้นเลยสักนิด
ในยุคที่ผู้คนต้องดิ้นรนแบบนี้ ทุกครอบครัวต่างก็ต้องเผชิญกับความยากลำบากกันทั้งนั้น การอ้างความยากจนเพื่อมาขโมยทรัพย์สินของคนอื่นถือเป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้ หากทุกคนคิดแบบนี้ สังคมคงวุ่นวายจนหาความสงบสุขไม่ได้อย่างแน่นอน
ท้ายที่สุดแล้ว หัวขโมยทั้งสามคนก็ถูกควบคุมตัวไปยังสถานีตำรวจ อวิ๋นหลินเหอเดินเข้าไปหาเจ้าหน้าที่ตำรวจกงอันที่คุ้นเคยกันดีเพื่อบอกเล่าจุดประสงค์บางอย่าง
“จ้าวเจี้ยนกั๋ว ในกลุ่มผู้ต้องหามีคนหนึ่งที่ชื่อว่าหลิวหว่า หมอนั่นมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับภรรยาใหม่ของพี่ชายภรรยาผม รบกวนคุณช่วยเค้นความจริงเรื่องนี้ให้หน่อยได้ไหมครับ ถ้าได้เรื่องก็ถือว่าเป็นผลดี แต่ถ้าหมอนั่นไม่ยอมรับ พวกผมก็คงต้องหาทางอื่นเพื่อให้พี่ชายภรรยายอมหย่าขาดจากผู้หญิงคนนั้น”
“มีเรื่องแบบนี้ซ่อนอยู่ด้วยเหรอ ถ้าอย่างนั้น เรื่องที่พวกมันสามคนบุกไปขโมยรถมอเตอร์ไซค์ที่บ้านคุณ พวกคุณก็รู้ตัวล่วงหน้าอยู่แล้วใช่ไหม”
“เด็กๆ ในบ้านบังเอิญไปได้ยินตอนออกไปวิ่งเล่นน่ะครับ พอกลับมาถึงบ้านก็เลยมาเล่าให้พวกผมฟัง แต่พวกผมก็ไม่รู้หรอกนะว่าไอ้หลิวหว่าเนี่ยมันคือใคร แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าพวกมันจะลงมือขโมยรถวันไหน เรื่องนี้มันไม่มีหลักฐานอะไรเลย พวกผมก็เลยไม่อยากมารบกวนเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้แต่คอยระแวดระวังกันเองเงียบๆ”
“ผมเข้าใจแล้ว เดี๋ยวตอนสอบปากคำ ผมจะช่วยเค้นถามเรื่องนี้ให้เอง”
เมื่อได้รับคำยืนยันเช่นนั้น อวิ๋นหลินเหอก็เบาใจลงและเดินทางกลับบ้านเพื่อรอฟังข่าวดี เนื่องจากเวลาล่วงเลยมาจนดึกดื่นมากแล้ว การสอบปากคำอาจจะไม่เสร็จสิ้นในคืนนี้ เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากที่จัดการมื้อเช้าเรียบร้อยแล้ว อวิ๋นหลินเหอและอวิ๋นหลินไห่ก็รีบเดินทางกลับไปที่สถานีตำรวจอีกครั้ง
[จบบท]