บทที่ 281: ซื้อตู้เย็น
หลิวหงที่ถูกจับตัวเอาไว้ตะโกนร้องออกมาด้วยความตื่นตระหนก
“ต้าลี่ ต้าลี่ช่วยฉันด้วย ฉันไม่รู้จักหลิวหว่าอะไรนั่นเลยนะ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับฉันเลยสักนิด!”
ถึงแม้เธอจะพยายามดิ้นรนขัดขืนมากแค่ไหน สุดท้ายแล้วก็ยังคงถูกควบคุมตัวออกไปอยู่ดี
หวังต้าลี่อยากจะวิ่งตามออกไป ทว่าชาวบ้านธรรมดาทั่วไปย่อมมีความรู้สึกหวาดกลัวเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ตำรวจกงอัน ชายหนุ่มจึงทำได้เพียงยืนลังเล
“ฉัน... ฉันจะลองหาวิธีดู”
“จะไปหาวิธีอะไร ถ้าเธอเป็นผู้บริสุทธิ์จริง เจ้าหน้าที่ตำรวจกงอันสอบสวนเสร็จแล้วก็คงจะปล่อยตัวออกมาเองนั่นแหละ”
แม่เฒ่าหวังยกมือขึ้นฟาดลงบนตัวของลูกชายคนโตอย่างไม่ออมแรง ในเวลานี้หญิงชรารู้สึกเบิกบานใจอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อหลิวหงถูกพาตัวไปแล้ว ชาวบ้านที่อยู่ในละแวกนั้นก็พยายามจะเข้ามาสอบถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แม่เฒ่าหวังจึงตอบปัดไปเพื่อตัดรำคาญ
“ตำรวจกงอันมาจับคน เธอไปทำผิดอะไรมาพวกเราก็ไม่รู้เหมือนกัน ต้องรอให้ทางนั้นสืบสวนให้แน่ชัดก่อนแล้วพวกเราค่อยไปถามดู”
หลังจากที่ฝูงชนที่มุงดูเหตุการณ์แยกย้ายกันไปจนหมด แม่เฒ่าหวังก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นบึ้งตึงทันที หญิงชราเงื้อมือขึ้นตบหน้าลูกชายคนโตที่กำลังยืนเอามือปิดหน้าร้องไห้อยู่
“ร้อง ร้องเข้าไป จะมาร้องไห้ฟูมฟายให้กับผู้หญิงแบบนั้นทำไม แกนี่มันไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ!”
“แม่ เธอเป็นแม่ของเด็กสองคนนะ ฉัน...”
“นายลองดูของพวกนี้ก่อนเถอะ”
หวังเหมยยื่นรูปถ่ายส่งให้พี่ชาย
“เด็กสองคนนี้ไม่ใช่ลูกของพี่ ฉันเคยบอกไปแล้วแต่พี่ก็ไม่ยอมเชื่อเอง!”
หวังต้าลี่รับรูปถ่ายเหล่านั้นมาถือไว้ เมื่อเพ่งมองเนื้อหาในรูปจนชัดเจน สีหน้าของเขาก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นมืดคล้ำลงทันที
“รูปนี้คือรูปของหลิวหว่า อดลองดูให้ดีๆ เด็กสองคนนั่นหน้าตาเหมือนหลิวหว่าอย่างกับแกะ ต่อให้ไม่เหมือนร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็มีส่วนคล้ายอยู่สามถึงสี่ส่วน แม่ถึงได้บอกยังไงล่ะว่าเด็กสองคนนั้นไม่มีส่วนไหนคล้ายแกเลยสักนิด”
“หลิวหงกับหลิวหว่าร่วมมือกันหลอกให้แกรับเป็นพ่อของเด็ก ตอนที่หลิวหงเป็นแม่ม่ายชื่อเสียงของเธอก็ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่นัก เรื่องนี้แกเองก็น่าจะรู้ดีอยู่แก่ใจ มีแต่แกที่โง่ดันทุรังเชื่อว่าเด็กในท้องเป็นลูกของแก ถึงขนาดยอมทิ้งสะใภ้ลานฮวาไป แม่ไม่น่าคลอดคนโง่เง่าแบบแกออกมาเลยจริงๆ!
ถ้าแกไม่เชื่อหลักฐานจากรูปถ่ายพวกนี้ อย่างน้อยก็น่าจะเชื่อสถานีตำรวจบ้างนะ หลิวหงถูกจับก็เพราะว่าเธอไม่ได้มีความสัมพันธ์แค่กับหลิวหว่าคนเดียว แต่ยังไปพัวพันกับพวกที่ทำผิดกฎหมายอีกหลายคน”
หวังต้าลี่ยืนนิ่งอึ้งราวกับถูกฟ้าผ่า
แม่เฒ่าหวังพูดจบก็ไม่อยากจะทนมองหน้าลูกชายที่แสนโง่เขลาของตัวเองอีก หญิงชราถอนหายใจยาวออกมาแล้วหันหลังกลับ
“ลูกสาว เจียวเจียว พวกเรากลับกันเถอะ”
มาถึงขั้นนี้แล้ว ในฐานะคนเป็นแม่เธอได้พูดทุกอย่างที่ควรจะพูดออกไปจนหมด หากลูกชายคนโตยังคงดื้อดึงไม่ยอมรับความจริง ต่อให้เขาจะต้องทนทุกข์ทรมานก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว
อวิ๋นเจียวรีบวิ่งเหยาะๆ เข้าไปจับมือของหญิงชราเอาไว้
“ยาย ไม่ต้องเสียใจนะ”
อารมณ์ขุ่นมัวของแม่เฒ่าหวังพลันดีขึ้นมาเล็กน้อยในทันที เด็กคนนี้ช่างน่ารักน่าเอ็นดูเสียจริง
“ได้ ยายไม่เสียใจแล้ว เจียวเจียวอยากกินอะไร เดี๋ยวกลับไปถึงบ้านแล้วยายจะทำให้กินนะ”
“อยากกินไข่ตุ๋นค่ะ”
พวกเขาเดินออกจากบ้านของหวังต้าลี่มุ่งหน้ากลับไปยังบ้านเก่า เมื่อถึงบ้านแม่เฒ่าหวังก็ลงมือทำไข่ตุ๋นให้อวิ๋นเจียวอย่างรวดเร็ว
“แม่ เรื่องของพี่ใหญ่แม่ก็ปล่อยเขาไปเถอะ ปล่อยให้เขารู้สึกผิดและเสียใจไปเองนั่นแหละ”
แม่เฒ่าหวังพยักหน้าตอบรับ
“ไม่สนใจแล้ว”
หญิงชราปล่อยวางเรื่องนี้ลงได้แล้ว อย่างไรเสียเธอก็ไม่ได้มีลูกชายเพียงแค่คนเดียว
เรื่องราวของหลิวหงคงจะตกเป็นหัวข้อสนทนาของชาวบ้านในหมู่บ้านไปอีกนาน คืนนั้นอวิ๋นเจียวและครอบครัวก็เดินทางกลับบ้านของตัวเอง อวิ๋นหลินไห่และอวิ๋นหลินเหอยังคงคอยติดตามสถานการณ์ของหลิวหว่าอยู่อย่างต่อเนื่อง ทางสถานีตำรวจได้รับข้อมูลเกี่ยวกับผู้ร่วมขบวนการคนอื่นๆ จากจ้าวเจี้ยนกั๋วและกำลังเตรียมพร้อมที่จะออกไปจับกุมตัว
ถึงแม้หลิวหงจะไม่ได้มีส่วนร่วมในเหตุการณ์นี้โดยตรง แต่เธอก็พอจะรู้เห็นเกี่ยวกับการกระทำของพวกหลิวหว่าอยู่บ้าง เธอจึงถูกตัดสินจำคุกในข้อหาให้ที่พักพิงและปกปิดการกระทำความผิด ซึ่งต้องรับโทษจำคุกเป็นเวลาหนึ่งถึงสองปี
ทางด้านพี่ชายคนโตของหวังเหมย ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจหย่าขาดจากหลิวหง หวังต้าลี่สืบหาที่อยู่ของบ้านหลิวหว่าจนพบและนำเด็กทั้งสองคนไปส่งคืนให้ ตอนที่หวังเหมยได้รับข่าวจากทางบ้านฝั่งแม่ เธอกำลังนั่งซ่อมแหจับปลาอยู่ หญิงสาวส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอเมื่อได้ยินเรื่องราวทั้งหมด
“คอยดูเถอะ พี่ใหญ่จะต้องรู้สึกเสียใจในภายหลังอย่างแน่นอน ก็เขาเล่นไล่พี่สะใภ้ลานฮวาออกไปเพียงเพื่อผู้หญิงแบบนั้น”
หวังเผิงเฟยที่นั่งอยู่ข้างๆ พูดขึ้นในขณะที่กำลังตั้งหน้าตั้งตากินมะม่วงอย่างเอร็ดอร่อย เขาเองก็คาดไม่ถึงเหมือนกันว่าเพียงแค่ออกไปทำธุระข้างนอกกลับมา สถานการณ์ในบ้านจะพลิกผันไปได้ถึงเพียงนี้ พี่สะใภ้ใหญ่ที่แสนน่ารำคาญถูกตำรวจจับไปแล้ว แถมเด็กสองคนนั้นก็ไม่ใช่ลูกของพี่ใหญ่อีกต่างหาก
เขาเคยแวะไปดูสภาพของพี่ใหญ่ในตอนนี้มาแล้ว ช่างดูหดหู่และสิ้นหวังเสียจนไม่มีชิ้นดี จุ๊ๆ... ถ้าจะให้เขาพูดตามตรง เรื่องทั้งหมดนี้มันก็เป็นเพราะทำตัวเองทั้งนั้น แต่พอลองมาคิดดูให้ดีแล้ว การที่ไม่มีลูกก็น่าจะเป็นปัญหาที่ตัวพี่ใหญ่เองจริงๆ
“เจียวเจียว ยังอยากกินอีกไหม”
มะม่วงพวกนี้เป็นผลไม้ที่พวกเขาไปเก็บมาจากบนภูเขาในวันนี้ ขนาดของมันค่อนข้างใหญ่ ทว่าเมล็ดข้างในก็ใหญ่มากเช่นกัน แถมยังมีเส้นใยอยู่เยอะมากอีกด้วย
“ติดฟันแล้ว”
อวิ๋นเจียวรู้สึกไม่ค่อยสบายปากเมื่อมีเส้นใยมะม่วงเข้าไปติดอยู่ตามซอกฟัน เส้นใยบนเมล็ดมะม่วงพวกนี้มันมีเยอะเกินไปแล้วจริงๆ!
“อ้าปากกว้างๆ หน่อย เดี๋ยวน้าจะดูให้”
หวังเผิงเฟยใช้ไม้จิ้มฟันเขี่ยเอาเส้นใยที่ติดอยู่ตามซอกฟันของเด็กน้อยออกให้จนหมด ฟันของเขาเองก็มีเส้นใยติดอยู่เหมือนกัน
“ถ้ามีนมสดก็คงจะดีไม่น้อย น้าจะทำของอร่อยๆ ให้หนูกินเอง”
“พวกเราเอาเนื้อมะม่วงมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ หรือไม่ก็บดให้ละเอียด แล้วก็เติมนมสดลงไป ตามด้วยน้ำแข็งอีกสักหน่อย กินแล้วรับรองว่าสดชื่นสุดๆ ไปเลย”
อวิ๋นเจียวดวงตาเป็นประกายทันทีเมื่อได้ยินดังนั้น
“มีนมสดค่ะ!”
เด็กน้อยชูมือขึ้นสูง ที่บ้านของพวกเขามีนมสดอยู่จริงๆ แถมยังเพิ่งซื้อมากล่องใหญ่เสียด้วย
“แต่ไม่มีน้ำแข็งนี่สิ”
“พี่ ถ้าพวกพี่ไม่ได้ขัดสนเรื่องเงินทอง ทำไมไม่ลองซื้อตู้เย็นมาไว้สักเครื่องล่ะ จะได้เอาไว้เก็บของแถมยังทำน้ำแข็งได้ด้วย อากาศร้อนๆ แบบนี้ถ้ามีน้ำแข็งเย็นๆ หรือทำไอศกรีมแท่งกินเองคงจะชื่นใจน่าดู”
“เอาไปขายได้ด้วยนะ!”
อวิ๋นเสี่ยวชีที่เนื้อตัวมอมแมมไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหนตะโกนขึ้นมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“ขายไอศกรีมแท่ง หาเงิน!”
หวังเผิงเฟยยกมือขึ้นลูบหัวอวิ๋นเสี่ยวชีเบาๆ
“สมกับเป็นหลานชายของน้า หัวไวไม่เบาเลยนะ”
“ซื้อตู้เย็น พ่อกับแม่ต้องซื้อตู้เย็นนะคะ”
อวิ๋นเจียวยกมือขึ้นทั้งสองข้างเพื่อแสดงความเห็นด้วยอย่างเต็มที่
ถ้าที่บ้านมีตู้เย็น เธอก็จะได้กินไอศกรีมแท่งเยอะๆ ทุกวันเลยใช่ไหม อวิ๋นเจียวคิดในใจพลางทำตาโตเป็นประกาย
“ถ้าพ่อกับแม่ไม่ซื้อ เจียวเจียวจะซื้อเองค่ะ”
เศรษฐีนีตัวน้อยพูดออกมาด้วยท่าทีที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ
เสิ่นอวิ๋นเหลียนอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ
“ทำไมจู่ๆ ถึงกลายเป็นเรื่องซื้อตู้เย็นไปได้ล่ะเนี่ย”
ครอบครัวของพวกเขาสามารถซื้อตู้เย็นได้แล้วอย่างนั้นเหรอ... ดูเหมือนว่าจะสามารถซื้อได้จริงๆ เสียด้วย! การที่เจียวเจียวมีเงินทองมากมายขนาดนี้ พวกเขาก็ยังคงรู้สึกไม่ค่อยคุ้นชินสักเท่าไหร่
“เอาไว้รอให้เราซื้อเรือให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยซื้อตู้เย็นดีไหม”
อวิ๋นหลินไห่และคนอื่นๆ ไม่เคยคิดที่จะใช้เงินของเจียวเจียวไปตลอด พวกเขาวางแผนที่จะซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างตู้เย็นอยู่เหมือนกัน แต่ตั้งใจเอาไว้ว่าจะรอให้ที่บ้านมีเรือและสามารถหาเงินได้เป็นกอบเป็นกำเสียก่อน ด้วยเหตุนี้ ต่อให้อวิ๋นเจียวจะมีเงินอยู่ในมือมากแค่ไหน พวกเขาก็ไม่เคยเอ่ยปากพูดถึงเรื่องนี้มาก่อนเลย
“ต้องซื้อค่ะ ซื้อตอนนี้เลย”
อวิ๋นเจียวยังคงยืนกรานเสียงแข็ง เด็กน้อยเริ่มยกนิ้วมือขึ้นมานับทีละนิ้ว
“ตู้เย็น โทรทัศน์ เครื่องซักผ้า แล้วก็ซื้อมอเตอร์ไซค์อีกหนึ่งคัน พวกพี่ชายก็อยากได้รถจักรยาน แล้วก็ต้องซื้อจักรเย็บผ้าให้แม่กับอาสะใภ้ด้วย...”
“พอแล้วๆ เจียวเจียวไม่ต้องพูดแล้ว”
เมื่อได้ยินรายการสิ่งของที่เด็กน้อยนับออกมาทีละอย่าง อวิ๋นหลินเหอและคนอื่นๆ ก็ถึงกับสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกใจ ถ้าซื้อของพวกนี้มาจนหมด จะต้องใช้เงินมากมายมหาศาลขนาดไหนกัน!
สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ เมื่อถึงเวลานั้นคนทั้งหมู่บ้านก็จะต้องรู้กันหมดว่าครอบครัวของพวกเขามีฐานะร่ำรวยมากแค่ไหน เพียงแค่มอเตอร์ไซค์คันเดียวก็ยังตกเป็นเป้าสายตาของพวกหัวขโมยได้ หากรวมกับข้าวของเครื่องใช้ที่เจียวเจียวเพิ่งพูดไปเมื่อครู่ อวิ๋นหลินไห่และคนอื่นๆ ก็ไม่อยากจะคิดเลยว่าจะมีสายตาคอยจับจ้องมองมาที่ครอบครัวของพวกเขามากเพียงใด
อวิ๋นเจียวแสดงความไม่พอใจออกมาอย่างชัดเจน
“ต้องซื้อตู้เย็นนะคะ!”
“โทรทัศน์ก็ต้องซื้อ หนูอยากดูการ์ตูน อยากดูเรื่องผู้กองแมวดำ”
ทุกคนหลบไปให้หมด ตอนนี้เธอจะเปลี่ยนโหมดเป็นเด็กดื้อและเริ่มโวยวายแล้ว
“จักรเย็บผ้าของอาสะใภ้กับแม่ก็ต้องซื้อ จะได้เอาไว้ตัดเสื้อผ้าสวยๆ ให้เจียวเจียวกับพวกพี่ชายใส่ ถ้าพวกคุณไม่ยอมตกลง หนูจะปั่นจักรยานคันเล็กของหนูไปที่ตัวอำเภอเอง แล้วจะให้อาจารย์พาไปซื้อให้หมดเลย”
ทุกคนในครอบครัวอวิ๋นต่างพากันนิ่งเงียบจนพูดไม่ออก
ทางด้านหวังเผิงเฟยนั้นทำเพียงแค่ยกนิ้วโป้งขึ้นเพื่อแสดงความชื่นชมในความเด็ดขาดของเด็กน้อย
[จบบท]