บทที่ 282: หอยมือเสือยักษ์
เมื่อได้ยินเรื่องการซื้อโทรทัศน์ บรรดาพี่ชายของอวิ๋นเจียวก็พากันตื่นเต้นดีใจ ดวงตาของเด็กหนุ่มเปล่งประกายระยิบระยับราวกับลูกสุนัขตัวน้อยๆ ที่กำลังรอคอยของเล่นชิ้นใหม่
หวังหงเฟยยกมือขึ้น
“ผมมีคูปองจักรเย็บผ้าอยู่ใบหนึ่ง จะเอาไหมครับ”
ข้อเสนอนี้ทำให้เสิ่นอวิ๋นเหลียนและหวังเหมยรู้สึกสนใจขึ้นมา การมีจักรเย็บผ้าสักหลังจะช่วยเบาแรงและประหยัดเวลาในการตัดเย็บเสื้อผ้าไปได้มาก
“เอาค่ะ”
อวิ๋นเจียวอ้าปากรับมะม่วงสุกหอมหวานที่หวังหงเฟยปอกเตรียมไว้ให้ เด็กหญิงเคี้ยวตุ้ยๆ จนแก้มพองโตพลางพยักหน้ารับ
“งั้นเราซื้อจักรเย็บผ้ากันก่อน ส่วนของอย่างอื่นไว้รอมีคูปองแล้วค่อยว่ากันอีกทีนะคะ”
ดวงตากลมโตของอวิ๋นเจียวกลอกกลิ้งไปมา ในหัวกำลังคำนวณหาวิธีและลู่ทางที่จะไปหาคูปองโทรทัศน์และตู้เย็นมาครอบครอง
หวังหงเฟยยืดอกขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ
“พี่สาวกับพี่เขยไม่ต้องกังวลไปหรอกครับ ถ้ามัวแต่แคร์สายตาคนอื่น ชีวิตนี้คงอึดอัดแย่ ถ้ากังวลนักก็บอกชาวบ้านไปเลยว่าผมเป็นคนซื้อให้ ผมออกไปทำธุรกิจค้าขายเป็นเรื่องเป็นราวแถมยังได้กำไรกลับมาด้วย”
หลังจากผ่านประสบการณ์การเดินทางมาแล้วครั้งหนึ่ง เขาก็รู้ลู่ทางและเข้าใจความต้องการของตลาดทางฝั่งเหนือมากขึ้น การนำสินค้าไปขายในรอบที่สองจึงราบรื่นและใช้เงินลงทุนมากกว่าเดิม สินค้าที่นำไปก็ขายออกอย่างรวดเร็ว
แม้การเดินทางครั้งนี้จะใช้เวลานานสักหน่อยแต่ก็ทำกำไรได้มากถึงสี่พันหยวน หักส่วนแบ่งของอวิ๋นเจียวออกไปแล้ว เขาก็ยังมีเงินเหลือเก็บเป็นของตัวเองถึงสามพันหยวน แม้จะต้องอาบเหงื่อต่างน้ำและทนลำบากไปบ้าง แต่ผลกำไรที่ได้กลับมาก็คุ้มค่ากับความเหนื่อยยาก
แม้หวังเหมยจะไม่เคยร่วมเดินทางไปด้วย แต่สภาพของน้องชายที่กลับมาด้วยรูปร่างผอมซูบลงไปถนัดตาและผิวพรรณที่คล้ำแดดจนดำกร้าน ก็พอบอกได้ว่าเขาต้องเผชิญกับความยากลำบากมากแค่ไหน
“นายก็ระวังตัวหน่อยเถอะ อย่าทำตัวโดดเด่นให้มันมากนัก ข้างนอกนั่นอันตรายจะตายไป”
หวังหงเฟยยกมือขึ้นเกาหัว
“ผมรู้ครับพี่ พวกเราสลับเวรกันเฝ้าของตลอดเวลาที่อยู่บนรถไฟ ไม่ต้องห่วงหรอก”
เสิ่นอวิ๋นเหลียนเอ่ยชวน
“ไปเถอะเจียวเจียว พาน้าของลูกไปดูปลาตัวใหญ่กัน”
อวิ๋นเจียวลุกขึ้นยืน เธอคว้าถุงตาข่ายและกระสอบหลายใบมาผูกติดไว้กับตัว
เสิ่นอวิ๋นเหลียนบ่นอุบ แต่ถึงอย่างนั้นมือก็ยังคว้าหมวกมาสวมลงบนศีรษะของเด็กหญิงอย่างเบามือ
“ไม่ร้อนหรือไงเนี่ย”
อวิ๋นเจียวฉีกยิ้มกว้าง ใบหน้าขาวผ่องของเธอสดใสราวกับดอกทานตะวันดอกน้อย ความน่ารักน่าเอ็นดูนั้นชวนให้ใครต่อใครอยากจะเอื้อมมือไปหยิกแก้มยุ้ยๆ ของเธอเล่น
อวิ๋นเสี่ยวอู่และพี่น้องคนอื่นๆ วิ่งตามหลังมาติดๆ เนื่องจากอากาศร้อนจัด เด็กชายจึงสวมเพียงกางเกงขาสั้นและไม่แม้แต่จะสวมหมวกกันแดด พวกเขาไม่สนใจด้วยซ้ำว่าผิวจะถูกแดดเผาจนดำคล้ำไปมากกว่านี้
“รอเดี๋ยวก่อนเจียวเจียว พวกเราจะไปด้วย”
เมื่อมาถึงบริเวณชายหาด หวังหงเฟยก็ได้ประจักษ์กับความสามารถในการเรียกฝูงวาฬเพชฌฆาตของอวิ๋นเจียวอีกครั้ง แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาได้เห็นภาพนี้ แต่ความยิ่งใหญ่ของสัตว์ใต้ท้องทะเลก็ยังทำให้เขารู้สึกตื่นตะลึงอยู่ดี
บรรดาพี่ชายกระโดดพุ่งตัวลงไปในน้ำอย่างชำนาญ พวกเขาล้วงเอาปลาแห้งตัวเล็กและกุ้งแห้งจากตะกร้าไม้ไผ่ใบเล็กที่สะพายเฉียงอยู่ขึ้นมาป้อนให้วาฬเพชฌฆาต ก่อนจะตบลงบนลำตัวของพวกมันเบาๆ แล้วปีนขึ้นไปขี่บนหลังอย่างคล่องแคล่ว
“น้าลงมาสิครับ”
หวังหงเฟยพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว
“มาแล้ว”
ความเร็วของวาฬเพชฌฆาตที่แหวกว่ายไปในท้องทะเลนั้นรวดเร็วยิ่งกว่าการขับรถแข่งเสียอีก อวิ๋นเจียวชอบที่จะดำดิ่งลงไปใต้ทะเลลึก เธอตบหลังวาฬเพชฌฆาตที่ตัวเองขี่อยู่เบาๆ เป็นสัญญาณให้มันพาดำดิ่งลงสู่ก้นมหาสมุทร
แน่นอนว่าคนอื่นๆ ไม่ได้มีความสามารถพิเศษในการหายใจใต้น้ำหรือทนต่อแรงดันน้ำมหาศาลได้อย่างอวิ๋นเจียว พวกเขาจึงทำได้เพียงดำน้ำเล่นอยู่บริเวณผิวน้ำตื้นๆ และต้องคอยโผล่หัวขึ้นมาสูดอากาศหายใจอยู่เป็นระยะ
หวังหงเฟยโผล่ขึ้นมาเปลี่ยนลมหายใจถึงห้าครั้ง แม้เขาจะว่ายน้ำและดำน้ำเป็น แต่พื้นเพเดิมไม่ได้อาศัยอยู่ใกล้ทะเลตั้งแต่เกิด ทักษะการกลั้นหายใจใต้น้ำจึงยังสู้เด็กอย่างอวิ๋นเสี่ยวจิ่วไม่ได้เลย
เวลาผ่านไปพักใหญ่แล้ว เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเป็นห่วง
“เจียวเจียวล่ะ ทำไมยังไม่ขึ้นมาอีก”
อวิ๋นเสี่ยวอู่พูดขึ้น
“น้าไม่ต้องเป็นห่วงเจียวเจียวหรอกครับ น้องไม่เป็นอะไรแน่นอน”
อวิ๋นเสี่ยวอู่ตบลงบนตัววาฬเพชฌฆาตที่เขาขี่อยู่
ใช่แล้ว วาฬเพชฌฆาตตัวใหญ่ที่เขาขี่อยู่นี้ก็ชื่อเสี่ยวอู่เหมือนกัน อวิ๋นเจียวตั้งชื่อให้ฝูงวาฬเพชฌฆาตอย่างง่ายๆ ตามลำดับขนาดและตัวเลข เวลาที่อวิ๋นเสี่ยวอู่และพี่น้องคนอื่นๆ มาเล่นกับพวกมัน แต่ละคนก็จะเลือกเล่นกับวาฬเพชฌฆาตที่มีชื่อเดียวกับตัวเอง เมื่อเวลาผ่านไป ความคุ้นเคยก็ก่อตัวขึ้น ทำให้การปฏิสัมพันธ์ระหว่างเด็กๆ กับฝูงวาฬเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นธรรมชาติ
“ตรงนั้นมีปลาตัวใหญ่ เสี่ยวอู่รีบตามไปเร็ว”
ในขณะเดียวกัน อวิ๋นเจียวก็อยู่ห่างออกไปหลายสิบกิโลเมตร
เธอใช้เวลาสังเกตสภาพแวดล้อมใต้ท้องทะเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสรุปได้ว่าบริเวณนี้คือผืนน้ำใต้อ่าวที่เธอเคยมางัดเป๋าฮื้อไปเมื่อครั้งก่อน เธอจำได้ลางๆ ว่าเคยทิ้งหอยมือเสือตัวใหญ่เอาไว้ที่นี่และตั้งใจว่าจะกลับมาหาในภายหลัง แต่ก็ลืมไปเสียสนิท ในเมื่อตอนนี้บังเอิญผ่านมาถึงที่นี่แล้ว ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ลองค้นหาดู
เธอเก็บหอยเม่นที่อยู่แถวนั้นมาแกะออก ฝูงวาฬเพชฌฆาตหลายตัวที่ว่ายตามมาพากันเบียดเสียดแย่งชิงอาหารกันอย่างตะกละตะกลาม หอยเม่นถือเป็นของอร่อย แต่เต็มไปด้วยหนามแหลมคมแถมยังมีขนาดเล็ก สัตว์ทะเลทั่วไปจึงไม่สามารถเปิดเปลือกของมันออกได้
สำหรับวาฬเพชฌฆาตแล้ว ปริมาณเนื้อหอยเม่นเพียงแค่นี้คงไม่ต่างอะไรกับขนมชิ้นเล็กๆ ที่แทบจะไม่พอยาไส้ ได้แค่ลิ้มรสชาติความอร่อยเพียงชั่วครู่เท่านั้น
หลังจากแกะหอยเม่นไปสิบกว่าตัว อวิ๋นเจียวก็หยุดมือและหันไปค้นหาสิ่งอื่นในบริเวณใกล้เคียงแทน บริเวณโขดหินรอบเกาะแก่ง เธอพบว่ามีเป๋าฮื้อจำนวนมากเกาะอยู่ เธอเลือกจับเฉพาะตัวที่มีขนาดใหญ่ใส่ลงในกระสอบจนได้ปริมาณเกือบครึ่งค่อนกระสอบ ส่วนพวกที่ตัวยังเล็กอยู่ก็ปล่อยทิ้งไว้ให้เจริญเติบโตต่อไป
ในที่สุดอวิ๋นเจียวก็ค้นพบหอยมือเสือซ่อนตัวอยู่ในดงสาหร่ายทะเล
อวิ๋นเจียวแหวกสาหร่ายทะเลออกและมองดูหอยมือเสือขนาดมหึมาตรงหน้าด้วยความตกตะลึง ขนาดของมันใหญ่โตเสียจนเธอไม่สามารถใช้สองแขนโอบกอดได้มิด
“ตัวใหญ่ขนาดนี้เชียว เป็นไปไม่ได้น่า ของพวกนี้ในโลกนี้มันโตเร็วขนาดนี้เลยเหรอ”
ขณะที่กำลังว่ายน้ำวนดูรอบๆ หอยมือเสือ เธอก็สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่างอยู่ไม่ไกลนัก เมื่อว่ายเข้าไปใกล้และแหวกสาหร่ายทะเลออกดู ก็ต้องตกใจอีกครั้งเมื่อพบว่าเป็นหอยมือเสือตัวใหญ่อีกตัวหนึ่ง
ความอยากรู้อยากเห็นของอวิ๋นเจียวถูกจุดประกายขึ้นมาทันที เธอเริ่มแหวกว่ายสำรวจพื้นที่บริเวณนั้นอย่างละเอียด และเพียงไม่นานก็พบหอยมือเสืออีกหลายตัวซ่อนอยู่ตามกอสาหร่ายทะเล พวกมันมีขนาดแตกต่างกันไป มีตั้งแต่ตัวใหญ่เท่ากะละมังล้างเท้าไปจนถึงตัวเล็กขนาดเท่าชามข้าว หากไม่สังเกตให้ดีคงไม่มีทางมองเห็น ไม่มีใครรู้ว่าพวกมันอาศัยอยู่ที่นี่มานานแค่ไหน เปลือกด้านนอกที่ดูหม่นหมองกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมโดยรอบจนแทบจะแยกไม่ออก
นอกจากนี้อวิ๋นเจียวยังบังเอิญเจอเปลือกหอยมือเสือที่ว่างเปล่า เธอทดลองขดตัวมุดเข้าไปข้างในและพบว่าขนาดของมันพอดีกับตัวเธอเลย
เอาไปด้วยดีกว่า ถึงจะจับตัวที่เป็นๆ ไปไม่ได้ แต่อย่างน้อยเอาเปลือกหอยเปล่าๆ กลับไปก็ยังดี
อวิ๋นเจียวเคาะลงบนเปลือกหอยมือเสือขนาดเท่าล้อรถยนต์และเอ่ยถามอย่างสุภาพ
“สวัสดี เธอมีไข่มุกอยู่ข้างในไหม ถ้ามีไข่มุก ช่วยเปิดเปลือกออกหน่อยได้ไหม ฉันจะช่วยเอาออกให้”
สำหรับพวกมันแล้ว ไข่มุกก็คงไม่ต่างอะไรกับสิ่งแปลกปลอมที่ค้างอยู่ในร่างกายและสร้างความรำคาญใจให้ไม่น้อย อวิ๋นเจียวเฝ้าถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความอดทน จนกระทั่งถึงครั้งที่สาม ในจังหวะที่เธอเริ่มถอดใจและคิดว่าจะต้องกลับไปมือเปล่า หอยมือเสือตัวนั้นก็ขยับเปิดเนื้อที่ม้วนตัวอยู่ตรงกลางออกเป็นรูกลมๆ ก่อนที่รอยแยกจะค่อยๆ ขยายกว้างขึ้นตามแนวเนื้อรอบๆ รูกลมนั้น
ดวงตาของอวิ๋นเจียวเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น
ด้วยความใจกล้า เมื่อรอยแยกนั้นเปิดกว้างพอที่จะสอดแขนเข้าไปได้ เธอก็ไม่รอช้าที่จะยื่นแขนเข้าไปด้านในทันที โดยไม่นึกกลัวเลยว่าหอยมือเสือจะหุบเปลือกลงมาหนีบแขนของเธอจนหัก
อวิ๋นเจียวใช้มือคลำหาสิ่งของภายในอย่างระมัดระวัง ขนาดที่ใหญ่โตของมันทำให้ตัวของเธอแทบจะผลุบเข้าไปอยู่ด้านในทั้งหมด หากใครมาเห็นภาพนี้เข้าคงได้ตกใจกลัวแน่ๆ
หลังจากใช้เวลาคลำหาอยู่พักใหญ่ ในที่สุดอวิ๋นเจียวก็สัมผัสได้ถึงก้อนแข็งๆ บางอย่าง เธอรับรู้ได้ทันทีว่าเนื้อของหอยมือเสือเกิดการหดเกร็ง
การจะนำไข่มุกออกมาได้นั้นจำเป็นต้องกรีดเปิดปากแผลขนาดเล็ก และต้องทำอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนถึงชีวิตของหอยมือเสือ แต่ปัญหาคือตอนนี้เธอไม่มีเครื่องมืออะไรติดตัวมาเลย
“มันฝังอยู่ในเนื้อนี่นา คงจะเอาออกมายากหน่อย”
[จบบท]