บทที่ 287: ชุดกระโปรงตัวใหม่
“ได้สิ นอกเหนือจากของทะเลแล้ว พวกเราลองขึ้นเขาไปหาพวกเห็ดมาทำเป็นซอสเห็ดส่งไปให้พวกเขากันเถอะ”
ครอบครัวอวิ๋นอาศัยอยู่ติดกับชายทะเล แต่ก็มีพื้นที่บางส่วนที่อยู่ติดกับภูเขาด้วยเช่นกัน หากคิดจะส่งของขวัญไปให้ใครสักคน ตัวเลือกก็คงหนีไม่พ้นของทะเลหรือไม่ก็ของป่า ทว่าครอบครัวซุนอาศัยอยู่ที่หางโจว ซึ่งมีระยะทางห่างไกลจากที่นี่พอสมควร การส่งของสดไปให้จึงไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก ทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดจึงมีเพียงการส่งพวกของแห้งไปให้เท่านั้น
“ตกลงค่ะ” อวิ๋นเจียวขานรับพร้อมกับหมุนตัวกระโดดโลดเต้นเตรียมจะวิ่งไปหาพี่สี่ของตนเอง เด็กหญิงตั้งใจจะขอให้พี่ชายช่วยนำเปลือกหอยและก้อนหินสวยๆ มาประดิษฐ์เป็นของขวัญที่ดูดีสักชิ้น
“เดี๋ยวก่อน ตรงนี้ยังมีพัสดุอีกกล่องหนึ่ง” อวิ๋นหลินไห่กวักมือเรียกให้ทุกคนหันมาดู “จ่าหน้าซองบอกว่าส่งมาจากเมืองหนิง”
“อะไรนะ พวกเรามีคนรู้จักอยู่ที่เมืองนั้นด้วยเหรอ” หวังเหมยขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ก่อนที่หญิงวัยกลางคนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “หรือว่าจะเป็นอู๋หลัน”
เมื่อได้ยินชื่อของอู๋หลัน อวิ๋นหลินไห่และอวิ๋นหลินเหอก็ต้องใช้เวลาคิดอยู่ครู่หนึ่งกว่าจะนึกออก ว่านั่นคือชื่อของผู้หญิงที่เดินทางไปค่ายทหาร ซึ่งพวกเขาสามารถบังเอิญพบกันตอนที่นั่งรถไฟไปเมืองหลวงคราวนั้น
“ฉันขอดูหน่อย” หวังเหมยเดินเข้าไปใกล้เพื่อชะโงกหน้ามอง “โอ้โห เสื้อผ้าพวกนี้สวยจังเลย”
เมื่อเปิดกล่องพัสดุออกดูก็พบว่าด้านในมีเสื้อผ้าพับเก็บไว้อย่างเป็นระเบียบจำนวนสี่ชุด ในจำนวนนั้นเป็นชุดสำหรับเด็กผู้หญิงสามชุด ส่วนอีกชุดเป็นของเด็กผู้ชาย ซึ่งถูกตัดเย็บขึ้นมาให้ดูคล้ายกับเครื่องแบบทหารสีเขียวขี้ม้า
“เจ้าสาม แกลองรีบอ่านจดหมายดูสิ ว่าอู๋หลันเขียนบอกเอาไว้ว่ายังไงบ้าง” เสิ่นอวิ๋นเหลียนส่งกระดาษจดหมายให้ลูกชาย
อวิ๋นเฉินหนานกวาดสายตาอ่านเนื้อหาในจดหมายอย่างรวดเร็ว ก่อนจะสรุปใจความสำคัญให้ทุกคนฟัง
“ในจดหมายบอกว่าเสื้อผ้าพวกนี้ตั้งใจส่งมาให้อวิ๋นเจียวกับเสี่ยวจิ่วครับ เธอเอาเสื้อผ้าเก่าของตัวเองที่ใส่ไม่ได้แล้วมาดัดแปลงใหม่ ชุดของเด็กผู้หญิงก็เลยมีหลายชุดหน่อย ส่วนชุดของเสี่ยวจิ่วดัดแปลงมาจากเสื้อผ้าของสามีเธอ ก็เลยทำได้แค่ชุดเดียว เธอหวังว่าพวกเราจะไม่รังเกียจครับ”
“พวกเราจะไปรังเกียจได้ยังไงล่ะ” เสิ่นอวิ๋นเหลียนยิ้มกว้าง
หวังเหมยที่อยู่ข้างกันก็ยิ้มรับด้วยความยินดี “เนื้อผ้าดีขนาดนี้ แถมยังจับดูนุ่มสบายมือ สีสันก็สดใส ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าดัดแปลงมาจากเสื้อผ้าเก่า ชุดพวกนี้สวยมากจริงๆ”
“เจียวเจียว รีบมาดูนี่สิลูก” เสิ่นอวิ๋นเหลียนกวักมือเรียกเด็กหญิง
อวิ๋นเจียวเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ดวงตากลมโตเป็นประกายขึ้นมาทันที แม้ว่าแม่บุญธรรมของเธอจะเคยส่งเสื้อผ้ามาให้บ้าง แต่เสื้อผ้าเหล่านั้นล้วนซื้อมาจากห้างสรรพสินค้า ถึงแม้จะเป็นรูปแบบที่ดูแปลกใหม่ แต่ก็ไม่ได้แตกต่างจากรสนิยมทั่วไปของผู้คนในยุคสมัยนี้มากนัก ยังคงเป็นรูปแบบที่ดูเรียบง่ายและมิดชิดอยู่ดี
ทว่าผลงานที่อู๋หลันตัดเย็บขึ้นมาเองนั้น กลับเป็นชุดกระโปรงทรงพองฟูที่ดูสวยงามและทันสมัย ชุดแรกเป็นกระโปรงสีชมพูอ่อน ความยาวเลยหัวเข่าลงมาเล็กน้อย ตัวกระโปรงพองออกจนดูคล้ายกับแมงกะพรุน ชุดที่สองเป็นสีแดงสดใสที่มองแล้วให้ความรู้สึกเป็นมงคล แถมยังเป็นชุดกี่เพ้าตัวเล็กที่แฝงไปด้วยความน่ารักซุกซน ส่วนชุดสุดท้ายเป็นสีฟ้าอมน้ำทะเล มีรูปทรงคล้ายกับดอกผักบุ้งที่กำลังหุบกลีบเข้าหากันเล็กน้อย
“สวยจังเลย ชุดนี้สวยมากๆ เลยค่ะ” อวิ๋นเจียวจับจ้องเสื้อผ้าในกล่องตาไม่กะพริบ
ในปัจจุบันนี้เสื้อผ้าเริ่มมีสีสันและรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น แต่ผู้ใหญ่หลายคน โดยเฉพาะผู้หญิงที่แต่งงานมีครอบครัวแล้วมักจะไม่ค่อยกล้าลองใส่เสื้อผ้าที่มีรูปแบบแปลกใหม่พวกนั้น ทว่าสำหรับเด็กๆ แล้วย่อมไม่มีความกังวลในเรื่องนี้ พ่อแม่ที่รักลูกสาวคนไหนบ้างจะไม่อยากแต่งตัวให้ลูกสาวของตัวเองออกมาดูดี ยิ่งเป็นเด็กที่หน้าตาน่ารักอย่างอวิ๋นเจียวด้วยแล้ว เพียงแค่จับแต่งตัวนิดหน่อยก็ดูเหมือนกับตุ๊กตาที่ตั้งโชว์อยู่ในตู้กระจกแล้ว
ดังนั้นเมื่อได้เสื้อผ้าสวยๆ มา เสิ่นอวิ๋นเหลียนและหวังเหมยจึงรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ทั้งสองคนรีบพาอวิ๋นเจียวไปเปลี่ยนชุดกระโปรงตัวใหม่ทันที
“แม่ครับ ในจดหมายบอกว่าถ้าเป็นไปได้ ก็อยากให้พวกเราถ่ายรูปของเจียวเจียวกับเสี่ยวจิ่วตอนใส่ชุดพวกนี้ส่งไปให้เธอดูหน่อยน่ะครับ” อวิ๋นเฉินหนานร้องบอกตามหลัง
“ได้สิ เรื่องแค่นี้ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว” เสิ่นอวิ๋นเหลียนพยักหน้ารับ
“ไม่คิดเลยนะว่าอู๋หลันจะมีฝีมือขนาดนี้ พวกเราไม่มีทางทำแบบนี้ได้แน่” หวังเหมยหยิบชุดขึ้นมาพิจารณาด้วยความทึ่ง
อวิ๋นเจียวถูกจับแต่งตัวราวกับเป็นตุ๊กตา เมื่อเปลี่ยนชุดเสร็จเรียบร้อยก็มาถึงขั้นตอนการมัดผม บรรดาเครื่องประดับผมชิ้นเล็กๆ แสนสวยที่อวิ๋นเฉินเป่ยเคยประดิษฐ์ให้ก่อนหน้านี้ได้ถูกนำมาใช้จนหมด
“สวยมาก ตอนที่เห็นชุดนี้ฉันก็คิดเอาไว้แล้วว่าเจียวเจียวจะต้องใส่ออกมาสวยแน่ๆ” หวังเหมยมองเด็กหญิงด้วยความชื่นชม
ชุดที่เด็กหญิงใส่อยู่คือชุดกระโปรงสีชมพูอ่อนที่ดูคล้ายกับแมงกะพรุน เดิมทีเธอเป็นเด็กที่มีผิวขาวจัดอยู่แล้ว สีชมพูอ่อนจึงยิ่งขับให้เธอดูมีชีวิตชีวามากขึ้นไปอีก ผมทั้งสองข้างถูกถักเป็นเปียเล็กๆ แล้วมัดรวบครึ่งศีรษะแบบทรงผมของเจ้าหญิง ในเวลานี้เพียงแค่อวิ๋นเจียวยืนนิ่งๆ อยู่ตรงนั้น ก็ดูราวกับว่าเธอเปล่งประกายจนทำให้บรรยากาศรอบตัวสว่างไสวขึ้นมาได้ เด็กหญิงดูราวกับเป็นภูตทะเลตัวน้อยแสนสวยเลยทีเดียว
หวังเหมยและเสิ่นอวิ๋นเหลียนมองดูผลงานของตัวเองด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจ
ทางด้านของอวิ๋นเจียวเองก็รู้สึกชื่นชอบชุดกระโปรงตัวใหม่นี้มากเช่นกัน เด็กหญิงหมุนตัวอวดความสวยงามไปหนึ่งรอบ
“กระโปรงตัวอื่นค่อยเอาไว้เปลี่ยนพรุ่งนี้กับมะรืนนี้ก็แล้วกันนะลูก ทยอยเปลี่ยนวันละชุดก็พอ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวทรงผมจะพังเอาได้” เสิ่นอวิ๋นเหลียนบอกกับลูกสาว
“ตกลงค่ะ” อวิ๋นเจียวรับคำ
“ไปกันเถอะ พวกเราออกไปถ่ายรูปกัน” เสิ่นอวิ๋นเหลียนจับมือเด็กหญิงเตรียมเดินออกไป
“แต่ว่าหนูต้องไปสถานีตำรวจกับพี่สามไม่ใช่เหรอคะ” อวิ๋นเจียวกะพริบตาปริบๆ
“โธ่เอ๊ย ปล่อยให้พี่ชายเราไปคนเดียวก็พอแล้ว อีกอย่างพ่อกับอาเล็กของลูกก็อยู่ด้วยไม่ใช่เหรอ” เสิ่นอวิ๋นเหลียนบอกปัดอย่างไม่ใส่ใจ
หวังเหมยเดินไปหยิบกล้องถ่ายรูปออกมาเตรียมพร้อม “พวกเราไปที่ชายหาดกันเถอะ ถ้าใส่ชุดนี้แล้วไม่ได้ไปถ่ายรูปที่ทะเลคงน่าเสียดายแย่”
อวิ๋นเจียวพยักหน้ารับคำ เด็กหญิงถูกอาสะใภ้เล็กและผู้เป็นแม่จับจูงมือเดินออกไป
“ผมไปด้วยครับ” อวิ๋นเฉินเป่ยเดินตามมาสมทบ
พูดจบเขาก็เดินตามหลังพวกเธอไปเงียบๆ เรื่องถ่ายรูปถือเป็นงานถนัดของเขา เพราะส่วนใหญ่แล้วเขาก็มักจะเป็นคนจับกล้องถ่ายรูปตัวนี้อยู่เสมอ
“น่ารักจังเลยลูก น่ารักจริงๆ” หวังเหมยร้องชมไม่ขาดปาก
เดินออกไปได้เพียงแค่สองก้าว หวังเหมยก็อดใจไม่ไหวจนต้องดึงตัวอวิ๋นเจียวเข้ามากอดแล้วเอาแก้มถูไถไปมา วัยเด็กโดยเฉพาะในช่วงวัยอย่างอวิ๋นเจียวนั้นถือเป็นช่วงที่กำลังน่ารักและน่าเอ็นดูที่สุด ยิ่งหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มแบบนี้ด้วยแล้ว ผู้ใหญ่คนไหนได้เห็นก็ต้องใจอ่อนยวบกันทั้งนั้น การถูกอุ้มมากอดมาหอมจึงกลายเป็นเรื่องปกติ แก้มยุ้ยๆ ที่ดูน่ารักนั่นราวกับกำลังยั่วยวนให้คนอดใจไม่ไหวจนอยากจะขยำเล่นสักที
พวกเธอเดินออกมาได้ไม่นานก็บังเอิญพบกับชาวบ้านในหมู่บ้าน เดิมทีชาวบ้านเหล่านั้นกำลังเตรียมตัวจะออกไปทำงาน แต่พอได้เห็นอวิ๋นเจียว พวกเขาก็ละสายตาไปจากเด็กหญิงไม่ได้เลย
“เจียวเจียวใส่ชุดอะไรเนี่ย สวยจังเลย กระโปรงตัวนี้ดูแปลกตาดีนะ สีสันก็สดใสมากด้วย” ชาวบ้านคนหนึ่งร้องทัก
พอได้เห็นแบบนี้ ชาวบ้านหลายคนก็เริ่มนึกอยากจะหาชุดแบบนี้มาให้เด็กๆ ที่บ้านใส่บ้าง ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่ามันสวยขึ้นเรื่อยๆ
“สวัสดีค่ะย่าซ่ง” อวิ๋นเจียวโค้งศีรษะทักทายผู้อาวุโสด้วยความนอบน้อม
“สวัสดีจ้ะ เจียวเจียว พวกหนูพากันเดินไปไหนเนี่ย” หญิงชรายิ้มรับ
“เพื่อนสนิทของฉันส่งเสื้อผ้าที่เธอตัดเย็บเองมาให้หลานน่ะสิคะ ในจดหมายบอกว่าอยากให้ลองใส่แล้วถ่ายรูปส่งไปให้เธอดูหน่อย ชุดนี้มองดูแล้วก็คล้ายกับแมงกะพรุนตัวน้อย ฉันก็เลยคิดว่าถ้าพาไปถ่ายรูปที่ชายหาดจะต้องออกมาสวยมากแน่ๆ ค่ะ” หวังเหมยยืดอกอธิบายด้วยความภาคภูมิใจ
“สวยสิ สวยมากเลยล่ะ เจียวเจียวใส่ชุดนี้แล้วจะไปยืนตรงไหนก็ดูดีไปหมดนั่นแหละ” ย่าซ่งพยักหน้าเห็นด้วย
หลังจากนั้นเมื่อเดินผ่านผู้ใหญ่คนอื่นๆ ก็ไม่มีใครพูดเลยว่าชุดนี้ไม่สวย บรรดาเด็กๆ โดยเฉพาะพวกเด็กผู้หญิงต่างก็มองมาที่เธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอิจฉา เด็กบางคนที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจก็เริ่มงอแงให้ผู้ปกครองหาชุดกระโปรงสวยๆ แบบนี้มาให้พวกตนบ้าง ด้วยเหตุนี้เอง ตลอดทางที่พวกเขาเดินผ่านจึงมีเด็กๆ จำนวนไม่น้อยเดินตามหลังมาเป็นพรวน ซึ่งมีทั้งเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงปะปนกันไป
เมื่อถึงเวลาถ่ายรูป อวิ๋นเจียวก็ทำตัวตามสบาย เธอคิดเสียว่าการมาถ่ายรูปในครั้งนี้ก็เหมือนกับการออกมาวิ่งเล่นตามปกติ เด็กหญิงนั่งยองๆ ขุดทรายบนพื้นจนเจอเข้ากับหอยพระจันทร์หนึ่งตัว จากนั้นก็หันไปเก็บก้อนหินก้อนเล็กๆ ที่มีสีสันและรูปทรงสวยงาม ก่อนจะเดินไปกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับสุนัขตัวโตของที่บ้าน
ต้าเฮยเดินตามมาด้วยเช่นกัน อวิ๋นเจียวจึงปีนขึ้นไปขี่บนหลังของมันทันที สุนัขตัวนี้มีรูปร่างสูงใหญ่และแข็งแรงทนทาน มันจึงสามารถให้เด็กหญิงขี่หลังแล้วพาวิ่งเล่นไปตามชายหาดได้อย่างสบายๆ
“ต้าเฮยเก่งมากเลย เดี๋ยวกลับบ้านไปฉันจะหาของอร่อยๆ ให้แกกินนะ” อวิ๋นเจียวลูบขนสีดำขลับของมันเบาๆ
อวิ๋นเฉินเป่ยไม่ได้พูดอะไรออกมา เขาเพียงแค่ถือกล้องถ่ายรูปแล้วกดชัตเตอร์เก็บภาพอย่างต่อเนื่อง น้องสาวของเขาร่าเริงสดใสจนดูราวกับเป็นภูตทะเลตัวน้อยประจำชายหาดแห่งนี้จริงๆ
หนึ่งในรูปถ่ายที่ถูกบันทึกเอาไว้คือภาพตอนที่อวิ๋นเจียวกำลังนั่งร้องเพลงอยู่บนโขดหิน แสงแดดในยามนั้นดูราวกับจะลำเอียงรักใคร่เธอเป็นพิเศษ มันสาดส่องลงมาอาบไล้เรือนร่างของเด็กหญิงจนกลายเป็นสีทองประกายสว่างไสว เส้นผมสีดำขลับของเธอยังสะท้อนแสงแดดจนดูเปล่งประกายงดงาม
ในขณะเดียวกัน ที่ผืนน้ำทะเลด้านหน้าของอวิ๋นเจียวซึ่งห่างออกไปไม่ไกลนัก มีวาฬเพชฌฆาตสองสามตัวกำลังกระโดดพ้นผิวน้ำขึ้นมาให้เห็น อวิ๋นเจียวที่สวมชุดกระโปรงตัวนี้อยู่ไม่ค่อยสะดวกที่จะลงไปในน้ำเท่าไหร่นัก เธอจึงทำได้เพียงแค่ทักทายพวกมันจากที่ไกลๆ และร้องเพลงเพื่อปลอบประโลมพวกมันไปสองสามเพลง โดยมีบรรดาเด็กๆ ในหมู่บ้านยืนล้อมวงฟังเพลงอยู่ทางด้านหลังของเธอห่างออกไปเพียงเล็กน้อย
[จบบท]