บทที่ 321: รับศิษย์และเงินก้อนโต
ท่านผู้เฒ่ากู่ปรายตามองไปทางอวิ๋นเสี่ยวปา “ลองดูอีกทีสิ”
รอจนกระทั่งเด็กชายวาดภาพเสร็จ ชายชราก็เดินเข้าไปหาพร้อมกับวางชุดพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึก ลงบนโต๊ะ
“ในสมัยโบราณยังไม่มีของพวกดินสอหรือปากกาหมึกซึมหรอกนะ”
ชายชราเริ่มฝนหมึกในขณะที่พูดอธิบาย ท่าทางการขยับมือของเขาดูลื่นไหลและเชี่ยวชาญเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังแฝงไปด้วยมนต์ขลังบางอย่างที่ยากจะอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้
อวิ๋นเสี่ยวปาจ้องมองการกระทำนั้นตาไม่กะพริบ เด็กชายมองตามมือเหี่ยวย่นที่หยิบพู่กันขึ้นมาจุ่มลงในน้ำหมึก ก่อนจะจรดปลายพู่กันวาดลวดลายลงบนกระดาษ
“ถึงแม้ว่าภาพวาดพู่กันจีนจะไม่ได้มีสีสันฉูดฉาดอะไรมากมาย แต่สิ่งนี้ก็คือรากฐานทางวัฒนธรรมของประเทศเราที่สืบทอดกันมานานนับพันปี มันสามารถใช้สีที่เรียบง่ายที่สุดมาวาดลวดลายเพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่ทำให้ผู้คนต้องตกตะลึงได้”
ลายเส้นสีดำจากน้ำหมึกค่อยๆ ปรากฏเป็นรูปเป็นร่างขึ้นตามจังหวะการตวัดพู่กันของชายชรา จนกลายเป็นลวดลายดอกไม้สีน้ำเงินบนเศษกระเบื้องเคลือบ ถึงแม้ว่าภาพตรงหน้าจะมีเพียงแค่สีดำสนิท แต่มันกลับงดงามจนทำให้อวิ๋นเสี่ยวปาหลงใหล เด็กชายขยับตัวเข้าไปดูใกล้ขึ้นกว่าเดิม นัยน์ตาเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น
ทันทีที่ท่านผู้เฒ่ากู่วางพู่กันลง เด็กชายก็เงยหน้าขึ้นมองด้วยความเลื่อมใส
“คุณปู่กู่ครับ ผมอยากเรียนวาดภาพแบบนี้ คุณปู่สอนผมได้ไหมครับ”
มุมปากของชายชรายกขึ้นเป็นรอยยิ้ม “ถ้าอยากจะเรียนกับปู่จริงๆ สิ่งที่จะต้องเรียนมันไม่ได้มีแค่เรื่องวาดภาพหรอกนะ”
“ผมอยากเรียนครับ”
อวิ๋นเสี่ยวปาตอบกลับไปแทบจะในทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด
“ฮ่าๆๆ... ดีมาก ถ้าอย่างนั้นตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปก็มาหาปู่ที่นี่ได้เลย”
ชายชราหัวเราะออกมาด้วยความชอบใจก่อนจะพูดต่อ
“แต่ว่าอีกไม่นานเธอก็จะต้องเปิดเทอมแล้ว เรื่องเรียนในโรงเรียนก็เป็นเรื่องสำคัญ ไว้รอให้เปิดเทอมก่อนก็ค่อยให้พ่อของเธอมาส่งที่นี่หลังเลิกเรียนก็แล้วกัน”
“ครับ”
เด็กชายพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
“อวิ๋นเจียว อาจารย์ของเธอให้เริ่มเรียนเขียนพู่กันจีนหรือยัง”
ศาสตร์การแพทย์แผนจีนเองก็เป็นสิ่งที่สืบทอดกันมาหลายพันปีและถือเป็นสมบัติอันล้ำค่าของประเทศเช่นเดียวกัน ท่านผู้เฒ่าสวีค่อนข้างจะมีหัวโบราณอยู่บ้าง ในตอนที่เรียนแพทย์แผนจีนก็เลยต้องเรียนการเขียนพู่กันจีนควบคู่ไปด้วย
อวิ๋นเจียวพยักหน้าตอบ
“อาจารย์บอกให้หนูไปหาซื้อพวกพู่กันมาเตรียมเอาไว้แล้วค่ะ”
ท่านผู้เฒ่ากู่แค่นเสียงขึ้นจมูก
“ดูความขี้งกของอาจารย์หนูสิ แค่ชุดพู่กันกับหมึกสักชุดยังไม่ยอมลงทุนซื้อให้ลูกศิษย์เลย ไม่ต้องไปซื้อให้เสียเงินหรอก พรุ่งนี้หนูก็มาที่นี่พร้อมกับพี่ชายของหนูเลยก็แล้วกัน ตอนที่ทำพิธีรับศิษย์ปู่จะได้เตรียมของพวกนี้เอาไว้ให้พวกหนูทั้งคู่เลย
ของพี่ชายหนูถือว่าเป็นของขวัญรับศิษย์ ส่วนของหนูก็ถือซะว่าเป็นของตอบแทนที่เด็กอย่างหนูพาคนมีแววมาฝากตัวเป็นศิษย์กับปู่ก็แล้วกัน”
“ขอบคุณค่ะคุณปู่กู่”
เด็กหญิงยิ้มกว้างจนตาหยี
ส่วนเรื่องที่ชายชราพูดจาแขวะอาจารย์ของตัวเองนั้น เธอจะแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินก็แล้วกัน เพราะชายชราทั้งสองคนนี้ก็มักจะพูดข่มกันไปมาแบบนี้อยู่เป็นประจำจนเธอชินเสียแล้ว
อวิ๋นหลินไห่และอวิ๋นหลินเหอคิดไม่ถึงเลยว่า การเดินทางเข้าเมืองมาในครั้งนี้จะทำให้อวิ๋นเสี่ยวปาได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของคนเก่งกาจแบบนี้
พวกเขาแอบสูดปากด้วยความตื่นเต้น ตอนนี้ครอบครัวอวิ๋นมีเด็กที่ได้กราบอาจารย์ไปแล้วถึงสี่คนถ้านับรวมอวิ๋นเจียวเข้าไปด้วย และที่น่าบังเอิญไปกว่านั้นก็คือ เด็กทุกคนที่ได้ฝากตัวเป็นศิษย์ล้วนแล้วแต่เป็นเด็กที่มีลำดับเลขคู่กันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเจ้าสี่ อวิ๋นเสี่ยวลิ่ว อวิ๋นเสี่ยวปา รวมไปถึงอวิ๋นเจียวที่เป็นน้องคนที่สิบ
เรื่องนี้มันดูประหลาดจนพวกเขาอดไม่ได้ที่จะหัวเราะแห้งๆ ออกมา
อวิ๋นหลินเหอยิ้มกว้างจนเห็นฟัน เขาเดินเข้าไปพูดคุยตีสนิทกับท่านผู้เฒ่ากู่อย่างกระตือรือร้น
“ถ้าเด็กคนนี้ดื้อหรือซน คุณลุงลงโทษได้เต็มที่เลยนะครับ ไม่ต้องเกรงใจ”
“วางใจเถอะ เด็กคนนี้มีพรสวรรค์อยู่ไม่น้อยเลย”
ชายชราตอบกลับมาอย่างอารมณ์ดี
หลังจากนั่งพูดคุยกันต่ออีกพักใหญ่ พวกเขาก็ถึงเวลาที่ต้องขอตัวลากลับบ้านกันเสียที
ตลอดทางกลับบ้าน อวิ๋นหลินไห่และอวิ๋นหลินเหอต่างก็รู้สึกอกสั่นขวัญแขวนอยู่ตลอดเวลา เพราะสิ่งที่พวกเขาแบกกลับมาด้วยนั้นคือกระเป๋าที่เต็มไปด้วยเงินสด
นี่ไม่ใช่เงินแค่ไม่กี่ร้อยหยวน แต่มันคือเงินสดจำนวนถึงหกหมื่นหยวนเลยทีเดียว ภายในกระเป๋าใบใหญ่ถูกยัดไส้ไปด้วยธนบัตรต้าถวนเจี๋ยจนแน่นขนัด พวกเขาไม่รู้เหมือนกันว่าท่านผู้เฒ่ากู่ไปหาเงินสดจำนวนมหาศาลขนาดนี้มาจากไหน
อวิ๋นหลินไห่ใช้มือข้างหนึ่งหิ้วกระเป๋าเอาไว้แน่น ส่วนมืออีกข้างก็อุ้มลูกสาววิ่งตรงดิ่งไปยังรถมอเตอร์ไซค์ของตัวเองอย่างรวดเร็ว ในวันนี้พวกเขาต้องพาเด็กๆ มาด้วยถึงสามคน แถมยังต้องมารับเงินก้อนโตกลับไป สองพี่น้องจึงตัดสินใจขับรถมาด้วยกัน
ทางด้านของอวิ๋นหลินเหอก็มีท่าทีลุกลี้ลุกลนไม่ต่างกัน ชายหนุ่มคว้ามือเด็กชายทั้งสองคนเอาไว้แน่นแล้วออกตัววิ่งหน้าตั้งราวกับกำลังมีบางสิ่งวิ่งไล่กวดอยู่ทางด้านหลัง ก่อนจะจัดการอุ้มเด็กๆ ที่ยังคงมีสีหน้ามึนงงให้ขึ้นไปซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์ แล้วบิดคันเร่งขับออกไปจากตรงนั้นด้วยความเร็ว
โชคดีที่วันนี้พวกเขาตัดสินใจขับรถมากันเอง ถ้าต้องหอบเงินก้อนใหญ่ขนาดนี้ไปเบียดเสียดกับผู้คนบนรถประจำทาง พวกเขาก็ไม่อยากจะคิดเลยว่าจะต้องคอยระแวดระวังตัวกันขนาดไหน
ทันทีที่ขับรถมาถึงหมู่บ้านไป๋หลง ชายหนุ่มทั้งสองคนก็ลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก พวกเขารีบมุ่งหน้าตรงไปยังบ้านของผู้ใหญ่บ้านในทันที
“ผู้ใหญ่บ้านครับ!”
ในตอนที่พวกเขาไปถึงนั้น ครอบครัวของผู้ใหญ่บ้านกำลังนั่งล้อมวงกินข้าวกันอยู่ อวิ๋นหลินไห่ไม่รอช้า เขารีบหิ้วกระเป๋าใบใหญ่เดินเข้าไปด้านใน ก่อนจะดึงตัวชายชราให้เดินตามเข้าไปในห้องอีกฝั่งอย่างรวดเร็ว
“ผู้ใหญ่บ้านครับ นี่คือเงินที่ได้จากการขายทองพวกนั้นครับ”
อวิ๋นหลินไห่กระซิบเสียงแผ่วเบาราวกับกำลังทำงานลับ
“ทั้งหมดหกหมื่นหยวนครับ”
“อะไรนะ หก...”
ผู้ใหญ่บ้านรีบยกมือขึ้นมาตะครุบปากตัวเองเอาไว้เพื่อกลืนคำพูดที่เหลือลงคอไป สีหน้าของชายชราเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง
“เยอะ... เยอะขนาดนี้เชียวเหรอ”
น้ำเสียงของผู้ใหญ่บ้านสั่นเครือ ชายชราจ้องมองกระเป๋าใบนั้นตาไม่กะพริบพร้อมกับลอบกลืนน้ำลายลงคอ เขาไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยว่าของพวกนั้นจะขายได้เงินมากมายมหาศาลขนาดนี้
“นี่มัน... แค่เอาไปซ่อมแซมศาลบรรพชนกับศาลเจ้าของหมู่บ้าน คงใช้เงินไม่เยอะขนาดนี้หรอกมั้ง”
“พวกเราปรึกษากันมาแล้วครับ ในเมื่อได้เงินมาเยอะขนาดนี้แล้ว พวกเราก็ควรจะจัดการเรื่องนี้ให้มันเป็นรูปเป็นร่างไปเลยครับ พวกเราจะขยายขนาดของศาลเจ้าหมู่บ้านให้ใหญ่ขึ้น แล้วก็จะขยายลานกว้างที่อยู่ตรงหน้าศาลเจ้าด้วยครับ
หลังจากนั้นก็จะเทปูนทำถนนให้ดีๆ ไปเลย ทีนี้เวลาที่ชาวบ้านจะไปกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือจะไปจุดธูปไหว้ผีไร้ญาติในช่วงเดือนเจ็ด พวกเขาก็จะได้มีพื้นที่เอาไว้ใช้งานครับ”
“ส่วนศาลบรรพชนก็ต้องขยายพื้นที่ด้วยเหมือนกันครับ”
อวิ๋นหลินไห่อธิบายแผนการอย่างต่อเนื่อง
“สำหรับเงินที่เหลือ พวกเราก็จะเอาไปฝากธนาคารแยกไว้ในสมุดบัญชีใหม่เลยครับ ถึงตอนนั้นค่อยไปแจ้งให้พวกผู้อาวุโสในหมู่บ้านรับรู้เอาไว้ เงินก้อนนี้จะเอาไปใช้ทำถนนในหมู่บ้าน หรือจะเอาไปใช้ช่วยเหลือเด็กๆ กับคนเฒ่าคนแก่ที่ยากลำบากก็สุดแล้วแต่ทุกคนจะเห็นสมควรเลยครับ”
แน่นอนว่าแผนการทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความคิดของเขา ลำพังแค่สมองของเขาก็คงจะคิดเรื่องพวกนี้ไม่ออกอยู่แล้ว ทั้งหมดนี้เป็นความคิดของเจ้าสามอย่างอวิ๋นเฉินหนานต่างหาก เด็กคนนั้นมักจะมีหัวคิดพลิกแพลงเรื่องพวกนี้เก่งกว่าใครเพื่อน
ผู้ใหญ่บ้านขยับริมฝีปากไปมา ชายชราถึงกับพูดไม่ออกเมื่อได้รับฟังแผนการทั้งหมด เขาทำได้เพียงแค่เอื้อมมือไปจับมือของอวิ๋นหลินไห่เอาไว้แน่นด้วยความตื่นเต้น ก่อนที่หยาดน้ำตาจะไหลอาบแก้มลงมา
อวิ๋นหลินไห่เบิกตากว้าง
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย เขาไม่ได้รังแกคนแก่นะ!
“หลินไห่เอ๊ย ฉันขอบใจพวกนายมากจริงๆ บุญคุณที่ยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ คนในหมู่บ้านจะต้องกราบขอบคุณพวกนายให้ได้เลย”
“อย่าเลยครับ อย่าทำแบบนั้นเลย”
อวิ๋นหลินไห่รีบปฏิเสธด้วยสีหน้าตกใจ
“ผมรับการกราบกรานไม่ไหวหรอกครับ”
“ถ้าอย่างนั้นเงินก้อนนี้ก็ขอฝากไว้ที่ผู้ใหญ่บ้านก็แล้วกันนะครับ พวกผมเอาเงินเยอะขนาดนี้กลับไปไว้ที่บ้านก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่”
ตั้งแต่เกิดมา ภายในบ้านของเขายังไม่เคยมีเงินสดกองโตขนาดนี้มาวางอยู่เลยด้วยซ้ำ
ผู้ใหญ่บ้านนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
พูดตามตรงแล้ว ชายชราเองก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจที่จะต้องเก็บเงินจำนวนมหาศาลนี้เอาไว้กับตัวเหมือนกัน แต่ในเมื่อเงินก้อนนี้มีความสำคัญกับคนทั้งหมู่บ้าน ในฐานะที่เขาเป็นผู้ใหญ่บ้าน เขาก็จะต้องปกป้องมันเอาไว้ให้ดีที่สุด
“วางใจเถอะ ต่อให้ตาเฒ่าอย่างฉันจะต้องตาย แต่เงินก้อนนี้จะไม่มีทางหายไปไหนอย่างแน่นอน”
อวิ๋นหลินไห่ได้แต่ลอบคิดในใจว่า... มันก็ไม่จำเป็นต้องแลกด้วยชีวิตขนาดนั้นก็ได้มั้ง
หลังจากที่พวกอวิ๋นหลินไห่ขอตัวกลับไป ผู้ใหญ่บ้านก็รีบเรียกตัวลูกชายคนโตให้เข้ามาหาในห้องทันที ก่อนจะเล่าเรื่องราวทุกอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้นให้ฟังอย่างละเอียด
เมื่อลูกชายคนโตของผู้ใหญ่บ้านได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมด เขาก็ตกตะลึงจนพูดไม่ออกไปพักใหญ่ สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกทึ่งมากที่สุดก็คือ การที่เด็กอย่างอวิ๋นเจียวมีความคิดที่จะนำเงินมาสร้างศาลเจ้าและศาลบรรพชนให้กับหมู่บ้าน แถมเธอยังลงมือทำตามความคิดนั้นในทันทีอีกด้วย
เด็กที่ไหนจะคิดทำเรื่องแบบนี้ได้ นี่มันเทพเจ้าแห่งโชคลาภชัดๆ แถมยังเป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภองค์น้อยประจำหมู่บ้านของพวกเขาอีกต่างหาก!
“แกออกไปตามหาพวกช่างก่อสร้างที่ไว้ใจได้มาจัดการเรื่องนี้ทีนะ ในเมื่อตัดสินใจที่จะทำแล้ว พวกเราก็ต้องทำออกมาให้ดีที่สุด พวกวัสดุก่อสร้างก็ต้องเลือกซื้อของดีๆ มาใช้ พวกเราจะทำให้ครอบครัวอวิ๋นต้องผิดหวังไม่ได้เด็ดขาด” ผู้ใหญ่บ้านกำชับ
ลูกชายคนโตของผู้ใหญ่บ้านคือผู้สืบทอดตำแหน่งและเป็นคนที่ชาวบ้านยอมรับให้เป็นผู้ใหญ่บ้านคนต่อไป สองพ่อลูกคู่นี้มีความรับผิดชอบต่อหมู่บ้านเป็นอย่างมาก ทุกคนในหมู่บ้านจึงให้ความเคารพและเชื่อใจพวกเขาเสมอ คนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำหมู่บ้านคนต่อไปย่อมต้องมีความสามารถไม่ธรรมดา เขาเองก็กว้างขวางและรู้จักผู้คนในสายงานนี้อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
“พ่อปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผมได้เลยครับ”
ชายหนุ่มรู้สึกนับถือครอบครัวอวิ๋นจากใจจริง เขาทิ้งชามข้าวที่ยังกินไม่หมดเอาไว้ตรงนั้น แล้วรีบวิ่งออกไปตามหาช่างก่อสร้างในทันที
[จบบท]