บทที่ 327: การแข่งขันฟุตบอลกลางทะเล
ฝูงวาฬเพชฌฆาตชื่นชอบการเล่นลูกบอลเป็นอย่างมาก อวิ๋นเจียวจึงตัดสินใจเลียนแบบการแข่งขันกีฬาในโรงเรียนของอวิ๋นเสี่ยวอู่ ด้วยการจัดการแข่งขันฟุตบอลกลางทะเลที่แสนจะแปลกใหม่ขึ้นมา
กฎกติกาการแข่งขันนั้นเรียบง่าย ฝูงวาฬเพชฌฆาตและโลมาจะถูกแบ่งออกเป็นสองทีมผสมกัน โดยเด็กหญิงได้ใช้สีแดงและสีน้ำเงินแต้มทำเครื่องหมายไว้บนหัวของพวกมันล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว
เงื่อนไขการชนะคือทีมไหนสามารถโยนลูกบอลกลับมาหาเธอได้ก่อนจะเป็นฝ่ายชนะไป รางวัลสำหรับทีมที่ชนะคือการได้กินอาหารมื้อพิเศษเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งมื้อ รวมถึงอ้อมกอดอุ่นๆ จากอวิ๋นเจียว ซึ่งแน่นอนว่าทั้งฝูงวาฬเพชฌฆาตและโลมาต่างก็พึงพอใจกับรางวัลนี้มาก
ทันทีที่อวิ๋นเจียวโยนลูกบอลออกไป ฝูงวาฬเพชฌฆาตและโลมาต่างก็พุ่งตัวเข้าไปแย่งชิงกันอย่างดุเดือด พวกมันใช้ทั้งหัวดันและใช้หางตบลูกบอลกันอย่างสนุกสนาน แม้ว่าโลมาจะมีขนาดตัวที่เล็กกว่า
ทว่าพวกมันกลับมีความคล่องแคล่วว่องไว ว่ายน้ำหลบหลีกและลอบโจมตีอยู่ท่ามกลางฝูงวาฬเพชฌฆาตตัวใหญ่ บรรยากาศกลางทะเลในเวลานี้จึงเต็มไปด้วยความคึกคักและมีชีวิตชีวา
หางของวาฬเพชฌฆาตนั้นทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง เพียงแค่ตบเบาๆ ลูกบอลก็ลอยละลิ่วไปไกลลิบ ทว่าการจะควบคุมทิศทางให้ลูกบอลลอยกลับมาหาอวิ๋นเจียวอย่างแม่นยำนั้นกลับเป็นเรื่องยาก บางครั้งลูกบอลก็ถูกตบจนลอยไปตกอยู่บนชายหาด ทำให้พวกมันต้องว่ายไปเก็บและโยนกลับลงมาในน้ำใหม่อีกครั้ง
บนชายหาด หมู่มวลเด็กน้อยและวัยรุ่นในหมู่บ้านไป๋หลงต่างพากันมารวมตัวมุงดูความสนุกสนาน เสียงโห่ร้องและเสียงตะโกนเชียร์ดังแว่วมาให้ได้ยินเป็นระยะ ภาพเหตุการณ์ตรงหน้าสร้างความตื่นตะลึงให้กับหวังอี้และกู่เฉินที่เพิ่งเคยมาเห็นการแข่งขันแบบนี้เป็นครั้งแรก
บรรยากาศดูคึกคักยิ่งกว่าตอนที่มีการแข่งขันบาสเกตบอลในโรงเรียนของพวกเขาเสียอีก อีกทั้งการแข่งขันฟุตบอลระหว่างวาฬเพชฌฆาตและโลมาเช่นนี้ จะมีใครที่ไหนเคยเห็นกันบ้าง
หลังจากดึงสติกลับมาได้ หวังอี้ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา เด็กหนุ่มเพียงแค่ยกกล้องถ่ายรูปในมือขึ้นมาและกดชัตเตอร์บันทึกภาพอย่างต่อเนื่อง
หลิวอวิ๋นผู้เป็นแม่ของเขาทำงานอยู่ในสำนักพิมพ์ ที่บ้านจึงมีกล้องถ่ายรูปเตรียมพร้อมไว้เสมอ เขาเองก็ได้รับอิทธิพลจนสามารถใช้งานกล้องได้อย่างคล่องแคล่วและถ่ายภาพออกมาได้สวยงาม
เมื่อการแข่งขันดำเนินไปเรื่อยๆ เด็กหนุ่มทั้งสองคนก็เริ่มตื่นเต้นและส่งเสียงตะโกนเชียร์ร่วมกับเด็กๆ ในหมู่บ้านอย่างสนุกสนาน บางครั้งเมื่อมีชาวบ้านวัยผู้ใหญ่เดินผ่านไปมา พวกเขาก็จะหยุดยืนดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเมื่อได้ดูแล้วก็มักจะเพลิดเพลินจนไม่อยากเดินจากไปไหน
เดิมทีหมู่บ้านแห่งนี้ก็มีกิจกรรมสันทนาการไม่มากนัก การแข่งขันฟุตบอลกลางทะเลของฝูงวาฬเพชฌฆาตและโลมาในวันนี้ จึงนับว่าเป็นกิจกรรมที่สร้างความบันเทิงและคึกคักที่สุดในหมู่บ้านไป๋หลง หรืออาจจะรวมไปถึงละแวกบ้านใกล้เรือนเคียงตามแนวชายฝั่งทั้งหมดเลยก็ว่าได้
น่าเสียดายที่กิจกรรมนี้ไม่ได้จัดขึ้นเป็นประจำ อวิ๋นเจียวไม่ได้เรียกให้ฝูงวาฬเพชฌฆาตมาเล่นที่นี่ทุกวัน ส่วนใหญ่เธอจะว่ายออกไปเล่นกับพวกมันในทะเลลึกมากกว่า
การแข่งขันดำเนินไปอย่างยาวนาน และเมื่อถึงเวลาจบเกม ทุกคนบนฝั่งต่างก็ยังคงรู้สึกสนุกสนานจนไม่อยากให้เลิกรา ทว่าตอนนี้ถึงเวลาอาหารของฝูงวาฬเพชฌฆาตแล้ว พวกมันจำเป็นต้องออกไปล่าเหยื่อ หากไม่ติดเรื่องกิน พวกมันเองก็คงอยากจะเล่นสนุกแบบนี้ต่อไปเช่นกัน
ฝูงวาฬเพชฌฆาตนั้นมีนิสัยรักสนุกเป็นทุนเดิม เมื่อมีเกมให้เล่นเป็นประจำ พวกมันก็แทบจะไม่ไปก่อกวนสัตว์ทะเลชนิดอื่นอีกเลย หลังจากส่งฝูงวาฬเพชฌฆาตที่ยังมีท่าทีอาลัยอาวรณ์กลับสู่ท้องทะเลไปแล้ว อวิ๋นเจียวก็อุ้มลูกบอลและหันไปเรียกบรรดาพี่ชายให้เดินทางกลับบ้าน
อวิ๋นเสี่ยวอู่เดินเข้ามาหาน้องสาวพร้อมกับเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น
“นี่ การแข่งรอบหน้าจะมีเมื่อไหร่เหรอ สนุกมากเลย เสียดายที่ลงไปแข่งด้วยไม่ได้”
เด็กหญิงส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน
“ไม่ได้หรอก สู้แรงวาฬเพชฌฆาตไม่ไหวแน่ เดี๋ยวก็เจ็บตัวกันพอดี”
อวิ๋นเจียวรู้ดีว่าอย่าว่าแต่วาฬเพชฌฆาตเลย ลำพังแค่ขนาดตัวของโลมา หากมนุษย์โดนชนหรือถูกหางฟาดเข้าสักที อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีกระดูกหักกันบ้าง
พี่ชายคนที่ห้ารีบพยักหน้าตอบรับ
“รู้หน่า แค่พูดเล่นไปงั้นแหละ”
กู่เฉินที่ยืนอยู่ไม่ไกลรีบขยับตัวเข้ามาใกล้ พร้อมกับเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงประจบประแจง
“น้องอวิ๋นเจียว รอบหน้าจะแข่งเมื่อไหร่ก็ช่วยบอกกันหน่อยนะ กลับไปคราวนี้จะไปหาเครื่องบันทึกวิดีโอมา ถ่ายเก็บไว้ต้องออกมาดูอลังการมากแน่ๆ”
เด็กหญิงเอียงคอเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับไป
“งั้นรอให้คุณมาคราวหน้าค่อยว่ากันอีกทีนะ”
กู่เฉินยิ้มกว้างรับคำอย่างกระตือรือร้น
“ได้ๆๆ ถ้าหาเครื่องบันทึกวิดีโอมาได้แล้วจะรีบมาหาเลย”
ชายหนุ่มแอบคิดในใจว่าพอกลับไปถึงบ้าน เขาจะต้องไปตามตื๊อผู้เป็นพ่อเพื่อขอของชิ้นนี้ให้ได้
หวังอี้รีบเอ่ยเสริมขึ้นมาทันที
“ฉันก็จะมาด้วย ถึงตอนนั้นอย่าลืมเรียกด้วยล่ะ”
เด็กหนุ่มกำลังชั่งใจอยู่ว่าเขาควรจะไปหาเครื่องบันทึกวิดีโอมาด้วยดีหรือไม่ แต่หวังเจี้ยนหลินผู้เป็นพ่อคงจะไม่อนุญาตแน่ ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังสามารถไปลองถามหลิวอวิ๋นดูได้
เมื่อกลุ่มเด็กๆ เดินทางกลับมาถึงบ้าน เสิ่นอวิ๋นเหลียนและหวังเหมยก็เตรียมอาหารมื้อกลางวันเสร็จเรียบร้อยแล้ว หวังเจี้ยนหลินและหลิวอวิ๋นภรรยาของเขาก็อยู่ที่นี่ด้วย หญิงสาวสวมชุดสูทสำหรับผู้หญิง ที่ลำคอมีกล้องถ่ายรูปห้อยอยู่ และในมือก็ถือสมุดจดบันทึกเขียนอะไรบางอย่างลงไป
หวังอี้เดินเข้าไปหาพร้อมกับเอ่ยถาม
“อ้าว แม่ก็มาด้วยเหรอ”
หลิวอวิ๋นแกว่งสมุดจดบันทึกในมือไปมาเบาๆ ก่อนจะตอบลูกชาย
“เรื่องดีๆ แบบนี้ แม่ก็ต้องอยากเขียนรายงานข่าวสิ เรื่องที่พวกเธอพาโครงกระดูกจากใต้ทะเลขึ้นมาทำพิธีฝังต้องมีคนสนใจเยอะแน่ แถมยังมีการสร้างศาลเจ้าแม่มาจู่กับศาลบรรพชนในหมู่บ้านอีก”
อันที่จริงการสร้างศาลเจ้าแม่มาจู่และศาลบรรพชนนั้น หมู่บ้านที่มีฐานะค่อนข้างดีก็ย่อมต้องมีอยู่แล้ว ทว่าการต่อเติมขยายพื้นที่นั้นมีให้เห็นไม่บ่อยนัก และที่สำคัญที่สุดคือค่าใช้จ่ายในครั้งนี้มาจากครอบครัวเพียงครอบครัวเดียว หรือถ้าจะพูดให้ถูกก็คือมาจากเด็กผู้หญิงเพียงคนเดียว
หญิงสาวหันไปมองเด็กหญิงก่อนจะเอ่ยอธิบายเพิ่มเติม
“เจียวเจียวยังเด็กอยู่ คงไม่ค่อยเหมาะถ้าจะลงชื่อหนูในหนังสือพิมพ์ แม่ก็เลยเขียนลงไปว่าเป็นผลงานของครอบครัวหนูแทน”
หลิวอวิ๋นพูดเสริมขึ้นอีกประโยค
“ทำเรื่องดีๆ แบบนี้ ไม่เห็นต้องปิดบังเอาไว้เลย”
คนในครอบครัวตระกูลอวิ๋นต่างก็เห็นด้วยกับการนำเรื่องราวนี้ไปตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ สำหรับผู้คนในยุคสมัยนี้ เรื่องแบบนี้นับว่าเป็นเกียรติยศที่น่าภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ครอบครัวตระกูลหวังอยู่ร่วมรับประทานอาหารที่บ้านของพวกเขาหนึ่งมื้อก่อนจะขอตัวเดินทางกลับ
วันเวลาหลังจากนั้นผ่านไปอย่างเรียบง่าย ท่ามกลางความวุ่นวายของชาวบ้าน และการเดินทางไปเรียนในตัวอำเภอของอวิ๋นเจียวกับอวิ๋นเสี่ยวปา ไม่นานนักก็ใกล้จะถึงวันเปิดเทอมของพวกอวิ๋นเสี่ยวอู่แล้ว
พี่ชายคนที่ห้ายังมีปัญหากับการบ้านที่ยังทำไม่เสร็จ ทำให้เขาถูกพี่สามบังคับให้นั่งปั่นการบ้านอยู่ที่บ้าน จนกระทั่งวันก่อนเปิดภาคเรียน เขาก็สามารถจัดการทุกอย่างจนเสร็จสิ้นลงได้
อวิ๋นเจียวเดินตามบรรดาพี่ชายไปลงทะเบียนเรียนที่โรงเรียน เธอจึงมีโอกาสได้เห็นภาพของกลุ่มเพื่อนร่วมชั้นที่เอาแต่เล่นสนุกมาตลอดช่วงปิดเทอมฤดูร้อน จนไม่ได้แตะการบ้านเลยแม้แต่น้อย กำลังเร่งมือปั่นการบ้านกันอย่างเอาเป็นเอาตายก่อนที่จะถึงเวลาลงทะเบียน
อวิ๋นเสี่ยวอู่มองดูเพื่อนร่วมชั้นที่กำลังโอดครวญ บางคนถึงกับร้องไห้ไปพลางลอกการบ้านไปพลาง เขากลับรู้สึกถึงความเหนือกว่าที่พุ่งพล่านขึ้นมาในใจ ช่างเป็นความจริงที่ว่าการได้เห็นความทุกข์ทรมานของผู้อื่นนั้นทำให้เขารู้สึกเบิกบานใจเป็นที่สุด
เด็กหนุ่มเดินเข้าไปใกล้กลุ่มเพื่อนก่อนจะเอ่ยเย้าแหย่
“จุ๊ๆๆ บอกแล้วว่าอย่าเอาแต่เล่น เห็นไหมล่ะ เวรกรรมตามทันแล้ว”
เขาจงใจถอนหายใจยาวพร้อมกับบ่นพึมพำ
“ลำบากก่อนสบายทีหลังน่ะเข้าใจไหม เห็นพวกนายเป็นแบบนี้แล้วฉันล่ะปวดใจจริงๆ ถ้าคุณครูมาแล้วยังทำไม่เสร็จ ก็เตรียมตัวเชิญผู้ปกครองมาพบได้เลย”
อวิ๋นเสี่ยวอู่ยังคงทำหน้าตากวนประสาทพร้อมกับเอ่ยต่อ
“เฮ้อ ไม่ได้เรื่องเลย ทำไมไม่รู้จักมีความรับผิดชอบแบบฉันบ้างนะ”
นิสัยของพี่ชายคนที่ห้านั้นช่างน่าหมั่นไส้เสียจริง ลำพังแค่เพื่อนร่วมชั้นต้องมานั่งเร่งทำก็เหนื่อยมากพอแล้ว เขายังจะจงใจเข้าไปพูดจาถากถางด้วยท่าทียียวนกวนประสาทอีก นับว่าเป็นความสามารถเฉพาะตัวในการสร้างความบาดหมางและดึงดูดความเกลียดชังจากทุกคนได้อย่างยอดเยี่ยม
เพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งทนไม่ไหวจนเกิดอาการโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ รีบคว้าหนังสือปาใส่เขาทันที
“ไสหัวไปเลยไป”
อวิ๋นเจียวที่นั่งอยู่ตรงที่นั่งของเขาถึงกับพูดไม่ออกเมื่อได้เห็นพฤติกรรมของพี่ชาย
เด็กหญิงกำลังยกแก้วชานมในมือขึ้นมาดูดอย่างเอร็ดอร่อย เครื่องดื่มชนิดนี้รสชาติดีไม่เบา เธอได้ยินมาว่ามันเริ่มได้รับความนิยมมาจากทางฝั่งเมืองฮ่องกง และในปีนี้แถวบ้านของเธอก็เพิ่งจะมีร้านมาเปิดใหม่ร้านหนึ่ง
อวิ๋นเจียวดูดชานมจนหมดแก้ว เธอจัดการทิ้งแก้วเปล่าลงถังขยะ ก่อนจะหันไปดึงตัวพี่ชายคนที่ห้าที่กำลังวุ่นวายอยู่กับการแหย่เพื่อนร่วมชั้นให้เดินออกมาจากห้องเรียนด้วยกัน
เด็กหญิงหันไปเห็นพี่ชายคนที่เจ็ดกำลังยืนเหม่อลอย จึงเอ่ยถามขึ้น
“พี่เจ็ดกำลังคิดอะไรอยู่เหรอ”
เสี่ยวชีประคองแก้วชานมที่ยังเหลืออยู่นิดหน่อยไว้ในมือ อันที่จริงชานมแก้วนี้อวิ๋นเจียวก็เป็นคนเลี้ยงพวกเขา
เขาหันมามองน้องสาวแล้วเอ่ยถาม
“เจียวเจียวชอบกินไอ้นี่มากเลยเหรอ”
เด็กหญิงพยักหน้ารับทันที
“ชอบสิ รสชาติดีจะตายไป”
อวิ๋นเสี่ยวชีรีบเสนอความคิดเห็นอย่างกระตือรือร้น
“พี่ว่าไอ้นี่มันก็ทำไม่ค่อยยากนะ แม่น้องก็น่าจะทำได้เหมือนกัน น้องว่าถ้าพวกเราไปเปิดร้านขายชานมหน้าโรงเรียนจะดีไหม ตอนที่ไปซื้อพี่สังเกตเห็นว่าส่วนใหญ่คนที่มาซื้อก็มีแต่เด็กๆ กับวัยรุ่นทั้งนั้น แล้วที่ที่มีเด็กเยอะที่สุดก็หนีไม่พ้นโรงเรียนนี่แหละ”
อวิ๋นเจียวยกมือขึ้นลูบคางเบาๆ อย่างใช้ความคิด
“ก็ดูเข้าท่าอยู่นะ”
เด็กหญิงทำหน้าสงสัยก่อนจะเอ่ยถามต่อ
“แล้วใครจะเป็นคนไปเฝ้าร้านล่ะ คงไม่ใช่พี่หรอกนะ”
เสี่ยวชียืดอกขึ้นพร้อมกับตอบอย่างมั่นใจ
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ พี่ว่าฉันพี่สบายมาก”
เรื่องหาเงินนี่ขอให้บอก พี่ชายคนที่เจ็ดของเธอมักจะกระตือรือร้นอยู่เสมอ อวิ๋นเจียวรู้สึกยอมใจในความพยายามของเขาจริงๆ เขามักจะมีไอเดียแปลกใหม่ในการหาเงินอยู่ตลอด ไม่ว่าจะได้มากหรือน้อยเขาก็ไม่เคยเกี่ยง ขอเพียงแค่ให้มีรายได้เข้ามาก็พอ
ทว่านิสัยอีกอย่างของเขาคือความตระหนี่ถี่เหนียว เงินที่หามาได้แทบจะไม่เคยควักออกมาใช้จ่ายเลย และในชีวิตประจำวัน หากมีโอกาสได้เกาะคนอื่นกิน เขาก็พร้อมจะทำอย่างไม่ลังเล
[จบบท]