บทที่ 328: คำชี้แนะจากคนแปลกหน้า
อวิ๋นเสี่ยวชีเป็นคนขี้เหนียว จะมีก็แต่อวิ๋นเจียวน้องสาวคนโปรดเท่านั้นที่เขายอมทุ่มให้ไม่อั้น ขนาดกับหวังเหมยผู้เป็นแม่ เขายังคิดเล็กคิดน้อยเลย
“ไม่เรียนแล้วจริงๆ เหรอ อาเล็กได้ตีพี่ขาหักแน่ ไม่ได้พูดเล่นนะเนี่ย” เด็กหญิงเอ่ยเตือน
พี่ชายคนที่เจ็ดถอนหายใจยาว “ไม่เข้าใจเลยแฮะ เรียนหนังสือไปก็เพื่อหาเงินไม่ใช่หรือไง พี่เริ่มหาเงินตั้งแต่เด็กขนาดนี้ ก็เหมือนได้ทางลัดไม่ต้องไปเดินอ้อมให้เสียเวลา ทำไมถึงไม่ยอมให้หาเงินแล้วบังคับให้เรียนด้วยก็ไม่รู้”
จังหวะนั้นเอง ชายวัยกลางคนในชุดสูทที่เดินผ่านมาพอดีได้ยินคำบ่นของเด็กชายเข้า เขาจึงหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ
อวิ๋นเสี่ยวชีหันขวับไปมองทันที
“คุณเป็นใครเนี่ย เมื่อกี้หัวเราะผใเหรอ หรือว่าที่พูดไปมันไม่ถูกล่ะ”
ชายวัยกลางคนเห็นเด็กน้อยย้อนถามอย่างเอาเรื่องก็รู้สึกสนใจ เขาหยุดเดินแล้วหันมาคุยด้วย
“ทำไมถึงคิดว่าเรียนหนังสือไปเพื่อหาเงินอย่างเดียวล่ะ”
“อ้าว ไม่ใช่เหรอ ทุกคนเรียนหนังสือก็เพื่อให้อนาคตหางานทำง่ายๆ หางานทำก็เพื่อหาเงินกันทั้งนั้นแหละ”
เด็กชายอธิบายต่ออย่างฉะฉาน “ก็รู้แหละว่าบางคนเขาก็มีความฝันที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น อย่างพวกนักวิจัยของประเทศ ทหาร หรือตำรวจ คนพวกนั้นเก่งมากเลยนะ แต่ผมไม่ได้สนใจเรื่องพวกนั้นหรอก แล้วก็คงไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นอะไรแบบนั้นด้วย ผมชอบหาเงินต่างหาก”
ชายแปลกหน้าคาดไม่ถึงว่าเด็กตัวแค่นี้จะมีความคิดเป็นเหตุเป็นผล แถมยังรู้จักมองโลกในหลายมุมมองอีกด้วย
แค่ความคิดตรงจุดนี้ ก็ถือว่าโตกว่าเด็กวัยเดียวกันไปมากทีเดียว
“อืม ที่พูดมาก็ถูกของเธอ” ชายวัยกลางคนพยักหน้ารับ
พอได้ยินคนเห็นด้วย อวิ๋นเสี่ยวชีก็ทำหน้าตายกยออย่างได้ใจ
“แต่รู้ไหมว่าวิธีที่เธอคิดน่ะ มันหาได้แค่เงินก้อนเล็กๆ เท่านั้น”
เขายิ้มแล้วอธิบายต่อ “วิชาที่เธอกำลังเรียนอยู่ตอนนี้ อาจจะไม่ได้สอนวิธีหาเงินโดยตรง แต่มันคือการปูพื้นฐานให้แน่น เคยเห็นคนสร้างบ้านใช่ไหม ก่อนจะสร้างบ้านก็ต้องขุดหลุมลงเสาเข็มกันก่อนทั้งนั้น”
เรื่องนี้อวิ๋นเสี่ยวชีเข้าใจดี เพราะที่หมู่บ้านกำลังก่อสร้างศาลเจ้าแม่มาจู่กับศาลบรรพชนอยู่พอดี เขาจึงพยักหน้ารับรู้
ชายวัยกลางคนอธิบายเพิ่มเติม “พอเธอเรียนจบมัธยมปลายแล้วสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ เธอก็จะได้ออกไปเห็นโลกกว้าง ไม่ใช่แค่เห็นโลกนะ แต่จะได้เห็นสังคมที่แท้จริงด้วย”
เขาชี้ให้เห็นภาพชัดขึ้น “โลกและสังคมที่เธอเห็นตอนนี้มันก็แค่ยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น พอได้ไปยืนในจุดที่สูงขึ้นและไกลออกไป เธอถึงจะรู้ว่าความคิดของตัวเองในตอนนี้มันตลกแค่ไหน”
“เอาเรื่องง่ายๆ เลยนะ ถ้าเธอไม่เรียนหนังสือ เธอจะอ่านสัญญาออกไหม โลกของธุรกิจมันไม่ได้มีแค่ผิวเผินอย่างที่ตาเห็นหรอกนะ ไม่ใช่แค่มีหน้าร้าน มีคนชงชานมเป็นแล้วจะเปิดร้านได้เลย”
เห็นได้ชัดว่าชายคนนี้ยืนฟังอวิ๋นเสี่ยวชีคุยฟุ้งเรื่องอยากเปิดร้านชานมมาตั้งแต่ต้นแล้ว
“การที่เธอมองเห็นช่องทางทำมาหากินได้ไว ถือเป็นพรสวรรค์ของเธอ แต่ถ้าเธอไม่รู้จักต่อยอดพรสวรรค์นั้น แล้วเมื่อไหร่จะมีบ้านสวยๆ เป็นของตัวเองล่ะ”
คำถามนั้นทำเอาเด็กชายเริ่มนิ่งคิด ชายแปลกหน้าจึงพูดต่อ
“ถ้าไม่เรียนหนังสือ วันข้างหน้าอ่านสัญญาไม่เข้าใจ จะรู้ได้ยังไงว่าคนอื่นไม่ได้เขียนสัญญามาหลอกฟันกำไรจากเธอ”
“ถ้าไม่เรียนหนังสือ ไม่ออกไปดูโลกกว้าง จะตามความเปลี่ยนแปลงของโลกทันได้ยังไง จะรู้ได้ยังไงว่าช่วงเวลาไหนควรลงทุนทำอะไร”
เขามองลึกเข้าไปในดวงตาของเด็กชาย “เจ้าหนู เธอบอกว่าการเริ่มหาเงินตั้งแต่ตอนนี้คือการใช้ทางลัด แต่สำหรับลุง เธอแค่ยังมองไม่เห็นว่าหนทางข้างหน้ามันทั้งคดเคี้ยวและยากลำบากกว่านี้อีกเยอะ เพราะสายตาของเธอในตอนนี้ยังมองไปไม่ถึงต่างหาก”
พูดจบ เขาก็เอื้อมมือไปตบไหล่อวิ๋นเสี่ยวชีที่กำลังจมอยู่ในความคิดของตัวเองเบาๆ
“ตอนนี้เธอต้องตั้งใจเรียนไปก่อน พอสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ก็ค่อยเลือกเรียนในสิ่งที่ชอบ ถ้าชอบหาเงินก็ไปเรียนวิชาเกี่ยวกับการทำธุรกิจ นี่แหละคือการเทปูนลาดถนนให้ทางเดินของตัวเองราบเรียบ ทีนี้ต่อให้วันข้างหน้าต้องเจอทางโค้งทางชัน เธอก็จะขับรถผ่านมันไปได้อย่างสบายๆ และปลอดภัยไงล่ะ”
เขาทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะหัวเราะร่วนแล้วเดินผ่านอวิ๋นเสี่ยวชีไป
กว่าเด็กชายจะตั้งสติและหลุดออกจากห้วงความคิดได้ ชายคนนั้นก็เดินหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้
เขาหันไปคว้าไหล่เล็กๆ ของน้องสาวเขย่าด้วยความตื่นเต้น
“คนเมื่อกี้ล่ะ หายไปไหนแล้ว”
คำพูดของชายคนนั้นทำให้อวิ๋นเสี่ยวชีคิดอะไรหลายๆ อย่างตก แต่เขายังมีคำถามอีกมากมายที่อยากจะถาม ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่อยู่ตรงนี้แล้ว
อวิ๋นเจียวตอบเสียงใส “เดินไปแล้ว”
“พี่เจ็ดเลิกเขย่าตัวหนูได้แล้ว”
“โทษทีๆ เมื่อกี้พี่ตื่นเต้นไปหน่อย”
เขาลูบแก้มยุ้ยของน้องสาวเบาๆ เป็นการขอโทษ “เดี๋ยวพี่พาไปซื้อขนมกินนะ”
เด็กหญิงรีบพยักหน้ารับทันที “ตกลงตามนี้นะ หนูจะกินล่าเถียว”
อวิ๋นเสี่ยวชีชะงักไปนิดหนึ่ง “เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นแทนไม่ได้เหรอ พี่กลัวกลับไปแล้วจะโดนตีเอาน่ะสิ”
ตั้งแต่ที่อวิ๋นเจียวกินขนมขบเคี้ยวจนกินข้าวไม่ลง หญิงสาวสองคนในบ้านก็สั่งห้ามเด็ดขาดไม่ให้เธอออกมากินขนมข้างนอกอีก ถ้าจับได้ว่าใครแอบซื้อขนมมาให้กิน มีหวังกลับบ้านไปได้โดนลงหวายแน่
อวิ๋นเจียวพยายามหว่านล้อม “เราก็อย่าบอกแม่สิ”
“ไม่รู้แหละ ยังไงหนูก็จะกิน” เด็กหญิงงัดไม้ตายของเด็กน้อยมาใช้ เธอเริ่มงอแงเอาแต่ใจ
คนเป็นพี่ปวดหัวตุ้บ “ได้ๆ เดี๋ยวพี่ไปซื้อให้”
เขายืดคอมองหาชายคนเมื่อกี้อีกรอบ แต่กวาดสายตาดูจนทั่วแล้วก็ยังไม่เห็นวี่แวว สีหน้าของเด็กชายจึงเต็มไปด้วยความผิดหวัง
แต่ความรู้สึกนั้นก็อยู่ได้ไม่นาน อวิ๋นเสี่ยวชีก็พาน้องสาวเดินไปซื้อขนมกินตามสัญญาทันที
หลังจากนั้น พี่ห้ากับน้องชายอีกสองคนก็พากันมาเกาะแกะวอแว อวิ๋นเสี่ยวชีเลยต้องยอมควักกระเป๋าซื้อของให้พวกนั้นไปด้วย
เงินที่เสียไปทำเอาคนขี้งกอย่างเขารู้สึกปวดใจจนแทบกระอัก
“เสี่ยวปา แกเพิ่งซื้อสีไปไม่ใช่เหรอ จะซื้ออีกทำไมเนี่ย”
“ก็สองสีนี้ฉันยังไม่มีนี่”
“แล้วอาจารย์ไม่ได้สอนวาดภาพสีน้ำหมึกหรอกเหรอ จะเอาสีพวกนี้ไปทำไม”
อวิ๋นเสี่ยวปาตอบกลับอย่างมีเหตุผล “ก็เผื่อเอาไว้เรียนวันหลังไง ตอนนี้หลอกเอาเงินจากพี่มาซื้อได้ ใครไม่ทำก็บ้าแล้ว”
คำตอบนั้นทำเอาอวิ๋นเสี่ยวชีถึงกับจุกอก พูดไม่ออกไปชั่วขณะ
อวิ๋นเสี่ยวอู่สมทบขึ้นบ้าง “เมื่อก่อนแกก็ชอบมาเกาะพวกฉันกินฟรีตลอด จะหลอกเอาเงินจากแกได้สักหยวนมันง่ายซะที่ไหน มีโอกาสดีๆ แบบนี้ทั้งที จะยอมปล่อยไปได้ยังไง”
อวิ๋นเสี่ยวจิ่วรีบพยักหน้ารับคำ “ใช่แล้ว”
อวิ๋นเจียวมองหน้าหงิกงอของพี่เจ็ดแล้วก็หลุดหัวเราะเสียงดังคิกคัก
แล้วเธอก็โดนอวิ๋นเสี่ยวชีที่กำลังหงุดหงิดบีบแก้มยุ้ยๆ เข้าให้ด้วยความหมั่นเขี้ยว
วันรุ่งขึ้น บรรดาพี่ชายของอวิ๋นเจียวก็ต้องไปโรงเรียนตามปกติ
ครั้งนี้อวิ๋นเสี่ยวชีไม่ได้โวยวายจะออกไปหาเงินแล้วหนีเรียนเหมือนเคย แถมยังดูกระตือรือร้นอยากไปโรงเรียนมากกว่าปกติด้วยซ้ำ
ท่าทีที่เปลี่ยนไปกะทันหันทำเอาหวังเหมยผู้เป็นแม่ปรับตัวแทบไม่ทัน
ตอนแรกเธอยังแอบกังวลอยู่เลยว่าวันนี้ลูกชายตัวดีจะหาเรื่องป่วนอะไรอีกหรือเปล่า
ก็ก่อนหน้านี้ เจ้าตัวยังร้องห่มร้องไห้จะออกไปหาเงินให้ได้อยู่เลย
“นี่ใช่ลูกชายฉันจริงๆ ใช่ไหมเนี่ย” หวังเหมยเปรยขึ้นมาอย่างสงสัย
อวิ๋นเสี่ยวชีเพิ่งจะกลอกตาใส่แม่ไปรอบหนึ่ง ก็โดนอวิ๋นหลินเหอผู้เป็นพ่อตบกบาลเข้าให้หนึ่งที
“ไอ้ลูกคนนี้ ทำท่าทำทางอะไรของแก”
เด็กชายลูบหัวปอยๆ “พ่อ บอกแล้วไงว่าอย่าตีหัว เดี๋ยวสมองฉลาดๆ ของผมก็ทึบกันพอดี”
เขาทำหน้างอง้ำ “อะไรกันเนี่ย ทำตัวขยันหมั่นเพียรขึ้นมาหน่อยก็ไม่ได้เหรอ”
“โอ๊ย ไม่คุยกับพวกพ่อกับแม่แล้ว ผมต้องรีบไปลงเสาเข็มสร้างบ้านวิลล่าหลังใหญ่ในอนาคตของผมก่อน”
อวิ๋นเสี่ยวชีพ่นคำพูดประหลาดๆ ที่สองสามีภรรยาฟังไม่เข้าใจออกมาฉากใหญ่ ก่อนจะวิ่งสับเท้าหนีหายไปอย่างรวดเร็ว
อวิ๋นเจียวเดินมาส่งบรรดาพี่ชายที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน
“เจียวเจียวรีบกลับบ้านไปเถอะ ตอนเย็นเลิกเรียนแล้วค่อยมารอพวกพี่ตรงนี้นะ”
เด็กหญิงรับคำอย่างว่าง่าย “พี่เจ็ดอย่าลืมซื้อชานมมาฝากหนูด้วยนะ”
อวิ๋นเสี่ยวชียกมือขึ้นกุมขมับด้วยความเสียดายเงิน “รู้แล้วๆ”
พอพวกพี่ชายเดินลับสายตาไป อวิ๋นเจียวก็พาหมาสองตัวกับแมวอีกหนึ่งตัวเดินเตาะแตะกลับบ้าน
แต่เธอไม่ได้กลับไปที่บ้านหรอกนะ เด็กหญิงพาสัตว์เลี้ยงตัวโปรดไปเดินเล่นแถวท่าเรือต่างหาก วันนี้เป็นวันที่มีตลาดนัด บรรยากาศรอบท่าเรือเลยคึกคักเป็นพิเศษ
ชาวประมงหลายคนเอาของทะเลมาตั้งแผงลอยขายกันเต็มไปหมด
การเอามาวางขายปลีกแบบนี้จะได้ราคาดีกว่าเอาไปส่งให้พ่อค้าปลาโดยตรง ชาวบ้านหลายคนยอมเหนื่อยมาตั้งแผงขายเองก็เพื่อกำไรที่เพิ่มขึ้นมาอีกนิดหน่อยนี่แหละ
“ที่ท่าเรือนี้มีกระเพาะปลาขายบ้างไหม”
“ถ้าได้กระเพาะปลาจินเสี้ยนหมิ่นจะดีมากเลย”
น้ำเสียงนี้ฟังดูคุ้นหูพิกล
อวิ๋นเจียวหันไปมองตามเสียง ก็เห็นชายวัยกลางคนสวมชุดสูทและสวมหมวกทรงปานามาสีดำยืนอยู่ไม่ไกล
เขาคือคนเดียวกับที่พูดเตือนสติอวิ๋นเสี่ยวชีเมื่อวานนี้นั่นเอง
[จบบท]