บทที่ 340: งานเลี้ยงเล็กๆ
อวิ๋นเจียวมองผู้เป็นอาจารย์ด้วยสายตาตัดพ้อ
บรรยากาศเมื่อครู่ยังดีอยู่เลย ทำไมจู่ๆ ถึงมาทำลายความสุขกันได้ลงคอก็ไม่รู้
เด็กที่ไหนจะไปชอบให้ผู้ใหญ่มาคอยซักถามหรือตรวจการบ้านกัน
ท่านผู้เฒ่าสวีเห็นท่าทางของเด็กหญิงก็หัวเราะร่วนออกมา
“หนูนี่นะ เอาเถอะ วันนี้ให้พักสักวันก็แล้วกัน พรุ่งนี้ค่อยมาหาฉันใหม่ ถึงเวลาต้องหัดท่องจำจุดฝังเข็มแล้วล่ะ”
สิ่งที่อวิ๋นเจียวต้องทำในตอนนี้คือการท่องจำให้ขึ้นใจ แม้ศาสตร์การแพทย์แผนจีนจะมีประวัติศาสตร์ยาวนาน แต่ก็น่าเสียดายที่ตำราและวิชาความรู้มากมายถูกทำลายไปในช่วงสงคราม
โชคดีที่ท่านผู้เฒ่าสวีไหวตัวทัน ชายชรานำตำราล้ำค่าประจำตระกูลไปซ่อนไว้ในห้องใต้ดินลับที่มีเพียงเขาคนเดียวที่รู้
ท่านผู้เฒ่าสวีอาศัยบารมีจากคนที่เคยช่วยชีวิตไว้คอยคุ้มครองจึงสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสงบสุข ไม่เช่นนั้นด้วยสถานะของเขาคงถูกจับกุมตัวไปนานแล้ว
ทว่าเขาก็ต้องแลกกับการถูกย้ายจากเมืองหลวงอันสับสนวุ่นวายมายังพื้นที่ห่างไกลแห่งนี้
ชาวบ้านส่วนใหญ่ในแถบนี้ล้วนศรัทธาในเจ้าแม่มาจู่ ความเชื่ออันแรงกล้าทำให้ผู้คนจากภายนอกไม่กล้าเข้ามายุ่งวุ่นวาย ประกอบกับเป็นพื้นที่ห่างไกล การต่อสู้แย่งชิงอำนาจจึงไม่รุนแรงเท่าพื้นที่อื่น
เมื่อทุกอย่างคลี่คลายลง ชายชราจึงเปิดโรงหมอเล็กๆ ขึ้นที่นี่และไม่ได้กลับไปที่เมืองหลวงอีก
เขารู้สึกว่าการใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ก็ไม่เลว ส่วนเรื่องในเมืองหลวงก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเด็กรุ่นหลังได้เติบโตและพัฒนาต่อไป
เพราะเหตุนี้ตำราแพทย์แผนจีนโบราณของท่านผู้เฒ่าสวีจึงยังคงถูกเก็บรักษาไว้อย่างสมบูรณ์ และแน่นอนว่าจำนวนหนังสือที่ต้องท่องจำก็มีมากตามไปด้วย
นับว่าโชคดีที่อวิ๋นเจียวเป็นคนความจำดี ไม่เช่นนั้นคงต้องใช้เวลาท่องตำราพวกนี้ถึงห้าหกปีเป็นอย่างต่ำ
อวิ๋นเจียวพยักหน้ารับ
“งั้นหนูไปหาอาจารย์ก่อนนะคะ”
ท่านผู้เฒ่าสวีพยักหน้า
“รีบไปรีบกลับล่ะ มื้อเที่ยงก็มากินข้าวด้วยกันที่นี่เลย”
“ตกลงค่ะ”
อวิ๋นเจียวตั้งใจนำเนื้อปลาเหมาฉางอวี่ชิ้นใหญ่ไปฝากอาจารย์ของเธอ
เซี่ยซานเหนียงเข้มงวดกว่าท่านผู้เฒ่าสวีมาก พอเจอกันก็จับอวิ๋นเจียวมาทดสอบทันทีเพื่อดูว่าช่วงที่ไม่ได้เจอกันเด็กหญิงแอบอู้งานบ้างหรือไม่
แน่นอนว่าอวิ๋นเจียวไม่ได้อู้งานเลยแม้แต่น้อย
ถึงจะอยู่บนเกาะ เธอก็ยังหมั่นฝึกฝนทักษะพื้นฐานอยู่ทุกวัน การฝึกพวกนี้ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง แถมพอเหงื่อออกแล้วยังรู้สึกสบายตัว เธอจึงไม่คิดที่จะเกียจคร้าน
หลังจากตรวจสอบจนแน่ใจแล้ว เซี่ยซานเหนียงก็พยักหน้าด้วยความพอใจ
“ทำได้ดีมาก พยายามรักษามาตรฐานนี้ต่อไปนะ”
“คิดไว้หรือยังว่าจะเริ่มเรียนเครื่องดนตรีชิ้นไหนก่อน”
อวิ๋นเจียวเรียนทั้งเต้นและร้องเพลง เรื่องดนตรีก็ต้องเรียนด้วยเช่นกัน
เธอกำลังจะได้เรียนเครื่องดนตรีหลายชนิด หลังจากพยายามทำความเข้าใจพื้นฐานการร้องเพลงจนเชี่ยวชาญแล้ว
“คิดไว้แล้วค่ะ หนูอยากเรียนเป่าขลุ่ย”
“ทำไมล่ะ”
“ก็เพราะมันดูสวยดีนี่คะ”
เธอจินตนาการภาพตัวเองไปยืนเป่าขลุ่ยอยู่ริมทะเล ให้วาฬเพชฌฆาตกับโลมาว่ายน้ำเต้นรำไปตามจังหวะเพลง แค่คิดก็รู้แล้วว่าคนที่ผ่านมาเห็นต้องตื่นตะลึงและชื่นชมเธอมากขนาดไหน
พูดง่ายๆ ก็คืออยากเท่นั่นเอง
แน่นอนว่าอวิ๋นเจียวในตอนนี้ยังไม่รู้จักคำว่าวางมาด
“ขลุ่ยเซียวก็ได้นะคะ สองอย่างนี้พกพาง่าย อยากเป่าตอนไหนก็หยิบออกมาได้เลย ส่วนพวกกู่ฉิน กู่เจิง หรือกีตาร์มันอันใหญ่เกินไป พกติดตัวไม่ค่อยสะดวกค่ะ”
ที่สำคัญคือมันไม่เหมาะกับภาพลักษณ์ผู้เยี่ยมยุทธ์ที่เธอวาดฝันเอาไว้เลยสักนิด
เซี่ยซานเหนียงทำหน้าไม่ถูก
ช่างเถอะ ขอแค่ตั้งใจเรียนก็พอแล้ว
อวิ๋นเจียวใช้เวลาเรียนอยู่กับเซี่ยซานเหนียงประมาณสองชั่วโมงก่อนจะวิ่งไปหาท่านผู้เฒ่ากู่
อวิ๋นเสี่ยวปาไม่ได้เรียนแค่เขียนพู่กันจีนเท่านั้น แต่ต้องเรียนวาดภาพอย่างเป็นระบบด้วย
ตอนที่เธอไปถึง เด็กชายกำลังตั้งใจวาดภาพอยู่ อวิ๋นเจียวจึงหยิบกระดาษมานั่งเขียนหนังสืออยู่เงียบๆ ด้านข้าง
ท่านผู้เฒ่ากู่เดินถือขวดเหล้าโผล่มาจากไหนก็ไม่รู้
“เจียวเจียวมาแล้วหรือ เมื่อกี้อาจารย์ของเธอเพิ่งให้คนมาตามฉันไปกินข้าวด้วย เห็นบอกว่าพวกเธอเอาของดีไปฝากงั้นสิ”
อวิ๋นเจียวรีบตอบกลับไป
“ไม่ได้เอาไปฝากค่ะ แต่ท่านอาจารย์ขอซื้อไว้”
ท่านผู้เฒ่ากู่แค่นเสียงขึ้นจมูก
“ทำไม คิดว่าตาแก่อย่างฉันไม่มีปัญญาซื้อหรือไง ถึงไม่ยอมมาถามกันบ้างเลย”
อวิ๋นเจียวได้แต่คิดในใจว่าเลิกทะเลาะกันสักเรื่องจะได้ไหม
“ตอนวันเกิดหนู หนูเคยรับปากท่านอาจารย์เอาไว้แล้วค่ะ”
“อาจารย์ของเธอนี่มันเจ้าเล่ห์จริงๆ”
เด็กหญิงทำหูทวนลม ไม่รับรู้เรื่องราวใดๆ ทั้งสิ้น
ชายชราทั้งสองคนมักจะชอบถกเถียงกันแบบนี้เป็นประจำ เธอเป็นแค่เด็กรุ่นหลัง ไม่อยากเข้าไปก้าวก่ายเรื่องของผู้ใหญ่
“วันนี้พอแค่นี้ก่อนก็แล้วกัน ไปเถอะ ไปกินของดีบ้านตาแก่นั่นกันดีกว่า”
อวิ๋นเจียวกับอวิ๋นเสี่ยวปารีบเก็บของบนโต๊ะจนสะอาดเรียบร้อย ก่อนจะเดินตามหลังชายชราไปติดๆ
“ท่านผู้เฒ่ากู่ถืออะไรอยู่หรือคะ”
เด็กหญิงเอ่ยถาม
“เหล้าน่ะสิ”
“นี่มันของดีเชียวนะ เหล้าชั้นยอดที่ฉันเก็บสะสมไว้เองเลย น่าเสียดายที่พวกหนูยังเด็กเกินไป ดื่มไม่ได้หรอก”
อวิ๋นเจียวบ่นพึมพำกับตัวเองเบาๆ ว่าทำไมพวกผู้ใหญ่ถึงชอบดื่มเหล้ากันนัก
แล้วก็ชอบสูบบุหรี่ด้วย
เมื่อมาถึงบ้านท่านผู้เฒ่าสวี
อาหารมากมายถูกจัดวางไว้บนโต๊ะจนแน่นขนัด
อวิ๋นเจียวมองดูอาหารตรงหน้าจนน้ำลายแทบสอ
ท่านผู้เฒ่ากู่เดินเอามือไพล่หลังพลางหิ้วขวดเหล้าเดินเข้าไปด้านใน
“ไหน มีของดีอะไรถึงได้ถ่อไปตามฉันมากินด้วย”
ท่านผู้เฒ่าสวีเหลือบมองอีกฝ่าย
“ก็รู้อยู่แล้วไม่ใช่หรือไง”
บ้านของท่านผู้เฒ่าสวีมีขนาดค่อนข้างใหญ่และมีแม่บ้านคอยทำอาหารให้ อาหารในแต่ละวันของเขากับลูกศิษย์ก็เป็นฝีมือของแม่บ้านคนนี้
อาหารบนโต๊ะมื้อนี้ก็คงเป็นฝีมือของเธอเช่นกัน
ถึงจะดูเป็นอาหารทำกินเองที่บ้านธรรมดาๆ ไม่ได้จัดจานสวยงามเหมือนในภัตตาคารหรู แต่รสชาติก็อร่อยมากทีเดียว
“ปลาตัวใหญ่ขนาดนี้ฉันกินคนเดียวไม่หมดหรอก ถ้าเกิดนายไม่ได้เป็นอาจารย์ของเจียวเจียวกับอวิ๋นเสี่ยวปาล่ะก็ ฉันไม่เรียกนายมากินด้วยหรอก”
ท่านผู้เฒ่ากู่ยกขวดเหล้าในมือขึ้นมา
“ถ้างั้นนายก็คงอดกินเหล้าชั้นยอดที่ฉันอุตส่าห์เก็บสะสมเอาไว้เหมือนกัน”
ชายชราทั้งสองคนเริ่มเปิดศึกฝีปากกันอีกครั้ง
ผ่านไปไม่นาน เซี่ยซานเหนียงก็เดินทางมาถึง พร้อมกับศิษย์พี่ชายทั้งสองคนและศิษย์พี่หญิงของอวิ๋นเจียว
ทุกคนล้วนคุ้นเคยกันดีจึงไม่มีใครรู้สึกเกร็ง ต่างคนต่างนั่งลงล้อมวงกินข้าวกันอย่างมีความสุข
ทันทีที่ฝาขวดเหล้าถูกเปิดออก กลิ่นหอมฟุ้งก็ลอยมาแตะจมูกจนอวิ๋นเจียวต้องสูดดมกลิ่นนั้นเข้าไปเต็มปอด
เธอไม่รู้หรอกว่าเหล้าขวดนี้รสชาติเป็นยังไง รู้แค่ว่ากลิ่นมันหอมเย้ายวนใจมาก
เด็กหญิงเคี้ยวลูกชิ้นปลาจนแก้มตุ่ยพลางจ้องมองท่านผู้เฒ่ากู่รินเหล้ากลิ่นหอมฉุยลงในแก้วใบเล็กของผู้ใหญ่ทุกคนตาไม่กะพริบ
แม้แต่เซี่ยซานเหนียงก็ยังได้ส่วนแบ่งกับเขาด้วย ถึงจะได้ไม่มากก็ตาม
เธอต้องคอยดูแลรักษาเส้นเสียงให้ดี ปกติแล้วมักจะไม่ค่อยแตะต้องของเผ็ด บุหรี่ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พวกนี้เลย
แต่ถ้าแค่จิบสังสรรค์เล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่ได้ส่งผลเสียอะไร
บนโต๊ะอาหารมื้อนี้จึงมีแค่อวิ๋นเจียวกับอวิ๋นเสี่ยวปาเท่านั้นที่อดลิ้มลอง
สงสัยว่าสายตาของเด็กหญิงจะดูจริงจังเกินไปหน่อย ท่านผู้เฒ่ากู่จึงหัวเราะออกมา
“เป็นยังไง อวิ๋นเจียวตัวน้อย อยากลองชิมดูบ้างล่ะสิ”
อวิ๋นเจียวพยักหน้ารับ
“กลิ่นมันหอมดีนี่คะ”
“พูดได้ถูกใจมาก เหล้าขวดนี้กลิ่นหอมฟุ้งสุดๆ ไปเลยใช่ไหมล่ะ”
ชายชราใช้ตะเกียบจุ่มลงไปในแก้วเหล้าเล็กน้อย
“เอ้า ลองชิมดูสิ”
อวิ๋นเจียวแลบลิ้นแตะหยดเหล้าบนปลายตะเกียบ เธอเดาะลิ้นเบาๆ แต่กลับไม่รู้สึกลิ้มรสชาติอะไรเลย
“มันน้อยเกินไปค่ะ ท่านผู้เฒ่ากู่ขอเพิ่มอีกนิดนึงได้ไหมคะ หนูยังไม่ทันรู้รสเลย”
“ไม่ได้หรอก เด็กยังกินเหล้าไม่ได้ รอให้โตก่อนแล้วค่อยกินก็แล้วกัน”
อวิ๋นเจียวตอบรับเสียงอ่อย
ถึงจะไม่ได้กินเหล้า แต่อาหารรสเลิศที่วางเรียงรายอยู่เต็มโต๊ะก็ทำให้เธอกลับมาอารมณ์ดีได้ในเวลาอันรวดเร็ว
บางครั้งอวิ๋นเจียวก็เป็นเด็กที่รับมือได้ง่ายมากจริงๆ
หลังจากกินอิ่มจนหนำใจ ทุกคนก็มานั่งพูดคุยกันต่อ ในที่สุดท่านผู้เฒ่ากู่ก็ได้รู้สักทีว่าวันนี้ตาเฒ่าสวีได้ของดีอะไรมา
“ร้ายนักนะ ได้ของล้ำค่าขนาดนี้มาแต่กลับไม่ยอมให้ฉันดูเลยสักนิด ไม่รู้ล่ะ ถึงฉันจะไม่ได้ครอบครอง แต่อย่างน้อยก็ต้องได้เห็นเป็นบุญตาสักครั้ง รีบพาฉันไปดูเดี๋ยวนี้เลย”
เมื่อได้เห็นกระเพาะปลาจินเสี้ยนหมิ่นขนาดใหญ่ ท่านผู้เฒ่ากู่ก็ร้องอุทานออกมาด้วยความตื่นตาตื่นใจ
“ยัยหนู คราวหน้าถ้าเจอของดีแบบนี้อีกก็อย่าลืมตาแก่คนนี้บ้างนะ”
อวิ๋นเจียวพยักหน้ารับ
“ได้ค่ะ ถ้าคราวหน้าหนูเจออีก หนูจะเก็บไว้ให้นะคะ”
ท่านผู้เฒ่ากู่พยักหน้าด้วยความพอใจ
ถึงภายนอกท่านผู้เฒ่ากู่จะดูเป็นคนโผงผางไม่คิดอะไร แต่ความจริงแล้วเขาเป็นคนที่ใส่ใจรายละเอียดมากที่สุด
ชายชราไม่ได้กดดันอวิ๋นเจียวด้วยการขอร้องแกมบังคับให้เด็กหญิงต้องไปหาของพวกนี้มาให้เขาให้ได้
ปลาจินเสี้ยนหมิ่นเป็นของหายาก กว่าเด็กตัวแค่นี้จะบังเอิญเจอเข้าสักตัวก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าเขาเกิดถูกใจแล้วไปสั่งให้เด็กไปหามาให้อีก ก็คงจะดูเป็นผู้ใหญ่ที่หน้าไม่อายเกินไปหน่อย
แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นการบอกให้เด็กหญิงช่วยเก็บไว้ให้หน่อยหากคราวหน้าโชคดีเจอของดีแบบนี้อีก ก็ถือว่ายังเป็นเรื่องที่พอรับได้
[จบบท]