บทที่ 38: เป๋าฮื้อบนเกาะ
เสิ่นอวิ๋นเหลียนจึงได้ยื่นมือออกไปจิ้มที่หน้าผากของบุตรสาวเบาๆ ด้วยความรู้สึกระอาใจระคนเอ็นดู ก่อนที่จะเอ่ยปากพูดขึ้นมาในทันทีว่า
“ลูกคนนี้นี่นะ รู้อยู่เต็มอกเลยใช่ไหมล่ะว่าพ่อของลูกน่ะแพ้ทางไม้ตายนี้เข้าให้แล้ว”
มุมปากเล็กๆ ของอวิ๋นเจียวพลันยกโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มหวานหยดย้อย น้ำเสียงของเธอนั้นช่างฟังดูนุ่มนิ่มอ่อนหวานราวกับกำลังออดอ้อนเอาใจผู้เป็นพ่อและแม่อย่างถึงที่สุด
“แม่จ๋าพ่อจ๋า พวกคุณใจดีที่สุดเลย”
อันที่จริงแล้วตัวของเธอเองก็ไม่ได้นึกอยากจะร้องห่มร้องไห้ออกมาแต่อย่างใด แต่ทว่าวิธีนี้นับว่าเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ผู้เป็นพ่อและอาของเธอยอมพาติดสอยห้อยตามไปด้วยได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากที่สุดนั่นเอง
ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เอง ในท้ายที่สุดแล้วอวิ๋นเจียวจึงได้อาศัยลูกตื้อและความดื้อรั้นเอาแต่ใจ จนสามารถคว้าสิทธิ์ในการออกทะเลไปพร้อมกับพ่อและอาเล็กได้สำเร็จสมความปรารถนา
แต่ทว่าบนเรือลำนั้นกลับไม่ได้มีหลังคาหรือสิ่งปกคลุมใดๆ ที่จะช่วยบดบังแสงแดดได้เลยแม้แต่น้อย อีกทั้งดวงตะวันส่องแสงเจิดจ้าเสียจนร้อนระอุ ทุกคนในครอบครัวต่างก็พากันวิตกกังวลเป็นห่วงว่าผิวบอบบางของเธอจะถูกแดดเผาจนไหม้เกรียม
ช่วงเวลาที่กลับมาจัดเตรียมข้าวของสัมภาระที่บ้านนั้นเอง ร่างเล็กๆ จึงได้ออกแรงหอบหิ้วม้วนกระสอบใบใหญ่พร้อมทั้งลากถูลู่ถูกังวิ่งออกไปด้านนอกด้วยเสียงหอบหายใจดังฮึดฮัด
เสิ่นอวิ๋นเหลียนที่เห็นดังนั้นจึงได้รีบคว้าหมวกสานไม้ไผ่แล้ววิ่งไล่ตามหลังลูกสาวออกไปในทันที
“เจียวเจียว ลูกเอากระสอบไปทำไมตั้งมากมายขนาดนั้นกันล่ะ?”
อวิ๋นเจียวจึงได้เอ่ยตอบกลับผู้เป็นแม่ไปอย่างฉะฉานว่า
“เอาไปใส่ของไงคะ วันนี้พวกเราจะต้องหาของกลับมาได้เยอะแยะมากมายแน่นอนเลย”
เด็กหญิงตัวน้อยมีความเชื่อมั่นในตัวเองอย่างเปี่ยมล้นเลยทีเดียวเชียวล่ะ
เสิ่นอวิ๋นเหลียนรีบคว้าตัวลูกสาวตัวน้อยเอาไว้ให้หยุดวิ่ง ก่อนที่จะเอ่ยปากกำชับด้วยความเป็นห่วงเป็นใยว่า
“จะเอาไปทำไมเยอะแยะขนาดนั้นกัน รีบสวมหมวกสานเอาไว้แล้วห้ามถอดออกโดยเด็ดขาดเลยนะ ในทะเลมันไม่มีที่ร่มให้หลบแดด พระอาทิตย์ก็แรงมากด้วย เดี๋ยวผิวของลูกจะไหม้แดดเอาได้”
ลูกสาวตัวน้อยของบ้านตระกูลอวิ๋นคนนี้นั้น ได้รับการเลี้ยงดูฟูมฟักมาเป็นอย่างดีจนกระทั่งผิวพรรณขาวผ่องนวลเนียนและนุ่มนิ่มราวกับไข่ต้มที่ปอกเปลือกแล้วก็ไม่ปาน
หากต้องมาถูกแดดเผาจนผิวเสียขึ้นมาจริงๆ แล้วล่ะก็ คนทั้งครอบครัวคงจะต้องรู้สึกปวดใจจนนอนไม่หลับกันอย่างแน่นอน
อวิ๋นเจียวยืนนิ่งสงบอยู่ที่เดิมอย่างว่านอนสอนง่าย ปล่อยให้ผู้เป็นแม่สวมหมวกสานให้แต่โดยดี หมวกใบนั้นมีขนาดใหญ่โตรกใหญ่กว่าศีรษะของเธออยู่มากโข ยิ่งส่งผลให้ร่างเล็กๆ นั้นดูเล็กลงไปถนัดตา
เมื่อเหล่าผู้ใหญ่ก้มมองลงมาจากมุมสูง ภาพที่เห็นจึงดูราวกับว่าหมวกใบนั้นงอกขาสั้นป้อมออกมาแล้วเดินไปเดินมาได้ ดูคล้ายกับเห็ดดอกน้อยที่อ้วนท้วนสมบูรณ์และน่ารักน่าเอ็นดูเป็นที่สุด
อวิ๋นหลินเหอเผยรอยยิ้มกว้างออกมาด้วยความขบขันระคนเอ็นดู พลางเอื้อมมือไปแย่งเอากระสอบที่หลานสาวกำลังออกแรงลากถูลู่ถูกังอยู่นั้นมาถือไว้เอง พร้อมกับเอ่ยปากบอกกล่าวขึ้นว่า
“มานี่มา เดี๋ยวอาเล็กช่วยถือให้เอง”
อวิ๋นเจียวยกมือขึ้นขยับหมวกสานบนศีรษะให้เข้าที่เข้าทาง ก่อนจะเอ่ยรับคำเสียงใส
“ตกลงค่ะ”
จากนั้นเจ้าตัวน้อยจึงได้ก้าวขาสั้นป้อมวิ่งเหยาะๆ ตามหลังผู้ใหญ่ทั้งสองคนไปอย่างกระตือรือร้นและวุ่นวายอยู่ตลอดเวลา
หลังจากตระเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างจนเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว อวิ๋นเจียวก็ได้ขึ้นไปนั่งจับจองที่บนเรือไม้พร้อมทั้งโบกไม้โบกมือลาทุกคนเพื่อเป็นการบอกกล่าว
การที่มีคนช่วยกันแจวเรือถึงสองคนนั้นย่อมดีกว่าทำคนเดียวเป็นไหนๆ เพราะพวกเขาสามารถสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันทำหน้าที่ผ่อนแรงได้
ในบริเวณทะเลใกล้ฝั่งนั้นมักจะมีฝูงปลาอยู่น้อยเต็มที วันนี้อวิ๋นหลินไห่จึงได้ไปขอยืมแหจับปลาแบบหว่านด้วยมือติดมาด้วย เผื่อว่าโชคชะตาจะเข้าข้างแล้วบังเอิญไปเจอกับฝูงปลาเข้าพอดี หากถึงเวลานั้นแล้วไม่มีแหจับปลาติดมือไปด้วยคงจะต้องเจ็บใจจนแทบกระอักเลือดเป็นแน่แท้
เมื่อเรือแล่นออกจากฝั่งไปได้ไม่นานนัก เต่าทะเลที่อยู่บนเรือก็ทนไม่ไหวรีบกระโดดลงสู่ท้องทะเลไปอย่างรวดเร็ว มันว่ายวนเวียนรอบเรือประมงอยู่หนึ่งรอบ จนกระทั่งในท้ายที่สุดก็ลอยตัวขึ้นมาเหนือน้ำตรงจุดที่อวิ๋นเจียวนั่งอยู่ ราวกับว่ามันกำลังส่งสัญญาณทักทายเธออย่างไรอย่างนั้น
“ไปหาของกินเอาเองนะ”
อวิ๋นเจียวนอนคว่ำหน้าเกาะขอบเรือประมงแล้วเอ่ยปากพูดคุยกับเจ้าเต่าตัวนั้น
เพียงชั่วพริบตาเดียวเจ้าเต่าทะเลตัวนั้นก็ดำดิ่งหายวับลงไปใต้ท้องทะเลลึกจนไร้ร่องรอย
อวิ๋นหลินเหอจึงได้เอ่ยปากเปรยขึ้นมาว่า
“ก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่ามันจะยังกลับมาอีกหรือเปล่า”
เจ้าเต่าทะเลตัวนี้ดูท่าทางฉลาดเฉลียวแสนรู้ไม่เบาเลยทีเดียว
“พ่อจ๋า ตรงโน้นมีเกาะแก่งด้วย”
ในละแวกใกล้เคียงนี้มีเกาะแก่งเล็กๆ น้อยๆ กระจายตัวอยู่มากมายเต็มไปหมด แต่ทว่าแทบจะไม่มีใครย่างกรายขึ้นไปบนเกาะเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย
คนที่มีเรือส่วนใหญ่ก็จะมุ่งหน้าออกไปจับปลากันเสียมากกว่า เพราะถ้าหากลองคำนวณดูให้ดีแล้ว การขึ้นไปหาของทะเลตามเกาะแก่งนั้นนับว่าไม่คุ้มค่าเหนื่อยสักเท่าไหร่นัก ถึงแม้ว่าบนเกาะอาจจะมีของให้เก็บเกี่ยวอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นพวกหอยตัวเล็กๆ หรือพวกสัตว์จำพวกหอยเสียมากกว่า
พวกหอยนางรม เปลือกหอย และหอยสังข์เหล่านั้นขายไม่ได้ราคาเท่าที่ควร เนื้อก็น้อยแถมเปลือกยังหนักอึ้งอีกต่างหาก สู้ไปจับปลายังจะคุ้มค่าคุ้มราคาเสียยิ่งกว่า ส่วนพวกคนที่ไม่มีเรือก็ไม่สามารถเดินทางไปได้อยู่ดี
เฉกเช่นในเวลานี้ ความเป็นจริงแล้วอวิ๋นหลินไห่มีความตั้งใจที่อยากจะล่องเรือออกไปให้ไกลกว่านี้เพื่อหว่านแหจับปลาเสียด้วยซ้ำไป
แต่ทว่าเมื่อได้เห็นแววตาเป็นประกายระยิบระยับเต็มไปด้วยความคาดหวังของลูกสาวตัวน้อย เขาก็จำต้องเบนหัวเรือมุ่งหน้าไปยังทิศทางของเกาะแก่งแห่งนั้นตามใจเธอจนได้
“ตกลง ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็แวะไปดูกันหน่อยเถอะ ไม่แน่ว่าถ้าดวงดีอาจจะเก็บของดีๆ กลับมาได้ก็ได้นะ”
เกาะเล็กๆ แห่งนั้นตั้งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ใช้เวลาเพียงไม่นานเรือของพวกเขาก็แล่นมาถึงจุดหมาย อวิ๋นหลินไห่จึงได้มองหาทำเลที่เหมาะสมเพื่อนำเรือเข้าเทียบท่าจอดริมฝั่ง ผู้ใหญ่ทั้งสองคนกระโดดลงจากเรือไปก่อน จากนั้นจึงค่อยอุ้มอวิ๋นเจียวตามลงไปทีหลัง
อวิ๋นเจียวสวมรองเท้ายางกันน้ำขนาดเล็กพอดีเท้า เนื่องจากบนเกาะแห่งนี้เต็มไปด้วยแนวโขดหินริมหน้าผาที่แหลมคม
หากสวมรองเท้าธรรมดาหรือเดินเท้าเปล่าคงไม่กล้าที่จะก้าวเดินไปไหนมาไหนบนพื้นที่แบบนี้เป็นแน่ เพราะถ้าหากพลาดพลั้งเพียงนิดเดียว เท้าอาจจะเต็มไปด้วยบาดแผลเหวอะหวะเอาได้ง่ายๆ
“เจียวเจียวเดินช้าๆ หน่อยนะลูก ให้พ่อจูงมือเดินดีกว่า”
อวิ๋นเจียวหิ้วถังน้ำใบจิ๋วของตัวเองพลางส่ายหน้าปฏิเสธไปว่า
“พ่อจ๋า หนูเดินเองได้ค่ะ”
ผู้ใหญ่ทั้งสองคนจึงทำได้เพียงแค่เดินตามหลังคอยระแวดระวังให้เธออยู่ห่างๆ เท่านั้น
แม้ว่าอวิ๋นเจียวจะมีขาสั้นป้อมทำให้เดินได้ช้ากว่าปกติ แต่ทว่าเธอกลับก้าวเดินได้อย่างมั่นคงแข็งแรงเป็นอย่างยิ่ง เพราะเพื่อที่จะฝึกเดินให้คล่องแคล่วแบบนี้ เธอต้องทุ่มเทความพยายามไปไม่น้อยเลยทีเดียว
“พ่อจ๋า!”
เมื่อเดินขึ้นไปบนแนวโขดหินริมหน้าผา ดวงตาคู่สวยที่มีสายตาดีเยี่ยมของอวิ๋นเจียวก็เหลือบไปเห็นสิ่งมีชีวิตบางอย่างที่เกาะกลุ่มกันอยู่อย่างหนาแน่นบนโขดหินไกลๆ ในทันที
“เป๋าฮื้อ”
ถูกต้องแล้ว สิ่งที่เห็นอยู่นั้นคือกลุ่มของเป๋าฮื้อนั่นเอง
อวิ๋นหลินไห่และอวิ๋นหลินเหอมองตามไปแล้วถึงกับตกตะลึงจนตาค้างไปชั่วขณะ
“เป็นเป๋าฮื้อจริงๆ ด้วย!”
พวกเขาจึงรีบอุ้มอวิ๋นเจียวเดินตรงดิ่งเข้าไปหาในทันที ซึ่งในครั้งนี้ฝีเท้าของพวกเขาเร่งรีบขึ้นกว่าเดิมมาก อวิ๋นเจียวเองก็ไม่ได้ขัดขืนแต่อย่างใด เมื่อมาถึงจุดหมายปลายทาง ผู้ใหญ่ทั้งสองคนก็ยิ่งตื่นเต้นดีใจจนแทบจะเก็บอาการไม่อยู่
“เป๋าฮื้อเยอะแยะเต็มไปหมดเลย แถมตัวยังใหญ่ๆ ทั้งนั้น”
“รีบขุดเร็วเข้า เจียวเจียวลูกไปตรงโน้นนะ ตรงนั้นพื้นมันเรียบกว่า”
อวิ๋นเจียวส่งเสียงตอบรับคำว่าตกลงด้วยน้ำเสียงนุ่มนิ่ม ก่อนจะสับขาสั้นป้อมวิ่งเหยาะๆ ไปยังจุดที่พ่อบอก แล้วเริ่มใช้มือแกะแซะเป๋าฮื้อที่เกาะแน่นอยู่บนโขดหินออกมาด้วยเสียงหอบหายใจดังฮึดฮัด
เป๋าฮื้อในบริเวณนี้มีทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กปะปนกันไป ตัวที่ค่อนข้างใหญ่หน่อยก็มีขนาดเท่ากับกำปั้นน้อยๆ ของเธอ ส่วนตัวเล็กๆ ก็มีขนาดประมาณไข่ไก่ป่า
แน่นอนว่ายังมีตัวที่เล็กกว่านั้นอีก ซึ่งพวกเขาก็ไม่ได้เก็บพวกมันขึ้นมาแต่อย่างใด ปล่อยทิ้งไว้ให้พวกมันเติบโตต่อไปในธรรมชาติจะดีกว่า
“ตัวนี้ใหญ่มากเลย”
อวิ๋นเจียวค้นพบเป๋าฮื้อตัวหนึ่งที่ใหญ่เป็นพิเศษ คาดคะเนด้วยสายตาแล้วน่าจะหนักถึงครึ่งชั่งได้กระมัง
ทางด้านอวิ๋นหลินไห่และอวิ๋นหลินเหอที่อยู่ไม่ไกลกันนัก รอยยิ้มบนใบหน้าของพวกเขาไม่เคยจางหายไปเลยแม้แต่วินาทีเดียว ช่างเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นยินดีเสียเหลือเกิน
“โชคดีจริงๆ ที่พวกเราตัดสินใจแวะมาที่เกาะนี้ นึกไม่ถึงเลยว่าบนเกาะจะมีเป๋าฮื้อเยอะแยะมากมายขนาดนี้”
“แถมหลายตัวยังมีขนาดใหญ่มากอีกด้วย”
พวกเขาขุดหาเป๋าฮื้อกันอย่างเพลิดเพลินเจริญใจ แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่ลืมที่จะหันกลับมามองดูอวิ๋นเจียวเป็นระยะๆ ด้วยความเป็นห่วง
“พ่อจ๋า เต็มแล้ว”
ถังน้ำของอวิ๋นเจียวนั้นใบเล็กนิดเดียว ขุดหาได้เพียงครู่เดียวเป๋าฮื้อก็เต็มล้นถังเสียแล้ว
“เดี๋ยวพ่อไปเอากระสอบมาให้นะ”
ในเวลานี้เขารู้สึกชื่นชมในความรอบคอบมองการณ์ไกลของลูกสาวตัวน้อยยิ่งนัก ที่ยืนกรานจะขนกระสอบขึ้นเรือมาด้วยตั้งมากมายขนาดนั้น เจียวเจียวช่างเปรียบเสมือนดาวนำโชคตัวน้อยของพวกเขาจริงๆ
ในระหว่างที่อวิ๋นหลินไห่เดินกลับไปเอากระสอบ อวิ๋นเจียวก็ยังคงก้มหน้าก้มตาหาเป๋าฮื้อต่อไปอย่างขะมักเขม้น เธอหาเป๋าฮื้อตัวใหญ่ขนาดครึ่งชั่งเจอทั้งหมดสองตัว และยังมีอีกหลายตัวที่แม้จะไม่ใหญ่เท่าแต่ก็น่าจะหนักประมาณสามถึงสี่ขีด ส่วนเป๋าฮื้อตัวเล็กๆ นั้นมีอยู่มากมายก่ายกองเต็มไปหมด
การสวมหมวกสานทำงานนั้นไม่ค่อยสะดวกสบายเท่าไหร่นัก เพราะปีกหมวกมันบดบังสายตาของเธอ อวิ๋นเจียวจึงตัดสินใจถอดหมวกสานใบนั้นออกวางไว้
แสงแดดอันร้อนแรงทำให้อวิ๋นหลินเหอมีเหงื่อไหลท่วมตัว ส่วนอวิ๋นเจียวเองก็มีเหงื่อผุดซึมออกมาบ้างเหมือนกัน ใบหน้าเล็กๆ ของเธอแดงระเรื่อเป็นสีชมพูดูน่ารักน่าชัง
“เจียวเจียว ทำไมลูกถอดหมวกออกล่ะ?”
อวิ๋นหลินไห่ที่เดินถือกระสอบกลับมา เมื่อเห็นใบหน้าแดงระเรื่อของลูกสาวก็อดกังวลไม่ได้ว่าเธอจะถูกแดดเผา
อวิ๋นเจียวส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน
“ไม่ใส่ค่ะ มันอึดอัด”
“แต่แดดมันแรงมากเลยนะลูก”
“ไม่กลัวหรอกค่ะ”
เมื่อเห็นลูกสาวตัวน้อยยืนกรานหนักแน่นว่าจะไม่ยอมใส่ อวิ๋นหลินไห่จึงได้แต่จำยอมอ่อนข้อให้ในที่สุด
“ถ้ารู้สึกไม่สบายตัวต้องรีบใส่หมวกทันทีเลยนะ เข้าใจไหม”
“เข้าใจแล้วค่ะ”
“ลูกหาเป๋าฮื้อตัวใหญ่ขนาดนี้เจอตั้งสองตัวเลยเหรอเนี่ย?!”
“นี่มันต้องเป็นเป๋าฮื้อสองหัวแน่ๆ”
อวิ๋นหลินไห่มักจะไปทำงานรับจ้างแบกหามที่ท่าเรืออยู่เป็นประจำ จึงทำให้พอจะล่วงรู้คำศัพท์เฉพาะที่ใช้เรียกขานขนาดของเป๋าฮื้ออยู่บ้าง ยิ่งเป๋าฮื้อมีขนาดใหญ่มากเท่าไหร่ราคาก็จะยิ่งแพงมากขึ้นเท่านั้น
โดยคำว่า "หัว" นั้นจะใช้เป็นหน่วยนับจำนวนตัวต่อหนึ่งชั่ง สองตัวหนึ่งชั่งก็จะเรียกว่าเป๋าฮื้อสองหัว สามตัวหนึ่งชั่งก็เรียกว่าเป๋าฮื้อสามหัว เป๋าฮื้อส่วนใหญ่ที่พวกเขาพบเจอในวันนี้ น่าจะเป็นเป๋าฮื้อสิบหัว ซึ่งก็คือน้ำหนักประมาณตัวละหนึ่งขีดนั่นเอง
อวิ๋นเจียวหยิบเป๋าฮื้อสองหัวตัวหนึ่งขึ้นมาถือไว้ ก่อนจะเอ่ยปากบอกความต้องการของตนเองออกไปว่า
“พ่อจ๋า หนูขอตัวนี้นะ”
อวิ๋นหลินไห่ถึงกับนิ่งอึ้งพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
ลูกสาวคนนี้ช่างเลือกของเก่งเสียจริง เป๋าฮื้อตัวนั้นราคาปาเข้าไปตั้งสิบกว่าหยวนเชียวนะนั่น
“ตกลง ยกให้ลูกเลย”
อวิ๋นหลินไห่เองก็ตอบตกลงอย่างใจกว้าง เพราะถ้าหากไม่ได้ลูกสาวตัวน้อยรบเร้า พวกเขาก็คงไม่มีทางแวะมาที่เกาะแห่งนี้อย่างแน่นอน ก็แค่เป๋าฮื้อตัวเดียวจะเป็นไรไป
หลังจากจัดการโกยเป๋าฮื้อทั้งหมดใส่ลงในกระสอบจนเรียบร้อยแล้ว อวิ๋นหลินไห่ก็รีบกลับเข้าไปร่วมขบวนการขุดหาเป๋าฮื้อต่อในทันที แสงแดดที่แผดเผาร้อนระอุไม่อาจลดทอนความกระตือรือร้นของพวกเขาลงได้เลยแม้แต่น้อย
[จบบท]