บทที่ 430: คำสารภาพบาปของไช่จินฮวา
อวิ๋นเสี่ยวชีเป็นเด็กที่ชอบเรื่องการค้าขายและการหาเงินเป็นชีวิตจิตใจ แล้วเขาก็ไม่ใช่เด็กหัวทึบอะไรเลย ถึงแม้เขาจะไม่รู้ข้อมูลเลยว่าแท้จริงแล้วฉินเหอมีทรัพย์สินเงินทองมากมายมหาศาลแค่ไหน เขาก็ไม่ได้เก็บเอามาใส่ใจให้รกสมอง
"จะสอนอะไรผมบ้างครับ" เด็กหนุ่มถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"ฉันจะสอนวิธีหาเงินให้เธอ"
อวิ๋นเสี่ยวชีตาลุกวาวทันทีเมื่อได้ยินคำตอบนั้น แค่ข้อเสนอเดียวก็ทำให้เขาใจเต้นแรงด้วยความตื่นเต้นแล้ว ส่วนเรื่องความอันตรายหรือความเสี่ยงอะไรนั่น เด็กหนุ่มไม่รู้สึกหวาดกลัวเลยสักนิด เขากลับมองว่ามันเป็นความท้าทายที่น่าสนุกเสียด้วยซ้ำ พอได้ลองคลุกคลีทำความรู้จักกับนักธุรกิจหนุ่มมาได้สองวัน อวิ๋นเสี่ยวชีก็ตัดสินใจตกลงรับข้อเสนออย่างไม่ลังเล
แต่ทางครอบครัวอวิ๋นกลับไม่ค่อยเห็นด้วยกับเรื่องนี้เท่าไหร่
ถ้าตอบตกลงไปจริงๆ อวิ๋นเสี่ยวชีก็ต้องเก็บกระเป๋าเดินทางตามฉินเหอไปอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ไกลถึงนู่น สำหรับทุกคนในบ้านอวิ๋น ฉินเหอก็เป็นแค่คนแปลกหน้าที่เพิ่งเคยเจอกันแค่ครั้งเดียว คงไม่มีผู้ใหญ่บ้านไหนกล้าปล่อยลูกหลานตัวเองให้เดินทางไปกับคนแปลกหน้าง่ายๆ หรอก
ฉินเหอเข้าใจความกังวลของครอบครัวอวิ๋นเป็นอย่างดี สุดท้ายพวกเขาก็เลยมานั่งจับเข่าคุยกันแล้วตกลงหาทางออกร่วมกันว่า ฉินเหอจะทิ้งผู้ช่วยส่วนตัวของเขาไว้ที่นี่เพื่อคอยสอนบทเรียนต่างๆ และดูแลอวิ๋นเสี่ยวชีไปก่อนชั่วคราว รอจนกว่าเด็กหนุ่มจะเรียนจบชั้นมัธยมต้น ถึงเวลานั้นก็ค่อยให้ย้ายไปอยู่ข้างกายเขาเพื่อเรียนรู้งานในโลกธุรกิจอย่างเต็มตัว
ในเมื่อฉินเหอยอมถอยให้ก้าวใหญ่ขนาดนี้ แถมยังจัดการหาครูมาสอนพิเศษให้อวิ๋นเสี่ยวชีถึงบ้าน ครอบครัวอวิ๋นก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะปฏิเสธความหวังดีนี้อีก ยิ่งพอพวกเขาได้เห็นตารางเรียนที่ฉินเหอจัดเตรียมไว้ให้ ก็ยิ่งรู้สึกทึ่ง ตารางพวกนั้นไม่ได้รบกวนเวลาเรียนปกติที่โรงเรียนเลยแม้แต่น้อย แค่เพิ่มเนื้อหาความรู้พิเศษที่พวกผู้ใหญ่เองก็ยังอ่านไม่ค่อยเข้าใจเข้าไปด้วยเท่านั้น
นอกจากวิชาการแล้ว ยังมีการฝึกฝนสมรรถภาพทางร่างกายเพิ่มเข้ามาอีก ฉินเหอถึงขั้นทุ่มเงินจ้างพวกอดีตทหารและทหารรับจ้างฝีมือดีมาเป็นครูฝึกให้อวิ๋นเสี่ยวชีโดยเฉพาะ เขายังใจกว้างบอกอีกด้วยว่า ถ้าเด็กคนอื่นๆ ในบ้านอวิ๋นสนใจอยากจะเรียนศิลปะป้องกันตัวด้วย ก็สามารถเข้ามาร่วมฝึกพร้อมกันได้เลย
โอกาสการเรียนรู้ระดับนี้ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปจะหาได้ง่ายๆ คนบ้านอวิ๋นถึงกับทำตัวไม่ถูก พอจัดการตกลงทุกอย่างเสร็จสรรพ พวกเขาก็รู้สึกเหมือนตัวเองติดหนี้บุญคุณก้อนโตเสียแล้ว
หลังจากได้นั่งคุยกับฉินเหออย่างเป็นทางการ พวกเขาถึงได้รู้ความจริงอีกเรื่องหนึ่ง เงินก้อนใหญ่ที่หมู่บ้านได้มาสำหรับทำถนนก็เป็นเงินที่ฉินเหอบริจาคให้ทั้งสิ้น
ฉินเหออธิบายรายละเอียดให้ฟังว่า กระเพาะปลาจินเสี้ยนหมิ่นที่อวิ๋นเจียวช่วยลงไปจับมาให้คราวนั้นช่วยชีวิตเขาไว้ได้มากจริงๆ ตอนแรกเขาตั้งใจจะมอบเงินหรือของขวัญตอบแทนให้ครอบครัวอวิ๋นโดยตรง แต่พวกเขากลับปฏิเสธไม่ยอมรับ พอเขาสืบไปสืบมาจนรู้ว่าครอบครัวอวิ๋นเคยบริจาคเงินก้อนหนึ่งเพื่อพัฒนาหมู่บ้านไป๋หลง เขาเลยตัดสินใจเอาเงินก้อนนั้นมาบริจาคสมทบทุนสร้างถนนให้หมู่บ้านแทน
"คุณอาฉิน นี่คุณอาไม่ได้แค่มาทำบุญสร้างกุศลเฉยๆ ใช่ไหมคะ" อวิ๋นเจียวอดสงสัยไม่ได้
ลงทุนทุ่มเททั้งแรงกายและเงินทองมากมายขนาดนี้ เพียงเพื่อจะคัดเลือกเด็กสักคนไปเป็นลูกบุญธรรมเนี่ยนะ
"สำหรับฉันในตอนนี้ เงินเป็นสิ่งที่หาได้ง่ายที่สุดแล้ว" ฉินเหอระบายยิ้มบางเบาบนใบหน้า "การใช้สิ่งที่ฉันหามาได้ง่ายที่สุด ไปทุ่มเทปั้นคนเก่งๆ ขึ้นมาสักกลุ่ม สำหรับฉันแล้วมันเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามาก"
ผู้บริหารหนุ่มอธิบายแนวคิดของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา "ยกตัวอย่างพี่เจ็ดของเธอ ถึงต่อให้สุดท้ายเขาจะไม่ได้มาเป็นลูกบุญธรรมของฉัน แต่ด้วยความผูกพันที่เรามีต่อกันในตอนนี้ วันข้างหน้าถ้าเขาสร้างเนื้อสร้างตัวจนประสบความสำเร็จ เขาก็จะกลายเป็นหนึ่งในเครือข่ายเส้นสายที่ทรงพลังของฉัน"
"แน่นอน เด็กคนอื่นๆ ที่ฉันสนับสนุนก็เหมือนกัน"
"ฉันก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกนะ ว่าในอนาคตอาจจะมีใครบางคนในกลุ่มนี้หักหลังฉัน จิตใจคนเรามันซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เธอไม่มีทางรู้หรอกว่าใครจะเปลี่ยนไปแบบไหน แต่ถ้าฉันมัวแต่กลัวความเสี่ยงแค่นั้นจนปิดกั้นโอกาสอื่นๆ ไปหมด ฉันคงไม่มีความกล้าพอที่จะมายืนอยู่ตรงจุดนี้หรอก"
ต้องยอมรับเลยว่าฉินเหอเป็นผู้ชายที่มีเสน่ห์ดึงดูดในแบบของผู้นำจริงๆ ทัศนคติและวิสัยทัศน์ของเขากว้างไกลมาก อย่างน้อยตอนนี้อวิ๋นเสี่ยวชีก็มองเขาด้วยความเลื่อมใสศรัทธาไปเรียบร้อยแล้ว
เอาเถอะ ในเมื่อพี่เจ็ดชอบทางนี้ และรู้ตัวดีว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ก็พอแล้ว ในเมื่อฉินเหอเต็มใจทุ่มเททรัพยากรมากมายเพื่อผลักดันพี่ชายของเธอ ครอบครัวของเธอก็แค่รับโอกาสนั้นไว้ด้วยความยินดีก็พอ
ฉินเหอจัดการกว้านซื้อที่ดินสำหรับสร้างบ้านในหมู่บ้านไป๋หลงทันที ทำเลอยู่ห่างจากบ้านของครอบครัวอวิ๋นไปไม่ไกลนัก จากนั้นเขาก็สั่งการให้คนงานเริ่มลงมือสร้างบ้านอย่างรวดเร็ว บ้านหลังนี้จะเป็นที่พักสำหรับบรรดาครูฝึกและผู้ช่วยที่จะมาคอยดูแลอวิ๋นเสี่ยวชีในอนาคต
นี่แหละวิถีคนรวยที่แท้จริง อวิ๋นเจียวรู้สึกว่าเมื่อเอาครอบครัวของเธอไปเทียบกับนักธุรกิจระดับแนวหน้าอย่างฉินเหอแล้ว บ้านเธอยังห่างไกลคำว่าเศรษฐีอยู่มาก
ฉินเหอไม่ได้อยู่รั้งรอที่หมู่บ้านนานนัก เพราะพวกคนที่เขาจัดเตรียมไว้ให้อวิ๋นเสี่ยวชีจะต้องรอให้บ้านสร้างเสร็จก่อนถึงจะเดินทางมาลงพื้นที่ได้ พอเขาจัดการสั่งงานทุกอย่างเรียบร้อย เขาก็เตรียมตัวเดินทางกลับทันที
คราวนี้ครอบครัวอวิ๋นทุกคนพากันออกไปเดินส่งเขาถึงที่
บรรยากาศในหมู่บ้านเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเงียบๆ โครงการทำถนนเริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการแล้ว
ชาวบ้านส่วนใหญ่ต่างพากันมาช่วยลงแรงทำถนนเส้นนี้ มันมีความสำคัญกับทุกคนในหมู่บ้านมาก หมู่บ้านอื่นต่อให้อยากมีถนนดีๆ แค่ไหนก็ทำไม่ได้เพราะไม่มีเงินทุนมาสนับสนุน
ถึงแม้ผู้ชายหลายบ้านจะต้องออกทะเลไปหาปลา แต่พวกผู้หญิงก็มารับจ้างใช้แรงงานได้ ไม่ว่าจะโกยทราย แบกหิน หรือผสมปูน พวกเธอก็ทำได้คล่องแคล่วไม่แพ้ผู้ชาย ทุกคนที่มาทำงานต่างมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า เพราะงานทำถนนครั้งนี้ไม่ได้ให้มาทำฟรีๆ แต่มีค่าแรงจ่ายให้อย่างงาม
ในขณะที่โครงการทำถนนของหมู่บ้านไป๋หลงกำลังดำเนินไปอย่างคึกคัก โครงการก่อสร้างบนเกาะของอวิ๋นเจียวก็เริ่มเดินเครื่องแล้วเหมือนกัน มีการขึงตาข่ายความปลอดภัยล้อมรอบพื้นที่ วัสดุก่อสร้างจำนวนมากถูกขนย้ายไปเกาะอย่างลับๆ โดยที่ชาวบ้านในหมู่บ้านไป๋หลงไม่มีใครระแคะระคายเลยสักคน
อวิ๋นเจียวโผล่พ้นผิวน้ำทะเล โบกมือลาวาฬเพชฌฆาตที่ยังคงว่ายวนเวียนอยู่ไม่ไกล
"กลับไปเถอะ ไว้วันหลังฉันจะมาหาใหม่นะ"
ฝูงวาฬเพชฌฆาตส่งเสียงร้องตอบรับเบาๆ ว่ายจากไปอย่างอ้อยอิ่ง อวิ๋นเจียวสะบัดหยดน้ำออกจากเส้นผมยาวของตัวเอง
ตอนนี้ชีวิตประจำวันของเธอกลับมาเข้าที่เข้าทางอีกครั้ง ตื่นเช้ามาจูงม้าเดินเล่น ไปโรงเรียน แวะไปเรียนวิชากับอาจารย์ กลับมาฝึกซ้อมทบทวนบทเรียนที่บ้าน บางวันช่วงบ่ายก็ลงทะเลไปจับสัตว์น้ำ เล่นกับฝูงวาฬ หรือไม่ก็แวะไปดูความคืบหน้าการก่อสร้างบนเกาะ สรุปแล้วในแต่ละวันของเธอเต็มไปด้วยกิจกรรมอัดแน่นจนแทบไม่มีเวลาว่างให้เบื่อเลย
อ้อ มีเรื่องน่ายินดีอีกเรื่อง พลับแห้งของบ้านตายายเสิ่นได้นำไปจัดแสดงที่งานของสมาคมการค้าด้วยความช่วยเหลือจากคุณอาหวังเจี้ยนหลิน ผลตอบรับดีเกินคาด สินค้าได้รับการโปรโมตอย่างกว้างขวางจนมียอดสั่งซื้อเข้ามาเป็นจำนวนมาก ปีนี้ไม่ต้องกังวลเรื่องยอดขายพลับแห้งอีกต่อไปแล้ว
พวกอวิ๋นเจียวก็มีโอกาสตามไปเปิดหูเปิดตาที่งานแสดงสินค้าด้วยเหมือนกัน อวิ๋นเสี่ยวชีดูจะตื่นเต้นกับบรรยากาศการค้าขายพวกนี้เป็นพิเศษ เด็กหนุ่มวิ่งวุ่นแนะนำพลับแห้งของครอบครัวให้ลูกค้าฟังเจื้อยแจ้ว ทักษะการเจรจาต่อรองของเขายอดเยี่ยมมาก ยอดสั่งซื้อหลายรายการก็มาจากฝีมือการคุยของเขานี่แหละ
พอกลับมาถึงบ้าน อวิ๋นเสี่ยวชีก็เสนอไอเดียให้บ้านตายายเสิ่นหาลูกสุนัขมาเลี้ยงไว้เฝ้าสวนพลับสักสองสามตัว
"ครอบครัวยายกำลังลืมตาอ้าปากได้แล้ว ผมกลัวว่าจะมีคนอิจฉาตาร้อนแอบเข้าไปขโมยหรือทำลายสวนพลับน่ะสิ เราเพิ่งจะรับออร์เดอร์ลูกค้ามาเยอะแยะ ถ้าเกิดมีเหตุขัดข้องจนส่งของให้ลูกค้าไม่ได้ตามกำหนด ชื่อเสียงของเราจะเสียหายหนักเลยนะครับ"
พอได้ฟังเหตุผลที่เป็นขั้นเป็นตอนของเด็กหนุ่ม ทุกคนก็มองเขาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
"เก่งใช้ได้เลยนะเราเนี่ย เรื่องพวกนี้ผู้ใหญ่อย่างพวกฉันยังคิดไม่ถึงเลย" น้าเสิ่นตบไหล่หลานชายเบาๆ ด้วยความภูมิใจ
อวิ๋นเสี่ยวชียิ้มเขินๆ
ทุกคนจดจำคำแนะนำนั้นไว้ในใจ ส่วนเรื่องยอดสั่งซื้อพลับแห้งลอตใหญ่ พวกเขาก็เก็บเงียบไม่ยอมแพร่งพรายให้ใครในหมู่บ้านรู้ แต่เรื่องหาสุนัขมาเลี้ยงนี่สิ ค่อนข้างจะหาตัวที่ถูกใจยากสักหน่อย
ช่วงที่หมู่บ้านกำลังวุ่นวายกับการทำถนน มีคนแปลกหน้าเข้าออกหมู่บ้านเยอะขึ้น ผู้ใหญ่ต่างก็ยุ่งอยู่กับงานจนไม่มีเวลามาคอยดูจับตาพวกเด็กๆ มากนัก
วันนี้อวิ๋นเจียวกำลังนั่งเล่นพันด้ายเป็นรูปต่างๆ กับเด็กผู้หญิงในหมู่บ้านอยู่ดีๆ ไช่จินฮวาก็เดินยิ้มกริ่มตรงเข้ามาหา อวิ๋นเจียวขี้เกียจแม้แต่จะปรายตามอง
"อวิ๋นเสี่ยวฮวา พวกเธอมานั่งเล่นอะไรกันตรงนี้ น่าเบื่อแย่เลย มาสิ ป้ามีลูกอมมาให้กินด้วย" ไช่จินฮวาพยายามปั้นหน้ายิ้มแย้มเดินเข้ามาใกล้
"ที่บ้านฉันสอนไว้ว่าห้ามกินของจากคนอื่นสุ่มสี่สุ่มห้า" อวิ๋นเจียวตอบกลับหน้าตายโดยไม่เงยหน้าขึ้นมองด้วยซ้ำ
พวกอวิ๋นเสี่ยวฮวาเองก็แอบกลืนน้ำลายด้วยความอยากกินลูกอมในมือของผู้ใหญ่ตรงหน้า แต่พอได้ยินอวิ๋นเจียวดักคอไว้แบบนั้น พวกเธอก็รีบดึงสายตากลับมาจดจ่อกับเชือกในมือทันที
"เจียวเจียว ป้ารู้ตัวดีนะว่าเมื่อก่อนป้าทำตัวไม่ดีกับเธอ ป้าขอโทษจริงๆ แต่ตั้งแต่เจาตี้กับพวกพี่ๆ เขาออกจากบ้านไป ป้าถึงเพิ่งจะคิดได้ ตอนนี้นะ แค่เห็นหน้าพวกเธอ ป้าก็อดคิดถึงเจาตี้กับพี่น้องของเขาไม่ได้เลย" ไช่จินฮวาทำหน้าเศร้า ถอนหายใจเฮือกใหญ่
หญิงวัยกลางคนยกมือขึ้นเช็ดหางตา ทำท่าบีบน้ำตาอย่างน่าสงสาร "ทำไมป้าถึงได้ทำตัวแย่ขนาดนั้นนะ ป้าไม่น่าทำรุนแรงกับเจาตี้และพวกพี่สาวเขาเลย..."
อวิ๋นเจียวนั่งอมลูกอมในปากด้วยใบหน้าเรียบเฉยกวาดสายตามองการแสดงตรงหน้า ในขณะที่พวกอวิ๋นเสี่ยวฮวาเริ่มมองไช่จินฮวาด้วยสายตาสงสาร
"ป้าไช่จินฮวาอย่าร้องไห้เลยนะ พวกเจาตี้เขา..." เด็กหญิงพยายามจะปลอบใจ
"ถึงพี่ไหลตี้กับคนอื่นๆ จะไม่อยู่แล้ว แต่ป้าก็ยังมีลูกชายสุดที่รักอยู่ไม่ใช่เหรอ" อวิ๋นเจียวแทรกขึ้นมาเสียงเรียบ
เด็กคนอื่นๆ พอเจอประโยคนี้เข้าไปก็ถึงกับไปไม่เป็น ได้แต่พยักหน้าหงึกหงักตามคำพูดของเพื่อน
ไช่จินฮวานิ่งเงียบไปชั่วขณะ รู้สึกเหมือนถูกตอกหน้า นังเด็กนี่มันรับมือยากจริงๆ ทำไมถึงได้เป็นเด็กที่ไม่มีความเห็นอกเห็นใจคนอื่นเอาเสียเลย!
"เจียวเจียว ป้ามีเรื่องอยากจะขอให้เธอช่วยสักหน่อยได้ไหม"
"ลองพูดมาก่อนสิ" อวิ๋นเจียวตอบกลับด้วยน้ำเสียงเอื่อยเฉื่อย ไม่ได้แสดงท่าทีตื่นเต้นหรือกระตือรือร้นเลยสักนิด
[จบบท]