บทที่ 464: ดาราคนใหม่กับไข่มุกสีทอง
ในจดหมายมีที่อยู่ใหม่ของฟู่หมิงอวี้แนบมาด้วย อวิ๋นเจียวใช้เวลาคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะจรดปากกาเขียนจดหมายตอบกลับไป เธอไม่ลืมที่จะสอดรูปถ่ายใบใหม่ล่าสุดของตัวเองลงไปในซองด้วย จากนั้นก็เดินออกจากบ้านไปส่งจดหมาย
"อาจารย์ หนูมาหาอีกแล้วนะคะ"
ท่านผู้เฒ่าสวีกำลังจับชีพจรให้คนไข้ พอได้ยินเสียงก็แค่ปรายตามองขึ้นมานิดหน่อย ภาพที่เห็นคืออวิ๋นเจียวไม่ได้มาตัวเปล่า แต่ยังอุ้มแตงโมลูกโตติดมือมาด้วย
"ลูกนี้ปลูกเองที่บ้านเลยนะคะ อร่อยมาก เดี๋ยวหนูเอาไปแช่ในบ่อน้ำให้เย็นๆ ก่อนนะ"
ท่านผู้เฒ่าสวีพยักหน้ารับเบาๆ พออวิ๋นเจียวเดินกลับเข้ามา เขาก็ยื่นใบสั่งยาให้ทันที
"ไปจัดยามา"
อวิ๋นเจียวรับใบสั่งยามากวาดตามองปราดเดียว แล้วก็เดินไปจัดการหยิบจับสมุนไพรตามเทียบยาได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ แต่เพราะกลัวคนไข้จะไม่ไว้ใจเด็กอย่างเธอ พอจัดเสร็จก็เลยส่งไปให้อาจารย์ช่วยตรวจดูอีกรอบ พอท่านผู้เฒ่าสวีพยักหน้าบอกว่าไม่มีปัญหา เธอถึงค่อยห่อกระดาษแล้วยื่นให้คนไข้
"ท่านผู้เฒ่าสวี ลูกศิษย์ตัวน้อยของคุณนี่เก่งจริงๆ นะ อายุแค่นี้ก็ช่วยงานได้ตั้งเยอะแล้ว"
ท่านผู้เฒ่าสวีพยักหน้าตอบรับ "สายงานนี้มันต้องอาศัยพรสวรรค์ด้วย จมูกเธอไว ความจำก็ดี สมุนไพรที่ผมเคยสอนไป เธอแยกแยะได้หมดแล้ว"
เวลาอยู่ต่อหน้าอวิ๋นเจียว ท่านผู้เฒ่าสวีมักจะคอยเตือนสติให้เธอรอบคอบและอย่าหลงระเริง แต่พออยู่ต่อหน้าคนนอก เขากลับเอ่ยปากชมเธอแบบไม่กั๊กเลยสักนิด
อวิ๋นเจียวกำลังง่วนอยู่กับการจัดยาอีกห่อ แอบเงี่ยหูฟังอยู่เงียบๆ พอได้ยินก็แอบยิ้มกริ่มจนแก้มแทบปริ ชอบที่สุดเลยเวลาอาจารย์ชมเนี่ย
พอหันไปเห็นเด็กฝึกงานที่ยืนทำหน้ายุ่งพยายามท่องตำราทังโถวเกอเจวี๋ย ท่องติดๆ ขัดๆ หรือจำผิดตรงไหน เธอก็จะคอยกระซิบบอกให้
อวิ๋นเจียวขลุกช่วยงานอยู่ที่บ้านของอาจารย์จนค่ำมืด ถึงได้เวลาเดินกลับบ้าน
"พ่อ แม่ ปู่ ย่า กลับมาแล้วค่ะ"
"เจียวเจียวรีบมานี่เร็ว ละครที่พี่เก้าเล่นฉายแล้วนะ"
อวิ๋นเจียวรีบวิ่งเข้าไปหาทันที ตอนนี้ทุกคนในบ้านกำลังนั่งรวมตัวกันอยู่หน้าโทรทัศน์
บทบาทของอวิ๋นเสี่ยวจิ่วในเรื่องไม่ได้เยอะมากนัก แต่คาแรคเตอร์ค่อนข้างโดดเด่น เป็นคุณชายที่ดูน่ารักน่าเอ็นดู ซึ่งบทแบบนี้หน้าตาต้องมาเป็นอันดับแรก แต่ตอนที่กำลังฉายอยู่นี้ ยังไม่ถึงฉากที่เขาต้องออกโรง
"ฉายวันละสองตอน แล้วของพี่เก้าออกตอนที่เท่าไหร่นะ"
"ตอนที่แปดครับ" อวิ๋นเสี่ยวจิ่วตอบ
"งั้นก็อีกไม่นาน รออีกไม่กี่วันก็ได้ดูแล้ว"
จะว่าไป ละครเรื่องนี้ก็สนุกใช้ได้เลย ในยุคที่กิจกรรมยามว่างไม่ได้มีให้เลือกเยอะ การดูโทรทัศน์ถือเป็นความบันเทิงหลักของทุกคนไปแล้ว แน่นอนว่าสำหรับอวิ๋นเจียว เธอชอบไปนั่งฟังพวกลุงป้าน้าอาในหมู่บ้านจับกลุ่มคุยเรื่องซุบซิบมากกว่า
หลายวันหลังจากนั้น พอถึงเวลาละครของอวิ๋นเสี่ยวจิ่วฉาย คนในครอบครัวก็จะมานั่งรวมตัวกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา แทะเมล็ดแตงโมไป กินขนมขบเคี้ยวไป พลางวิจารณ์เนื้อเรื่องไปด้วย
"พระเอกหน้าตาดูไม่ได้เลยนะ"
"จริงด้วย ในเรื่องมีแต่ผู้หญิงสวยๆ ทั้งนั้น ทำไมพระเอกหน้าตาเป็นแบบนี้ก็ไม่รู้"
และแล้วก็มาถึงฉากที่อวิ๋นเสี่ยวจิ่วปรากฏตัว พูดได้เต็มปากเลยว่าเขาคือนักแสดงชายที่หน้าตาดีที่สุดในเรื่อง ดีไม่ดีนักแสดงหญิงบางคนยังสวยสู้เขาไม่ได้ด้วยซ้ำ
"ดูดีมาก หล่อมากเลย พี่เก้าบ้านเราเหมาะกับบทคุณชายลูกเศรษฐีแบบนี้ที่สุดแล้ว"
อวิ๋นเจียวพยักหน้าเห็นด้วย
"พี่เก้า ให้ฉันลงทุนให้พี่ไปเล่นละครหรือถ่ายหนังไหม"
อวิ๋นเสี่ยวจิ่วส่ายหน้าปฏิเสธ "ไม่ต้องหรอก ขอพี่ลองพยายามด้วยตัวเองดูก่อน ถ้าไม่รอดจริงๆ ถึงตอนนั้นพี่ไม่เกรงใจเธอแน่"
"เอาแบบนั้นก็ได้ค่ะ" อวิ๋นเจียวตอบรับ
เรตติ้งของละครเรื่องนี้ค่อนข้างสูง ทำให้อวิ๋นเสี่ยวจิ่วพลอยโด่งดังเป็นพลุแตกไปด้วย
เดี๋ยวนี้คนในหมู่บ้านเริ่มมีฐานะกันมากขึ้น หลายบ้านมีโทรทัศน์ดูกันแล้ว เวลาว่างก็มักจะมานั่งดูด้วยกัน แล้วพวกเขาก็จำได้ทันทีว่าเด็กหนุ่มหน้าคุ้นๆ ในทีวีคนนั้นคือใคร
อวิ๋นเสี่ยวจิ่วกลายเป็นคนดังประจำหมู่บ้านไปในชั่วข้ามคืน ไปไหนก็มีแต่ญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงมารุมล้อมถามนั่นถามนี่ไม่หยุดหย่อน
"ฉันว่าแล้วไงว่าเจ้าเก้าหน้าตาดี โตมาต้องได้ออกทีวีแน่ๆ"
"นั่นสิ หล่อกว่าพระเอกในทีวีตั้งเยอะ"
"ฉันดูแล้วยังรู้สึกว่าสวยกว่าผู้หญิงในเรื่องอีกนะ"
"เจ้าเก้า เธอใช้วิชาตัวเบาหรือวิทยายุทธ์อะไรพวกนั้นเป็นจริงๆ เหรอ"
"ตอนที่เห็นไปเต้นอยู่กลางทะเลคราวก่อน ฉันก็ว่าท่าทางที่บินข้ามไปข้ามมานั่นมันเหมือนวิชาตัวเบาในหนังกำลังภายในเลยนะ"
อวิ๋นเสี่ยวจิ่วถึงกับหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ ต้องคอยอธิบายซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเขาไม่ได้ใช้วิชาตัวเบาอะไรทั้งนั้น
"ผมเหยียบหลังวาฬเพชฌฆาตข้ามไปต่างหาก ไม่ได้ใช้วิชาตัวเบาเลยจริงๆ นะครับ"
แต่ก็นั่นแหละ ขึ้นชื่อว่าข่าวลือ ต่อให้อธิบายแทบตาย คนฟังก็เลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองอยากเชื่ออยู่ดี ไม่นานข่าวลือที่ว่าอวิ๋นเสี่ยวจิ่วมีวิชาตัวเบาก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งหมู่บ้าน
อวิ๋นเสี่ยวจิ่วได้แต่ทำหน้าหมดอาลัยตายอยาก
ยิ่งนานวันคนก็ยิ่งแห่กันมาหาเขาเยอะขึ้น ข่าวลือลามไปไกลจนนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวรู้ว่าเขาคือคนที่รับบทเป็นคุณชายเซี่ย ก็เลยพากันแห่มาดูตัวจริง
"ไม่ไหวแล้ว ขืนอยู่บ้านต่อมีหวังประสาทกินแน่ พ่อครับ แม่ครับ ผมขอไปอยู่บ้านอาจารย์สักพักนะ ถ้าผมไม่อยู่เดี๋ยวพวกเขาก็คงเลิกเห่อกันไปเอง อ้อ แล้วฝากบอกทุกคนด้วยนะว่าผมไม่ได้ใช้วิชาตัวเบาจริงๆ"
ให้ตายเถอะ เอาไปลือกันมั่วซั่วได้ยังไงกัน
อวิ๋นเจียวเองก็ต้องหอบข้าวหอบของไปหลบภัยที่เกาะส่วนตัวสลับกับบ้านของท่านผู้เฒ่าสวีอยู่พักใหญ่เหมือนกัน เพราะพอวิดีโอที่อวิ๋นเสี่ยวจิ่วเต้นบนหลังวาฬกลางทะเลถูกขุดขึ้นมา เธอเองก็พลอยโดนร่างแหถูกขุดประวัติไปด้วย
แล้วก็กลายเป็นว่ามีข่าวลือว่าเธอมีวิชาตัวเบาไปกับเขาอีกคน
อวิ๋นเจียวหมดคำจะพูด
รอให้กระแสซาก่อนค่อยกลับบ้านก็แล้วกัน
ช่วงที่อยู่บนเกาะ เธอถือโอกาสไปเก็บกวาดขยะในทะเลเพื่อช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ
จนกระทั่งวันหนึ่ง เธอบังเอิญสังเกตเห็นว่าบริเวณรอบๆ เกาะ หรือแม้แต่ในทะเลสาบน้ำเค็มบนเกาะของเธอ มีปะการังงอกขึ้นมาใหม่เพียบเลย
สีสันของพวกมันสวยงามสะดุดตามาก ทั้งสีแดง สีฟ้า สีขาว สีชมพู... ปะการังพวกนี้เปรียบเหมือนเครื่องประดับชิ้นเอกของท้องทะเล ที่ช่วยเนรมิตให้ผืนน้ำรอบเกาะและทะเลสาบของเธอดูสวยงามขึ้นถนัดตา
การเจริญเติบโตของปะการังต้องการสภาพน้ำที่สะอาดมาก อวิ๋นเจียวเดาว่าน่าจะเป็นเพราะเธอแวะเวียนมาแถวนี้บ่อยๆ คุณภาพน้ำทะเลบริเวณนี้ก็เลยดีกว่าที่อื่น ปะการังก็เลยงอกงามได้ขนาดนี้
ถือเป็นเรื่องราวดีๆ
"เอ๊ะ หอยแบบนี้ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยแฮะ"
บริเวณด้านหลังแนวปะการัง อวิ๋นเจียวค้นพบหอยหน้าตาประหลาดที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน แต่จำนวนยังมีไม่ค่อยเยอะนัก
"อิ๊ง อิ๊ง" เสียงร้องทักทายดังขึ้นพร้อมกับฝูงวาฬเพชฌฆาตที่ว่ายเข้ามาวนเวียนอยู่รอบตัวเธอ
"พวกแกกำลังจะบอกว่า หอยพวกนี้พวกแกเป็นคนเอามาให้เหรอ"
วาฬเพชฌฆาตส่งเสียงตอบกลับ 'ของโปรดของคนเก่ง เอามาให้'
ลักษณะของหอยชนิดนี้คล้ายคลึงกับหอยมุกที่พวกวาฬเพชฌฆาตเคยคาบมาให้ตอนที่พวกมันยังเป็นเด็กมาก
"ลองงัดดูหน่อยดีกว่า"
เธอพบหอยแบบนี้อยู่แถวๆ นี้ประมาณสิบกว่าตัว อวิ๋นเจียวเลือกตัวที่ดูใหญ่ที่สุดขึ้นมาจัดการงัดเปลือกออก
ขนาดของมันใหญ่กว่าฝ่ามือของเธอเสียอีก เมื่อใช้ปลายนิ้วกดลงบนเนื้อหอยเบาๆ เธอก็สัมผัสได้ถึงความแข็งของวัตถุบางอย่างที่ซ่อนอยู่ข้างใน
ดวงตาของเธอเป็นประกายขึ้นมาทันที
พอลองบีบเบาๆ วัตถุแข็งๆ นูนๆ นั่นก็หลุดโผล่ออกมา
"สีทองด้วย"
สวยมาก เธอถูกใจสุดๆ
"นี่มันไข่มุกทะเลนี่นา"
ด้วยความดีใจ เธอจึงโน้มตัวลงไปจุ๊บหน้าผากวาฬเพชฌฆาตที่อยู่ใกล้ที่สุดไปหนึ่งที
ฝูงวาฬเพชฌฆาตถึงกับดี๊ด๊า วาฬตัวอื่นๆ ที่อุตส่าห์ไปคาบหอยมุกมาให้รีบว่ายเบียดกันเข้ามาแย่งขอรางวัลบ้าง
อวิ๋นเจียวก็เลยไล่จุ๊บเรียงตัวไปจนครบ
หลังจากนั้นเธอก็จัดการเก็บหอยมุกที่พบทั้งหมดไปปล่อยไว้ในทะเลสาบน้ำเค็มบนเกาะ
ปกติเธอมักจะมาว่ายน้ำเล่นในนี้บ่อยๆ สภาพน้ำก็น่าจะใสสะอาดและมีคุณภาพดีกว่าน้ำทะเลด้านนอกเสียอีก แถมสภาพแวดล้อมยังสวยงามเหมาะแก่การเจริญเติบโต
เดี๋ยวต้องรอดูว่าจะเลี้ยงรอดไหม ถ้าเลี้ยงได้ อนาคตเธอก็จะกลายเป็นเจ้าของฟาร์มเพาะเลี้ยงไข่มุกทะเลเต็มตัว
"ขอบใจพวกแกมากนะ เอาไว้ช่วงปิดเทอมถ้าฉันว่างเมื่อไหร่ จะให้พวกแกพาไปเที่ยวทะเลน้ำลึกหน่อย อยากลองไปหาหอยมุกตามที่ต่างๆ ดู เผื่อจะเอามาเพาะพันธุ์ได้"
ฝูงวาฬเพชฌฆาตส่งเสียงรับคำอย่างว่าง่าย
ตอนที่กำลังเอาหอยลงไปปล่อย จู่ๆ อวิ๋นเจียวก็เกิดไอเดียอะไรบางอย่างขึ้นมา เธอใช้ของแหลมทิ่มนิ้วตัวเองจนเป็นแผลเล็กๆ แล้วหยดเลือดลงไปตรงรอยแยกของเปลือกหอย
ตอนนี้เธอค่อนข้างมั่นใจแล้วว่าในร่างกายของเธอมีสายเลือดของเงือกไหลเวียนอยู่ แต่ถึงจะร้องไห้ น้ำตาก็ไม่เปลี่ยนเป็นไข่มุกอยู่ดี อีกอย่างใครมันจะไปนั่งร้องไห้ได้ตลอดเวลากันล่ะ ยังไงเธอก็ร้องไม่ออกอยู่แล้ว
ไม่รู้เหมือนกันว่าเลือดที่มีสายเลือดของเงือกผสมอยู่ จะทำให้หอยพวกนี้เกิดการกลายพันธุ์อะไรขึ้นมาบ้างไหม
แต่ถึงจะไม่ได้ผลก็ไม่เห็นเป็นไร เสียเลือดแค่ไม่กี่หยดเอง ไม่ได้เสียหายอะไรสักหน่อย
[จบบท]