บทที่ 478: พาแมวไปเรียน
"สถานการณ์ของฉัน นายยังไม่รู้เหรอ วางใจเถอะ"
รู้ก็ส่วนรู้ แต่พอได้รับข่าวเรื่องนี้ทีไร ภายในใจของชายหนุ่มก็อดที่จะรู้สึกเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดี
ฟู่หมิงอวี้เดินเข้าไปหยุดยืนอยู่ข้างกายเธอ แล้วช่วยกันให้อาหารลูกแมวทั้งหลายด้วยกัน พอให้อาหารจนเสร็จเรียบร้อย อวิ๋นเจียวกับฟู่หมิงอวี้ก็อุ้มลูกแมวสามสีเดินกลับไปที่อพาร์ตเมนต์
ช่วงวันหยุด ลูกแมวสามสีมักจะคอยตามติดอวิ๋นเจียวอยู่ตลอดเวลา แถมมันยังทำตัวน่ารักน่าเอ็นดู เชื่อฟังคำสั่งอย่างว่าง่าย สั่งไม่ให้ส่งเสียงร้องมันก็เงียบกริบ
วันนี้ อวิ๋นเจียวเห็นลูกแมวสามสีนั่งหมอบอยู่ตรงหน้าประตู แล้วช้อนดวงตากลมโตมองเธอด้วยท่าทางน่าสงสาร เธอก็รู้สึกใจอ่อนขึ้นมา เจ้าตัวเล็กน่ารักตัวนี้ ทำไมถึงได้รู้วิธีออดอ้อนเก่งขนาดนี้นะ
"ไปกันเถอะ ไปเรียนกับฉันนะ แต่ตอนเรียนห้ามร้องเสียงดังเด็ดขาดเข้าใจไหม"
"เหมียว"
อวิ๋นเจียวอุ้มมันเดินมุ่งหน้าไปทางมหาวิทยาลัย
"รอให้ถึงช่วงปิดเทอมฤดูหนาวก่อนนะ ฉันจะกลับบ้านเกิด ถึงตอนนั้นจะแนะนำให้แกรู้จักกับลูกพี่แมว"
ลูกพี่แมวกลายเป็นแมวแก่ไปแล้ว ตามหลักอายุของมันตอนนี้ก็น่าจะใกล้ถึงขีดจำกัดอายุขัยของแมวเต็มที อวิ๋นเจียวรู้สึกกังวลใจจริงๆ ว่ามันอาจจะตายจากไปในวันใดวันหนึ่ง รวมไปถึงสุนัขอีกสองตัวที่บ้านด้วย
เมื่อไปถึงมหาวิทยาลัย อวิ๋นเจียวเดินเข้าไปในห้องเรียนที่กำลังจะเริ่มเรียน เธอมองหาเผิงเล่อเล่อกับเพื่อนคนอื่นๆ แล้วเดินไปนั่งด้วยกัน ความสัมพันธ์ของเพื่อนร่วมห้องพักในหอพักทั้งสี่คนถือว่าค่อนข้างดีเลยทีเดียว
อวิ๋นเจียวสะพายกระเป๋าเป้ ซิปกระเป๋าไม่ได้รูดปิดจนสนิท แต่เว้นช่องว่างเล็กๆ เอาไว้ ทันทีที่เธอเปิดกระเป๋าออก หัวกลมๆ ฟูฟ่องน่ารักก็มุดออกมาจากข้างในทันที
"เฮ้ย"
หงเหยียนเผลอสบถคำหยาบออกมาด้วยความตกใจก่อนจะรีบยกมือขึ้นปิดปากตัวเองไว้แน่น แต่ดวงตาทั้งสองข้างกลับเป็นประกายวิบวับจ้องมองไปที่ลูกแมวตัวนั้นไม่วางตา เผิงเล่อเล่อและสวี่เหมยเองก็รีบขยับตัวเข้ามามุงดูใกล้ๆ อย่างตื่นเต้น
"ลูกแมวสามสี แถมยังเป็นแมวขนยาวด้วย น่ารักจังเลย"
ลูกแมวตัวนี้เนื้อตัวสะอาดสะอ้าน ขนฟูนุ่มสลวย แถมยังสวมกระโปรงตัวเล็กๆ และติดกิ๊บติดผมเอาไว้ด้วย ท่าทางแบบนี้ดูน่ารักน่าชังจริงๆ สวี่เหมยและเพื่อนอีกสองคนโดนความน่ารักตกจนใจละลาย
"น่ารักใช่ไหมล่ะ ฉันเลี้ยงเองแหละ"
อวิ๋นเจียวรู้สึกภูมิใจในผลงานของตัวเองสุดๆ
ลูกแมวสามสีมุดออกมาจากกระเป๋าเป้ กระโดดขึ้นไปบนตักของอวิ๋นเจียวแล้วเอาตัวนุ่มฟูถูไถไปมา พร้อมกับบีบเสียงร้องเหมียวๆ เบาๆ เสียงร้องของมันเบามาก ฟังแล้วทำให้คนได้ยินรู้สึกใจอ่อนยวบ
"ดูดีมากๆ เลย"
"ขอฉันจับหน่อยสิ"
"เธอพักอยู่หอพักในมหาวิทยาลัยไม่ใช่เหรอ แล้วเอาแมวตัวนี้ไปเลี้ยงไว้ที่ไหนล่ะ"
"อพาร์ตเมนต์ข้างนอกมหาวิทยาลัยน่ะ เอามาเลี้ยงในหอพักกลัวจะสร้างความวุ่นวาย"
"วุ่นวายอะไรกัน ฉันชอบมากเลยนะ"
เพื่อนอีกสองคนก็แสดงออกว่าพวกเธอเองก็ชอบมากเช่นกัน
"ตอนกลางคืนได้นอนกอดตัวน่ารักแบบนี้ ฉันไม่อยากจะคิดเลยว่าจะมีความสุขขนาดไหน"
"เลี้ยงแมวก็ต้องคอยตักอุจจาระให้มันนะ ตอนกลางคืนมันก็ชอบวิ่งเล่นไปทั่ว ที่สำคัญที่สุดคือขนร่วง แต่ตัวนี้ขนร่วงค่อนข้างน้อย"
เธอหยิบปลาแห้งตัวเล็กออกมาหนึ่งตัวแล้วป้อนให้ลูกแมวสามสี เจ้าตัวเล็กก็รีบเคี้ยวกร้วมๆ กินอย่างเอร็ดอร่อยทันที
เผิงเล่อเล่อและเพื่อนอีกสองคนกำลังจะอ้าปากพูดอะไรบางอย่าง แต่อาจารย์เดินเข้ามาในห้องเสียก่อน พวกเธอจึงรีบนั่งตัวตรง
บรรยากาศการเรียนของมหาวิทยาลัยชิงเป่ยค่อนข้างเข้มข้นเลยทีเดียว นักศึกษาทุกคนต่างตั้งใจเรียนด้วยความตื่นตัว พอเลิกเรียนก็มีคนจำนวนมากมุ่งหน้าไปที่หอสมุด
ตลอดการเรียนการสอน ฮวาฮวาไม่ได้ส่งเสียงรบกวนเลยแม้แต่น้อย มันเอาแต่เล่นกับมือของอวิ๋นเจียว ไม่ก็ตะปบสายกระเป๋าเป้เล่น หรือไม่ก็นั่งกินปลาแห้งตัวเล็กเงียบๆ จนกระทั่งเลิกเรียน มันก็เดินเตาะแตะตามหลังอวิ๋นเจียวออกจากห้องเรียนไป
ในมหาวิทยาลัยก็มีแมวอยู่เหมือนกัน แถมมีไม่น้อยเลยด้วย นักศึกษาหลายคนก็เต็มใจที่จะให้อาหารพวกมัน แต่ลูกแมวที่ทั้งตัวเล็กและหน้าตาน่ารักขนาดนี้เดินตามหลังคน แถมอวิ๋นเจียวยังเป็นคนดังของมหาวิทยาลัยอีกต่างหาก จึงกลายเป็นจุดสนใจของผู้คนเป็นพิเศษ อวิ๋นเจียวพาฮวาฮวาเดินไปเรียนที่ห้องเรียนถัดไป
เมื่อแน่ใจแล้วว่าฮวาฮวาทำตัวเรียบร้อยและไม่สร้างความวุ่นวายเวลาเรียน หลังจากนั้นอวิ๋นเจียวก็มักจะพาฮวาฮวาไปเรียนด้วยเป็นบางครั้งบางคราว พอเวลาผ่านไปอาจารย์ก็รับรู้เรื่องนี้ แต่ตราบใดที่มันไม่ได้ก่อกวนการเรียนการสอน อาจารย์ก็ไม่ได้ว่าอะไร ในห้องเรียนของมหาวิทยาลัยพวกเธอบางครั้งก็มีแมวหลงเข้ามาบ้าง ตราบใดที่มันไม่ได้รบกวนการเรียนการสอนของทุกคน อาจารย์ก็ไม่เข้าไปยุ่งเช่นกัน
"อวิ๋นเจียว รุ่นพี่ฟู่มาหาเธออีกแล้วนะ"
ตอนนี้เข้าสู่ช่วงที่หิมะตกแล้ว ทุกคนต่างสวมเสื้อผ้าหนาเตอะ อวิ๋นเจียวเองก็ไม่มีข้อยกเว้น วันนี้เธอไม่ได้พาฮวาฮวามาด้วย พอเดินลงมาถึงชั้นล่างของหอพัก เธอก็เห็นฟู่หมิงอวี้ยืนถือชานมสองแก้วรอเธออยู่ตรงบันได เด็กผู้หญิงที่เดินผ่านไปมาแถวนั้นต่างก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมองเขา
"ฟู่หมิงอวี้"
อวิ๋นเจียวเดินเข้าไปหา เขาก็ยัดชานมแก้วหนึ่งใส่มือเธอทันที ซึ่งเป็นรสชาติที่เธอชอบ
"ขอบใจนะ ใกล้จะปิดเทอมแล้ว พอปิดเทอมนายตั้งใจจะไปหมู่บ้านไป๋หลงกับพวกเราไหม"
ทั้งสองคนดูดชานมพลางเดินออกไปข้างนอก ฟู่หมิงอวี้พยักหน้า
"อืม โครงการของห้องปฏิบัติการทางฝั่งฉันใกล้จะเสร็จแล้ว พอเสร็จก็จะได้พักผ่อนยาวๆ สักพัก"
"แบบนั้นก็ดีเลย"
ขณะที่คนทั้งสองกำลังเดินคุยกันไปเงียบๆ จู่ๆ ก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งเดินตรงเข้ามาหาด้วยท่าทางดุดันเอาเรื่อง
"ฟู่หมิงอวี้ แกปล่อยข่าวลือเสียหายเกี่ยวกับแม่ฉันในมหาวิทยาลัยหมายความว่ายังไง"
คนที่โวยวายเดินเข้ามาก็คือน้องชายของฟู่หมิงอวี้ที่ชื่อว่าฟู่หมิงฉี
มุมปากของอวิ๋นเจียวกระตุกเล็กน้อย
"เรื่องนี้มันเกิดมาตั้งนานแล้ว เขาเพิ่งจะรู้เรื่องเหรอเนี่ย"
"โง่ไง"
ทางฝั่งพ่อกับแม่เลี้ยงของเขาน่ะรู้เรื่องนานแล้ว พวกเขาโทรมาต่อว่าเขาด้วยความโกรธเกรี้ยว ฟู่หมิงอวี้ไม่ได้พูดพร่ำทำเพลงอะไรกับพวกเขาสักคำ เพียงแค่เอาเรื่องนี้ไปบอกคุณปู่ฟู่ คืนนั้นคุณปู่ฟู่ก็โทรศัพท์กลับไปด่าทอสองผัวเมียคู่นั้นจนไม่เหลือชิ้นดี พอต้องเผชิญหน้ากับผู้เป็นปู่ สองคนนั้นก็ยังคงขี้ขลาดตาขาวอยู่ดี
ฟู่หมิงฉีผลการเรียนไม่ดี แน่นอนว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ไม่ได้ ชายชราจึงต้องยอมควักเงินยัดใต้โต๊ะเพื่อให้เขาได้เข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเพื่อชุบตัว หมอนี่ชอบออกไปเที่ยวเตร่ข้างนอก คาดว่าน่าจะไม่ได้กลับบ้านมานานแล้ว ก็เลยเพิ่งจะรู้ข่าวเรื่องนี้เข้า
ฟู่หมิงฉีชี้หน้าฟู่หมิงอวี้ด้วยความโกรธจัด
"อย่าคิดนะว่ามีคุณปู่คอยปกป้องแล้วเข้าข้างแก แกจะมาทำตัวกร่างข่มพวกเราได้ แกคิดว่าแกเป็นใครฮะ ไอ้เด็กไม่มีแม่คอยสั่งสอน พ่อก็ไม่ชอบหน้าแก แกมีอะไรให้ภูมิใจนักหนา อนาคตบ้านตระกูลฟู่ต้องเป็นของฉัน ไม่ช้าก็เร็วแกจะต้องโดน..."
อวิ๋นเจียวตบหน้าเขาไปหนึ่งฉาด ซัดเอาหมอนั่นล้มลงไปกองบนพื้นหิมะจนลุกไม่ขึ้นไปพักใหญ่
"พูดไม่เป็นก็หุบปากไปซะ ไม่ได้แปรงฟันหรือไงปากถึงได้เหม็นเน่าขนาดนี้ หน้าตาก็อัปลักษณ์สมองก็ทึบ ทำตัวเป็นหมูไปได้ คอกหมูบ้านไหนพังถึงได้ปล่อยแกหลุดออกมาเพ่นพ่านเนี่ย"
เวลาอวิ๋นเจียวด่าคน ปากของเธอก็ร้ายกาจเชือดเฉือนไม่เบาเลยทีเดียว
ฟู่หมิงอวี้ก้มมองเด็กสาวที่ตัวเตี้ยกว่าแต่กลับออกมายืนขวางอยู่ตรงหน้าเขา หัวใจของเขาเต้นรัวเร็ว
คนแบบนี้ จะไม่ให้ชอบได้ยังไง
"แก..."
ฟู่หมิงฉีโดนตบจนหน้าชาไปหมด กว่าจะยันตัวลุกขึ้นมานั่งได้ก็ใช้เวลาพักใหญ่ เขายกมือขึ้นกุมแก้ม ชี้หน้าด่าอวิ๋นเจียว
"แกกล้าตบฉัน แกคิดว่าฉันเป็นใครฮะ เชื่อไหมว่าฉันทำให้แกเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยนี้ไม่ได้แน่"
อวิ๋นเจียวกอดอกพูดจาประชดประชัน
"เก่งจังเลยนะ นี่มหาวิทยาลัยเป็นของบ้านแกเปิดเองเหรอ ถ้าเป็นอย่างนั้นทำไมแกถึงไม่มาเรียนที่ชิงเป่ยล่ะ หรือว่าไม่ชอบเหรอ"
ฝูงชนที่มุงดูเหตุการณ์อยู่รอบๆ พอได้ยินคำพูดนี้ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะพรืดออกมา
ถ้าสอบเข้ามหาวิทยาลัยชิงเป่ยได้ ใครมันจะอยากไปเรียนที่อื่นล่ะ
"แก แก..."
ฟู่หมิงอวี้เดินมาหยุดอยู่ข้างอวิ๋นเจียว หลุบตามองฟู่หมิงฉีจากมุมที่สูงกว่า
"ถ้าไม่อยากโดนอัด ก็ไสหัวไปซะ"
เขาไม่อยากเสียเวลากับคนพรรค์นี้
สีหน้าของฟู่หมิงฉีบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้น เขาผุดลุกขึ้นยืนแล้วเงื้อหมัดพุ่งเข้าไปชกฟู่หมิงอวี้
อวิ๋นเจียวเตะสวนกลับไปเบาๆ เพียงครั้งเดียว ร่างของหมอนั่นก็กระเด็นลอยละลิ่วออกไป
ฟู่หมิงฉีเจ็บปวดจนตัวงอเป็นกุ้ง
สิบกว่านาทีต่อมา พวกเขาทั้งหมดก็ถูกเรียกตัวไปที่ห้องพักครูใหญ่
ถึงแม้อวิ๋นเจียวจะเป็นฝ่ายลงมือก่อน แต่ฟู่หมิงฉีก็เป็นฝ่ายเริ่มด่าทอเหยียดหยามก่อน คำพูดที่ว่า 'ไอ้เด็กไม่มีแม่คอยสั่งสอน' ไม่ว่าใครได้ฟังก็รู้สึกบาดหูและทนฟังไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความจริงที่ว่าแม่ของฟู่หมิงอวี้ได้จากโลกนี้ไปตั้งนานแล้ว
หลังจากครูใหญ่รับทราบเรื่องราวทั้งหมด ฝั่งหนึ่งคือนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยอื่นที่ทำตัวกร่างเข้ามาหาเรื่องถึงในถิ่น ส่วนอีกฝั่งคือนักศึกษาดีเด่นของมหาวิทยาลัยตัวเอง
จะลำเอียงเข้าข้างใคร ยังต้องให้เลือกอีกเหรอ
ส่วนเรื่องบ้านตระกูลฟู่ เขายังไม่ถึงขั้นต้องเกรงกลัวหรอก
ถ้าคุณปู่ฟู่มาเอง เขาอาจจะยอมไว้หน้าสักหน่อย แต่ถ้าเป็นฟู่อันหยางน่ะเหรอ หึหึ...
แถมต่อให้คุณปู่ฟู่มาจริงๆ ก็ยังไม่รู้เลยว่าจะเข้าข้างใครกันแน่
[จบบท]