บทที่ 483: ความจริงที่ถูกเปิดเผย
สำหรับเรื่องราวความบาดหมางทั้งหมดที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนานนั้น อวิ๋นเจียวไม่ได้นึกรีบร้อนหรือกระวนกระวายใจที่จะต้องลงมือจัดการกับตระกูลซูในทันทีทันใด เพราะถึงยังไงตระกูลซูในตอนนี้ก็เปรียบเสมือนมดปลวกที่ไม่ได้มีค่าหรือความหมายอะไรให้เธอต้องเก็บมาใส่ใจหรือหลงเหลืออยู่ในสายตาของเธอเลยสักนิดเดียว
เธอมอบหมายและสั่งการให้คนสนิทไปรวบรวมข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำของซูคังเฉิงและซุนซูเจินเป็นการล่วงหน้าก่อน หากสองคนนี้มีความผิดหรือเคยทำเรื่องเลวร้ายอะไรเอาไว้ในอดีตก็ให้ไปตามสืบเสาะค้นหามาให้หมดจนสิ้นไส้สิ้นพุง
เธอไม่เชื่อหรอกว่าคนที่เห็นแก่ตัวและละโมบโลภมากสองคนนี้จะสามารถใช้ชีวิตอย่างขาวสะอาดโดยไม่เคยทำเรื่องผิดกฎหมายหรือเรื่องเน่าเหม็นอะไรเลยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
หลังจากสั่งการเสร็จเรียบร้อย เธอก็ปัดเรื่องน่ารำคาญใจนี้ทิ้งไปจากสมอง แล้วหันไปจัดการสะสางธุระปะปังของตัวเองต่ออย่างสบายใจ
ทว่าในขณะที่เรื่องราวความผิดของซูคังเฉิงและพวกพ้องยังสืบไม่เสร็จสิ้นและข้อมูลยังไม่ถูกส่งมาถึงมือของเธอ ใครจะคาดคิดล่ะว่าตัวตนที่แท้จริงของอวิ๋นเจียวจะถูกเปิดเผยออกมาให้คนอื่นได้รับรู้ก่อนกำหนดการที่วางไว้
สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ความลับนี้แตกก็คือใบหน้าอันสะสวยของเธอที่ดันไปดูมีเค้าโครงคล้ายคลึงกับอันจือหย่ามากถึงห้าส่วน เพียงแต่ใบหน้าของอวิ๋นเจียวจะดูสวยงามหมดจดและมีความประณีตน่ามองกว่าอันจือหย่าเล็กน้อยก็เท่านั้น
ส่วนคนที่สามารถจดจำใบหน้านี้ได้และจำเธอได้เป็นคนแรกก็คือเพื่อนสนิทที่เติบโตมาด้วยกันของอันจือหย่า ซึ่งปัจจุบันผู้หญิงคนนี้ก็ได้ก้าวขึ้นมาเป็นคุณนายแห่งตระกูลหรงอันมั่งคั่งและมีอิทธิพลอย่างกว้างขวาง
ย้อนกลับไปในวันนั้น ภายในห้างสรรพสินค้าที่เต็มไปด้วยผู้คนพลุกพล่าน อวิ๋นเจียวกำลังเดินเลือกซื้อเสื้อผ้าอยู่ที่ร้านเสื้อผ้าหรูหราแห่งหนึ่งกับอวิ๋นเสี่ยวจิ่ว ผู้เป็นพี่ชายคนที่เก้า บรรยากาศภายในร้านเต็มไปด้วยเสื้อผ้าที่ถูกตัดเย็บมาอย่างประณีตและมีราคาแพงลิ่ว
จังหวะนั้นเธอบังเอิญไปเดินชนเข้ากับแม่เลี้ยงของฟู่หมิงอวี้เข้าพอดี วันนี้ฟู่อันหยางไม่ได้เดินทางมาด้วย มีเพียงแค่แม่เลี้ยงจอมหยิ่งยโสคนนั้นที่แต่งตัวด้วยเครื่องประดับราคาแพงตั้งแต่หัวจรดเท้า พาหลานสาวของตัวเองมาเดินเลือกซื้อเสื้อผ้าด้วยท่าทางโอ้อวดและสายตาที่มองคนอื่นต่ำต้อยกว่า
พอผู้หญิงคนนั้นหันมาเห็นว่าเป็นอวิ๋นเจียว อีกฝ่ายก็เก็บซ่อนท่าทีและเลิกเสแสร้งแกล้งทำเป็นคนดีในทันที
"อวิ๋นเจียว คนเราต้องรู้จักเจียมเนื้อเจียมตัวบ้างนะ เธอเป็นแค่เด็กสาวยากจนที่มาจากหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ อุตส่าห์ดิ้นรนสอบติดมหาวิทยาลัยดีๆ ได้ทั้งที ก็อย่าหวังอะไรให้มันสูงเกินตัวไปหน่อยเลย ฉันรู้ว่าคนอย่างฟู่หมิงอวี้คงเป็นผู้ชายที่รวยที่สุดเท่าที่คนอย่างเธอจะสามารถเข้าหาได้แล้วล่ะ แต่พวกเธอสองคนไม่คู่ควรกันเลยสักนิด"
เธอยังคงพ่นคำพูดดูถูกออกมาอย่างต่อเนื่องพร้อมปรายตามองอย่างเหยียดหยาม
"ฟู่หมิงอวี้เด็กคนนั้นตอนนี้อาจจะหลงผิดและรู้สึกชอบเธออยู่บ้าง แต่คนเราน่ะนะ โดยเฉพาะผู้ชายน่ะเปลี่ยนใจง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือเสียอีก ฐานะของพวกเธอก็แตกต่างกันราวกับฟ้ากับเหว ขืนปล่อยให้คบกันจริงๆ ต่อไปก็ต้องมีเรื่องให้ทะเลาะเบาะแว้งกันไม่เว้นแต่ละวัน
แทนที่จะรอให้ถึงตอนที่ต้องเลิกรากันแบบหน้าดำคร่ำเครียด สู้เธอยอมตัดใจแล้วเดินออกมาจากชีวิตเขาสะตั้งแต่ตอนนี้ไม่ดีกว่าเหรอ จะได้ดูมีศักดิ์ศรีและดูเป็นผู้ดีขึ้นมาบ้าง"
อวิ๋นเจียวดึงแขนอวิ๋นเสี่ยวจิ่วที่กำลังโกรธจัดและเตรียมจะพุ่งเข้าไปด่าทอกลับเอาไว้ แล้วเธอก็ระบายยิ้มตาหยีพลางเอ่ยถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสบายๆ
"แล้วคุณนายฟู่ล่ะคะ คุณแต่งงานกับพ่อของฟู่หมิงอวี้ด้วยสถานะอะไรเหรอคะ"
สีหน้าของคุณนายฟู่ดูย่ำแย่และบิดเบี้ยวลงถนัดตา อวิ๋นเจียวไม่รอช้าสวนกลับไปทันที
"ถ้าฉันจำไม่ผิด ฟู่หมิงฉีกับฟู่หมิงอวี้อายุห่างกันไม่ถึงปีด้วยซ้ำใช่ไหมคะ แต่แม่ของฟู่หมิงอวี้เสียชีวิตตอนที่เขาอายุได้สี่ขวบนี่นา"
เด็กสาวขยับรอยยิ้มกว้างขึ้นอีกนิด
"ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ของฉันกับฟู่หมิงอวี้ที่เป็นเพียงแค่การคาดเดาและมโนไปเองของพวกคุณหรอกนะคะ ต่อให้ระหว่างเราสองคนจะมีอะไรกันจริงๆ คุณที่เป็นแค่เมียน้อยที่พยายามชุบตัวขึ้นมาเป็นแม่เลี้ยง แถมยังเป็นแม่เลี้ยงใจร้ายที่เคยทารุณกรรมและถึงขั้นลักพาตัวฟู่หมิงอวี้ไปขายอีกต่างหาก คุณเอาความกล้าและหน้าหนาๆ จากไหนมาสอดรู้สอดเห็นเรื่องของเขาเหรอคะ"
ผู้เป็นแม่เลี้ยงถึงกับโกรธจนหน้าดำหน้าแดง ชี้นิ้วสั่นเทามาทางอวิ๋นเจียว
"นี่เธอ ปากดีนักนะ พูดจาเหลวไหล"
จังหวะนั้น เสียงรองเท้าส้นสูงก็ดังกระทบพื้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ผู้หญิงคนหนึ่งเดินกรีดกรายเข้ามาพร้อมกับเปิดฉากเยาะเย้ยคุณนายฟู่อย่างไม่ไว้หน้า
"ตลกจริงๆ เป็นแค่ลูกเมียน้อยแท้ๆ แต่กลับกล้ามาพ่นคำพูดดูถูกนักศึกษามหาวิทยาลัยที่มีการศึกษาอย่างเต็มปากเต็มคำ"
อวิ๋นเจียวหันไปมองตามเสียง ก็เห็นว่าเป็นผู้หญิงที่สวมใส่เสื้อผ้าเรียบหรูแต่ดูแพง ท่าทางร่ำรวยและดูมีฐานะสูงส่งคนหนึ่ง ดูไม่ออกเลยว่าผู้หญิงคนนี้อายุเท่าไหร่กันแน่ เพราะเธอดูแลรูปร่างหน้าตาและผิวพรรณของตัวเองดีมากจนดูอ่อนเยาว์
"อ้อ ไม่ใช่แค่ลูกเมียน้อยสิ ยังเป็นเมียน้อยที่หน้าด้านไร้ยางอาย แล้วก็เป็นแม่เลี้ยงใจร้ายด้วยใช่ไหม"
คุณนายฟู่หันขวับไปมองผู้มาใหม่ด้วยแววตาอาฆาตมาดร้าย
"ซ่งชิง หุบปากไปเลยนะ"
ซ่งชิงเลิกคิ้วขึ้นสูงอย่างไม่ยี่หระ
"ทำไมล่ะ สถานะของเธอไม่ใช่ความลับอะไรที่ต้องปกปิดสักหน่อย ทำไมถึงจะพูดไม่ได้ล่ะ"
เธอเดาะลิ้นสองทีพร้อมกับส่งสายตาเหยียดหยาม
"เธอคงไม่ได้โง่คิดจริงๆ หรอกใช่ไหม ว่าเวลาเพิ่งจะผ่านไปไม่กี่ปีแล้วทุกคนจะลืมเรื่องเน่าเฟะพวกนั้นไปหมดแล้วน่ะ"
เธอยกมือขึ้นปิดปากหัวเราะเบาๆ
"อย่ามั่นหน้ามั่นใจขนาดนั้นเลย ทุกคนก็แค่ไว้หน้าเธอตามมารยาทสังคมภายนอกเท่านั้นแหละ แต่พอลับหลัง มีใครเขาเห็นหัวและเคารพเธอจริงๆ บ้างล่ะ"
คุณนายฟู่โกรธจัดจนแทบจะกินเลือดกินเนื้อ แต่ด้วยความที่สามีของซ่งชิงมีอำนาจและอิทธิพลในสังคมมากกว่าสามีของเธอ เธอจึงไม่สามารถต่อกรหรือสู้ซ่งชิงได้ สุดท้ายจึงทำได้เพียงเดินสะบัดหน้าหนีกลับไปอย่างหมดสภาพ
วันนี้ช่างเป็นวันที่โชคร้ายจริงๆ ออกจากบ้านไม่ได้ดูฤกษ์ดูยาม ถูกอวิ๋นเจียวด่าก็ย่ำแย่พอแล้ว ซ่งชิงยังโผล่มาสบทบอีก
หลังจากที่คุณนายฟู่เดินออกไปจนพ้นระยะสายตา อวิ๋นเจียวที่เพิ่งจะอ้าปากเตรียมเอ่ยคำขอบคุณ ผู้หญิงคนนั้นก็เดินเข้ามาประชิดตัวเธออย่างรวดเร็ว พร้อมกับใช้นิ้วเชยคางเธอขึ้นมาพิจารณาดูใบหน้าอย่างละเอียดลออ
"เหมือน ดูคล้ายกันมากจริงๆ"
อวิ๋นเจียวมีสีหน้างุนงงและไม่เข้าใจสถานการณ์ตรงหน้า ซ่งชิงยังคงจ้องมองใบหน้าของเด็กสาวไม่วางตา
"โลกใบนี้กว้างใหญ่ไพศาล ใบหน้าคนเราอาจจะดูคล้ายกันได้ แต่สีผมนี่คงไม่ได้บังเอิญเหมือนกันขนาดนั้นหรอกมั้ง"
อวิ๋นเจียวเบี่ยงตัวหลบการสัมผัสนั้นเล็กน้อย
"พี่สาวคะ คุณพูดเรื่องอะไรเหรอคะ"
ผู้หญิงคนนั้นหัวเราะออกมาเบาๆ แต่พอยิ้มไปได้สักพัก แววตาของเธอก็ปรากฏร่องรอยของความเศร้าสร้อยอย่างเห็นได้ชัด
"ฉันไม่ใช่พี่สาวของเธอหรอกนะ ถ้าจะให้พูดตามความเป็นจริง เธอควรจะเรียกฉันว่าแม่บุญธรรมด้วยซ้ำ"
เรื่องราวความหลังนี้ค่อนข้างซับซ้อนและมีรายละเอียดที่ยาวนานเกินกว่าจะยืนคุยกันตรงนี้ได้ พวกเขาจึงตัดสินใจเดินออกจากร้านเสื้อผ้าและไปหาร้านอาหารที่เงียบสงบและมีความเป็นส่วนตัวเพื่อนั่งคุยกันให้เป็นเรื่องเป็นราว
เมื่อพนักงานเสิร์ฟนำเครื่องดื่มมาวางและเดินออกไป ซ่งชิงก็เริ่มต้นแนะนำตัวเองให้ฟังว่าตอนนี้เธอคือคุณนายของตระกูลหรง
ตระกูลหรงเป็นตระกูลทหารที่เก่าแก่และมีชื่อเสียง เธอและอันจือหย่าเป็นเพื่อนสนิทที่รักและผูกพันกันมาก และยังมีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องฝั่งแม่กันอีกด้วย ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนเรียกได้ว่าสนิทสนมกันจนไม่มีความลับต่อกันเลยแม้แต่เรื่องเดียว
เธอเริ่มเล่าเรื่องราวความรักระหว่างอันจือหย่าและซูคังเฉิงให้อวิ๋นเจียวฟังอย่างละเอียด ซึ่งเนื้อหาทั้งหมดก็ตรงกับข้อมูลที่อวิ๋นเจียวให้คนไปตามสืบมาแทบจะเหมือนกันทุกรายละเอียด
ซ่งชิงสังเกตเห็นว่าสีหน้าของอวิ๋นเจียวไม่ได้แสดงความประหลาดใจหรือตกใจออกมาเลยแม้แต่น้อย เธอจึงเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความรู้สึกแปลกใจ
"เธอรู้เรื่องนี้อยู่แล้วเหรอ"
อวิ๋นเจียวไม่ได้คิดจะปิดบัง เธอจึงพยักหน้ารับ ซ่งชิงชะงักไปเล็กน้อย พอเห็นว่าเด็กสาวที่อายุแค่นี้แต่กลับมีท่าทีสงบนิ่งเยือกเย็น ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นหรือดีใจเลยสักนิดที่ได้รับรู้ว่าตัวเองเป็นลูกคุณหนูตระกูลเศรษฐีตัวจริง เธอก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสนใจและชื่นชมในตัวเด็กสาวตรงหน้ามากขึ้น
"เธอไปตามสืบเรื่องนี้มาเองเหรอ"
อวิ๋นเจียวพยักหน้าตอบรับอีกครั้ง
ซ่งชิงระบายยิ้มออกมาอย่างมีความหมายแฝง
"ดูเหมือนว่าคุณนายฟู่คนนั้นจะตาบอดและมองคนผิดไปซะแล้วสิ"
การที่เด็กสาวสามารถสืบเรื่องราวในระดับนี้มาได้ด้วยกำลังของตัวเอง ซ่งชิงไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่าเด็กสาวตรงหน้าจะเป็นแค่นักศึกษามหาวิทยาลัยที่ยากจนและไม่มีเบื้องหลังธรรมดาๆ
"งั้นเธอคงยังไม่รู้ใช่ไหมว่าพ่อแท้ๆ ของเธอคือใครกันแน่"
ซ่งชิงพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อวิ๋นเจียวยังไม่รู้จริงๆ แววตาของเธอจึงฉายแววอยากรู้อยากเห็นออกมา ซ่งชิงเห็นแบบนั้นก็ยิ้มอย่างพึงพอใจ
"ถ้าจะเล่าให้ฟังนะ พ่อของเธอน่ะ เป็นผู้ชายที่แม่ของเธอเก็บมาได้ แล้วก็ตกหลุมรักตั้งแต่แรกเห็นเลยล่ะ"
อวิ๋นเจียวกับอวิ๋นเสี่ยวจิ่วถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เก็บมาได้งั้นเหรอ
ซ่งชิงเริ่มเล่าเรื่องราวในอดีตที่ถูกปิดตายและไม่มีใครรู้ให้พวกเขาฟังอย่างช้าๆ
"ช่วงนั้นฉันกับจือหย่าเดินทางไปเที่ยวพักผ่อนที่ทะเลด้วยกัน จือหย่าเป็นคนที่ชอบวาดรูป พวกศิลปินมักจะรักในอิสระและชอบค้นหาแรงบันดาลใจจากธรรมชาติและภูเขาแม่น้ำ ช่วงนั้นพวกเราไปถึงทะเลพอดี
เช้าตรู่วันหนึ่ง จือหย่าก็พาผู้ชายคนหนึ่งกลับมาด้วย ผู้ชายคนนั้นหล่อและดูดีมากจริงๆ หน้าตาของเขามีส่วนผสมของความเป็นคนตะวันออก แต่สีผมกับสีตาของเขาเป็นสีฟ้า ดูคล้ายกับของเธอเลย"
เธอขยับเข้ามาสังเกตอวิ๋นเจียวอย่างละเอียดอีกครั้ง
"แต่ฉันรู้สึกว่าสีของเธอมันดูชัดเจนและสวยกว่าของเขานะ ของเขาจะดูสีอ่อนกว่านี้หน่อย"
ซ่งชิงนั่งนึกย้อนถึงภาพวันวานด้วยรอยยิ้ม
"พอผู้ชายคนนั้นลืมตาขึ้นมา เขากับจือหย่าก็สบตากันแล้วก็ตกหลุมรักกันเลย หลังจากนั้นพอได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกัน ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็พัฒนาก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว จนฉันที่เป็นก้างขวางคอยังรู้สึกเกรงใจที่จะทนอยู่ตรงนั้นต่อเลย"
"ต่อมาพวกเขาสองคนก็ตกลงคบหาดูใจกันอย่างเป็นทางการ"
พอพูดถึงตรงนี้ บนใบหน้าของซ่งชิงก็ปรากฏรอยยิ้มแห่งความสุขอันงดงาม
"แต่ว่า"
ซ่งชิงทอดถอนใจ สีหน้าหม่นหมองลง
"วันหนึ่งเกิดพายุลมแรงพัดถล่มเมืองเล็กๆ ริมทะเลที่เราพักอยู่ตอนนั้นอย่างกะทันหัน ท้องฟ้าที่เคยสดใสกลับมืดครึ้ม ลมกระโชกแรงจนก่อตัวกลายเป็นคลื่นยักษ์สึนามิขนาดย่อมพัดถาโถมเข้าใส่ชายฝั่ง
ตอนนั้นฉันกับจือหย่าหนีไม่ทันจึงพลัดตกลงไปในเกลียวคลื่นที่บ้าคลั่ง พ่อของเธอเห็นแบบนั้นก็ไม่ลังเลเลยที่จะกระโดดลงมาช่วยชีวิตพวกเราเอาไว้ ท่ามกลางกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก หลังจากที่เขาใช้พละกำลังทั้งหมดพยายามช่วยดึงตัวจือหย่าขึ้นฝั่งไปได้สำเร็จ ตัวเขากลับหมดแรงและถูกเกลียวคลื่นลูกใหญ่กลืนหายไปในท้องทะเลอันกว้างใหญ่"
"พวกเราให้คนออกตามหาเขาอยู่นานมาก แต่ก็ไม่พบวี่แวว จือหย่าเสียใจมากจนแทบจะขาดใจตาย เธอถึงกับคิดจะกระโดดน้ำตายเพื่อจบชีวิตตามเขาไปเลยด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายก็มารู้ตัวว่าตัวเองกำลังตั้งท้อง เธอถึงได้ยอมสงบสติอารมณ์และตั้งใจมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อรักษาลูกในท้องเอาไว้"
"หลังจากที่พวกเราเดินทางกลับมา จือหย่าตั้งใจเอาไว้ว่าจะคลอดและเลี้ยงดูเธอให้เติบโตมาอย่างสงบสุขก็พอ แต่สถานการณ์ในตอนนั้นมันไม่ปกติและมีความเสี่ยงสูง
ถ้าจือหย่าคลอดเธอออกมาทั้งที่ยังไม่ได้แต่งงาน จะต้องถูกคนเพ่งเล็งและเอาไปรายงานแน่นอน ตระกูลอันก็กำลังถูกจับตามองอยู่แล้ว ถ้ามีเรื่องจือหย่าท้องไม่มีพ่อเพิ่มเข้ามาอีก สถานการณ์ของตระกูลก็จะยิ่งตกอยู่ในความอันตรายมากยิ่งขึ้น"
"ดังนั้นในตอนนั้นพวกเราก็เลยต้องหาใครสักคนมาจดทะเบียนสมรสกับแม่ของเธอเพื่อบังหน้าเอาไว้ก่อน และคนคนนั้นก็คือซูคังเฉิง ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของคุณตาของเธอ
เขารับรู้เรื่องราวของจือหย่าดีทุกอย่าง และยังเป็นฝ่ายเสนอตัวเข้ามาช่วยเหลือเองด้วยความเต็มใจ มันเป็นเพียงแค่การแต่งงานกันในนามเท่านั้น ในความเป็นจริงแล้วพวกเขาไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรลึกซึ้งเกินเลยต่อกันเลยแม้แต่น้อย"
"แต่บนโลกใบนี้ก็ไม่มีใครสามารถคาดคิดได้เลยว่า ผู้ชายที่ดูเป็นคนดีอย่างซูคังเฉิงจะเป็นพวกหน้าเนื้อใจเสือที่ซ่อนความร้ายกาจเอาไว้
วันหนึ่งจือหย่ามีอาการเจ็บท้องคลอดกะทันหัน แถมยังเป็นการคลอดก่อนกำหนดถึงครึ่งเดือน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่อันตรายมาก
ตอนนั้นฉันเดินทางไปทำธุระและไม่ได้อยู่ที่นั่น คุณตาของเธอก็ติดธุระสำคัญอยู่ข้างนอกพอดี ภายในบ้านจึงมีแค่ซูคังเฉิงเพียงคนเดียวที่อยู่กับเธอ ทุกสิ่งทุกอย่างรวมถึงการตัดสินใจทางการแพทย์จึงตกอยู่ในความดูแลของเขาทั้งหมด
กว่าฉันจะได้รับรู้ข่าวและรีบเดินทางกลับมา จือหย่าก็สูญเสียเลือดและร่างกายอ่อนแอลงมากแล้ว หลังจากนั้นสุขภาพของเธอก็ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ และจากโลกนี้ไปภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี คุณตาของเธอทนรับความสะเทือนใจจากเรื่องนี้ไม่ไหว ก็เลยล้มป่วยลงอย่างกะทันหัน"
"หลังจากที่คนในตระกูลอันจากไปจนหมด ซูคังเฉิงก็รีบฉวยโอกาสเข้ามารวบอำนาจและฮุบกิจการทั้งหมดของตระกูลอันไปเป็นของตัวเองอย่างรวดเร็ว แถมหลังจากที่คุณตาของเธอเสียชีวิตไปได้แค่ครึ่งปี เขาก็พาซุนซูเจินย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านอย่างหน้าตาเฉย โดยให้เหตุผลอ้างว่าเด็กจำเป็นต้องมีคนดูแล
ซุนซูเจินทำดีกับซูเนี่ยนมาก เป็นแม่เลี้ยงที่แสนดีจนทุกคนรอบข้างต่างก็ให้การยอมรับ แต่ปัญหาก็คือเธอทำดีกับเด็กคนนั้นมากเกินไปนี่แหละ"
"อีกอย่าง ยิ่งซูเนี่ยนเติบโตขึ้น ฉันก็ยิ่งสังเกตเห็นว่าเด็กคนนั้นไม่มีส่วนไหนที่ดูคล้ายจือหย่าเลยสักนิด แล้วก็ไม่เหมือนพ่อของเธอด้วย ฉันก็เลยเริ่มเกิดความสงสัย และแอบไปตามสืบเรื่องนี้อย่างลับๆ แล้วมันก็ทำให้ฉันได้รู้ความจริงที่ซ่อนอยู่หลายอย่าง
ซูคังเฉิงแอบลักลอบมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับซุนซูเจินมาตั้งนานแล้ว แถมผู้หญิงคนนั้นยังเคยตั้งท้องมาก่อนหน้านี้ตั้งนานแล้วด้วย เพียงแต่ไม่ค่อยมีใครล่วงรู้เรื่องนี้ ฉันก็เลยกล้าเดาว่า ซูเนี่ยนไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของจือหย่าอย่างแน่นอน"
"หลังจากนั้น ฉันก็ไปติดสินบนคนรับใช้ของตระกูลซู ให้แอบเอาเส้นผมของพวกเขาทั้งสามคนไปตรวจดีเอ็นเอที่สถาบันตรวจสอบ แล้วผลที่ออกมาก็เป็นอย่างที่ฉันคิดเอาไว้จริงๆ ซูเนี่ยนเป็นลูกสาวแท้ๆ ของซูคังเฉิงกับซุนซูเจิน"
ซ่งชิงแค่นเสียงหัวเราะอย่างเย็นชาเต็มไปด้วยความรังเกียจ
"ซูคังเฉิงนี่มันวางแผนมาอย่างรอบคอบเลย ความทะเยอทะยานของเขามันไม่ธรรมดาเลยจริงๆ พอเขาจัดการทุกอย่างเสร็จสรรพแบบนี้ ต่อไปลูกสาวของเขาก็จะได้สืบทอดตระกูลซูอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนตัวเขากับซุนซูเจินก็ยังได้หน้าและได้ชื่อเสียงที่ดีกลับไปอีก"
สายตาของซ่งชิงมองตรงมาที่อวิ๋นเจียวด้วยความอ่อนโยน
"แค่ฉันเห็นหน้าเธอเป็นครั้งแรก ฉันก็รู้ได้ทันทีเลยว่าเธอคือลูกสาวของจือหย่าตัวจริง"
ซ่งชิงกุมมือเด็กสาวเอาไว้แน่น
"เด็กดี เธออยากจะทวงตระกูลอันกลับคืนมาไหม"
อวิ๋นเจียวพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น
"ถึงฉันจะไม่ได้สนใจตระกูลอัน แต่ฉันก็ไม่ยอมปล่อยให้มันตกไปอยู่ในมือของคนที่ฆ่าแม่ของฉันหรอกค่ะ"
ถูกต้องแล้ว บนโลกนี้มันจะมีเรื่องบังเอิญอะไรมากมายขนาดนั้น ต่อให้จะยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดมายืนยัน แต่อวิ๋นเจียวก็ปักใจเชื่อไปแล้วว่า ซูคังเฉิงกับซุนซูเจินนั่นแหละที่เป็นฆาตกรตัวจริงที่ฆ่าแม่กับคุณตาของเธอ
ถึงแม้ว่าตอนนี้เธอจะเติบโตขึ้นมาแล้ว และไม่ได้มีความผูกพันลึกซึ้งอะไรกับแม่หรือคุณตาที่เธอไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลยสักครั้ง แต่ยังไงความแค้นนี้ก็ต้องได้รับการสะสางให้ถึงที่สุด
แววตาที่ซ่งชิงมองมามีแต่ความภูมิใจ
"เด็กดี อีกสิบวันจะถึงงานวันเกิดของซูคังเฉิง ถึงตอนนั้นเธอไปงานนี้กับฉัน พวกเราไปทำเซอร์ไพรส์พวกเขากันหน่อยดีไหม"
แน่นอนว่าอวิ๋นเจียวไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว แต่ว่าเธอจะหาข้อพิสูจน์ได้ยังไงว่าเธอคือลูกสาวตัวจริงของอันจือหย่า
ซ่งชิงพูดขึ้นมาว่า
"พวกเราก็แค่หาหลักฐานมาพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า ซูเนี่ยนเป็นลูกสาวแท้ๆ ของซุนซูเจิน แค่นี้ก็พอแล้ว"
[จบบท]