บทที่ 5: เก็บของดีได้อีกเพียบ
“กินได้ไหมคะ”
อวิ๋นเจียวเอ่ยถามด้วยแววตาละห้อย พลางจ้องมองกุ้งตัวโตในมือตาแป๋ว
พวกพี่ชายทั้งหลาย “...”
“ตอนนี้ยังไม่ได้นะ ของดิบมันไม่อร่อยหรอก”
อวิ๋นเจียวร้องอ๋อด้วยความเสียดาย ทว่าอาศัยจังหวะที่อวิ๋นเสี่ยวอู่และคนอื่นๆ เผลอไม่ทันระวังตัว เธอรีบยื่นหน้าเข้าไปกัดหางกุ้งมังกรตัวใหญ่อย่างรวดเร็ว
“กร๊อบ...”
อวิ๋นเสี่ยวอู่ตาโตด้วยความตกใจ “!!!”
“เจียวเจียวกินไม่ได้นะ ต้องรอกลับไปให้ย่าทำสุกก่อนถึงจะกินได้”
อวิ๋นเจียวคายเปลือกกุ้งชิ้นเล็กๆ ที่อยู่ในปากออกมา แล้วรับคำเสียงอ่อย
“อ๋า หนูรู้แล้วค่ะ”
ฟังดูเหมือนจะเป็นเด็กดีเชื่อฟังคำสั่งสอน
“พวกเราลองไปดูตรงนู้นกันเถอะว่ายังมีอีกไหม น้องเล็กเอาเจ้ากุ้งมังกรตัวนั้นใส่ลงในถังก่อน แล้วจับมือพี่ไว้ดีๆ นะ เดี๋ยวจะหกล้มเอา”
ถึงแม้จะตื่นเต้นดีใจแค่ไหน แต่อวิ๋นเสี่ยวอู่ก็ยังไม่ลืมที่จะห่วงใยความปลอดภัยของอวิ๋นเจียว
“พี่ห้า ตรงนี้ก็มี ยังมีกุ้งมังกรเจ็ดสีอยู่อีก!”
เสียงหัวเราะของอวิ๋นเสี่ยวชีดังขึ้นอย่างสดใส ร่างเล็กกระโจนเข้าไปตะปบจับกุ้งมังกรเจ็ดสีตัวหนึ่งไว้อย่างแม่นยำ
“พี่ครับ ทางนี้ก็มีเหมือนกัน”
ชั่วพริบตานั้น พี่น้องตระกูลอวิ๋นต่างก็ดีใจกันจนแทบคลั่ง พวกเขาวิ่งไล่จับกุ้งมังกรเจ็ดสีใส่ลงถังกันอย่างสนุกสนาน
อวิ๋นเจียวเองก็ช่วยจับด้วยเหมือนกัน
พวกเขาสามคนช่วยกันจับ บวกกับตัวที่อวิ๋นเจียวจับได้ก่อนหน้านี้ รวมทั้งหมดเป็นกุ้งมังกรเจ็ดสีห้าตัว
“ฮ่าๆๆๆ... พวกเรารวยแล้ว!”
ทุกคนหัวเราะร่าจนเห็นเหงือกกันถ้วนหน้า
อวิ๋นเจียวเองก็พลอยได้รับความรู้สึกสนุกสนานไปด้วย ดวงตาคู่สวยโค้งหยีเป็นประกายระยิบระยับ ดูน่ารักน่าเอ็นดูเป็นที่สุด
“ไปๆๆ พวกเราลองเดินไปดูข้างหน้ากันต่อเถอะ เผื่อจะมีของทะเลอย่างอื่นอีก”
พวกเขาพากันเดินมุ่งหน้าต่อไป แม้แอ่งน้ำข้างหน้าสองสามแห่งจะไม่มีอะไร แต่พวกเขากลับได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจากด้านหลังแทน
“นั่นตัวอะไรน่ะ ตัวอะไร? ใช่กุ้งมังกรเจ็ดสีหรือเปล่า”
อวิ๋นเสี่ยวชีเอ่ยถามด้วยความร้อนรนอยากรู้เต็มแก่
เสียงเล็กๆ ของอวิ๋นเจียวตอบกลับมาอย่างน่ารักน่าชัง
“ไม่ใช่ค่ะ เป็นปลาสองตัวต่างหาก”
“เจียวเจียวมองเห็นเหรอ”
อวิ๋นเจียวพยักหน้ายืนยัน “อื้อ มองเห็นค่ะ”
“ว้าว... เจียวเจียว หรือว่าน้องจะเป็นนางฟ้าตัวน้อยที่ท่านจ้าวสมุทรประทานมาให้บ้านเราจริงๆ”
“น้องเล็กเก่งมาก พาพวกเรามาเจอของดีเข้าแล้ว!”
อวิ๋นเสี่ยวอู่จูงมืออวิ๋นเจียวเดินนำหน้า
“อย่าเพิ่งคุยกันเลย เราเข้าไปดูกันก่อนเถอะว่าเป็นปลาอะไร”
พอเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ก็พบว่าปลาในแอ่งน้ำนั้นมีสีสันสดใส แม้จะอยู่ในถ้ำริมหน้าผาที่มืดสลัว แต่ก็ยังพอมองเห็นเค้าโครงได้บ้าง
อวิ๋นเสี่ยวชีร้องทักขึ้น
“ปลาสีแดงนี่นา!”
“สีแดงเหรอ? ปลากะพงแดง ปลาทรายแดง หรือว่าปลาตาหวาน?”
หลังจากเดาสุ่มชื่อปลาไปหลายชนิด อวิ๋นเสี่ยวอู่ก็หัวเราะลั่นแล้วพูดว่า
“คงไม่โชคดีขนาดเป็นปลาเก๋าจุดฟ้าหรอกมั้ง?!”
อย่าเห็นว่าเขาอายุน้อย แต่ความรู้เรื่องปลาของเขานั้นมีไม่น้อยเลยทีเดียว
“รีบจับเร็วเข้า!”
แสงสว่างในถ้ำค่อนข้างมืดมองเห็นไม่ชัดเจน เอาไว้จับออกไปข้างนอกค่อยว่ากันอีกที
ปลายังมีชีวิตอยู่ เขาจับมันโยนใส่ถังน้ำทันที
อวิ๋นเจียวชี้มือไปที่แอ่งน้ำอีกครั้ง
“ยังมีอีกค่ะ”
ข้างในยังมีปลาตัวใหญ่สีน้ำตาลอีกตัวหนึ่ง สีของมันไม่สดใสสะดุดตาเท่าปลาเก๋าจุดฟ้า ซ้ำยังซ่อนตัวอยู่ตามซอกหินก้นแอ่งน้ำ ถ้าไม่สังเกตดีๆ ก็แทบจะมองไม่เห็นเลย
“ดูเหมือนจะเป็นปลาเก๋าเสือนะ”
อวิ๋นเสี่ยวอู่ถลกแขนเสื้อขึ้นอย่างทะมัดทะแมง
“ฉันจัดการเอง”
“พี่ระวังตัวด้วยนะ”
ทันทีที่อวิ๋นเสี่ยวอู่ก้าวลงไปในแอ่งน้ำ ระดับน้ำทะเลในนั้นก็สูงท่วมเอวของเขาแล้ว
ปลาเก๋าเสือในแอ่งน้ำสัมผัสได้ถึงอันตราย มันจึงเริ่มว่ายหนีอย่างบ้าคลั่ง
อวิ๋นเจียวส่งเสียงบอกทิศทางทันควัน
“ทางซ้าย”
อวิ๋นเสี่ยวอู่ตะครุบไปทางซ้ายตามสัญชาตญาณ มือของเขาคว้าเข้าที่ปากอันใหญ่โตของปลาเก๋าเสือได้อย่างแม่นยำ
“เฮ้ย ตัวใหญ่มาก ฮ่าๆๆ... ปลาเก๋าเสือตัวนี้ฉันอุ้มดูแล้วน่าจะหนักอย่างน้อย 6-7 จินได้เลยนะ!”
ถึงแม้อวิ๋นเสี่ยวอู่จะมีแรงเยอะ แต่การต้องอุ้มปลาตัวใหญ่ขนาดนี้ก็ทำเอาเขาเกือบจะทรงตัวไม่อยู่จนล้มคว่ำคะมำไปเหมือนกัน
เรื่องน้ำหนักยังพอทน แต่ประเด็นคือปลาตัวนี้มันยังไม่ตาย แรงดิ้นของมันยิ่งทำให้รู้สึกหนักกว่าเดิมเข้าไปอีก
“เร็วๆๆ รีบโยนขึ้นมา”
ปลาเก๋าเสือยังคงดิ้นรนขัดขืน อวิ๋นเสี่ยวอู่เกือบจะยืนไม่อยู่
เขาออกแรงเหวี่ยงปลาขึ้นไปบนฝั่ง ร่างกายของเขาเหนื่อยหอบจนตัวโยน
โชคยังดีที่จับในแอ่งน้ำแบบนี้ ถ้าต้องใช้คันเบ็ดตกปลาตัวใหญ่ขนาดนี้ขึ้นมาจากทะเล ลำพังร่างกายเล็กๆ ของเขาคงดึงไม่ไหวแน่
“วันนี้โชคของพวกเรานี่มันสุดยอดไปเลย”
“ไม่ต้องเดินเข้าไปลึกกว่านี้แล้ว รีบกลับกันเถอะ ถ้าเกิดน้ำขึ้นจนท่วมที่นี่พวกเราจะซวยเอาได้”
วันนี้เก็บของได้เยอะมากจนพวกเขาแทบจะหิ้วกลับกันไม่ไหว
อวิ๋นเจียวอยากจะช่วยถือบ้าง แต่พี่ชายทั้งสามคนไม่อยากให้น้องสาวต้องมาเหนื่อย
“เจียวเจียว อันนี้มันหนักนะ น้องแค่เดินตามพวกพี่ก็พอแล้ว”
อวิ๋นเจียวซอยเท้าสั้นป้อมเดินตามหลังพวกพี่ชาย พลางส่งเสียงเล็กๆ เจรจาอย่างจริงจัง
“หนูแรงเยอะนะ แบ่งให้หนูถือบ้างสิคะ”
อวิ๋นเสี่ยวอู่คนเดียวต้องแบกปลาเก๋าเสือตัวนั้นอย่างทุลักทุเล
ถังน้ำถูกใช้ใส่กุ้งมังกรเจ็ดสีกับปลาสีแดงตัวนั้นจนเต็มไปหมดแล้ว
ขายาวๆ ของกุ้งมังกรเจ็ดสีกางเกะกะไปทั่ว ใส่ลงไปแค่ไม่กี่ตัวก็เต็มถัง กินพื้นที่ไปตั้งสองถังแล้ว
พวกเขาพกถังน้ำมาแค่สามใบ ถังอีกใบก็ใส่ปลาสีแดงตัวนั้นไปแล้ว อวิ๋นเสี่ยวอู่เลยจำต้องแบกปลาเก๋าเสือด้วยมือเปล่า
เมื่อทนลูกตื้อของอวิ๋นเจียวไม่ไหว พวกเขาจึงยอมแบ่งกุ้งมังกรเจ็ดสีตัวเล็กที่สุด หรือก็คือตัวที่โดนอวิ๋นเจียวกัดหางไปคำหนึ่งนั้นส่งให้เด็กหญิงตัวน้อยถือ
“น้องระวังหน่อยนะ”
อวิ๋นเจียวกอดกุ้งมังกรเจ็ดสีแล้วพยักหน้าหงึกหงัก
เจ้าตัวใหญ่นี่สงบเสงี่ยมอยู่ในอ้อมกอดของเธอ ไม่ดิ้นรนขัดขืนเลยสักนิด
กุ้งมังกรเจ็ดสีหนักสองจินกว่าๆ เธออุ้มไว้ได้สบายมาก ไม่ถือว่าหนักเกินไปนัก
พวกเขาเดินออกมาจากถ้ำหินงอกหินย้อยได้ไม่นาน น้ำทะเลก็เริ่มหนุนสูงขึ้นมาแล้ว
พอมองดูปลาสีแดงในถังน้ำ พวกเขาก็ยิ่งดีใจกันยกใหญ่
“ฮ่าๆๆ... เป็นปลาเก๋าจุดฟ้าจริงๆ ด้วย รวยเละแล้วงานนี้ พวกเราออกมาเที่ยวเดียวหาเงินได้มากกว่าพ่อกับคนอื่นๆ เสียอีก!”
ปลาเก๋าจุดฟ้าตัวนี้ขนาดไม่ธรรมดาเลย กะด้วยสายตาคร่าวๆ อย่างน้อยต้องมีสัก 3 จิน
อวิ๋นเจียวชำเลืองมองแวบหนึ่ง นึกเสียดายอยู่ในใจว่าคงไม่ได้กินมันแน่ๆ เพราะต้องเอาไปขาย เนื้อปลาชนิดนี้รสชาติอร่อยมากเสียด้วยสิ
เมื่อไหร่เธอจะได้ลงทะเลไปจับอาหารทะเลมากินเองเสียทีนะ
ปลาเก๋าจุดฟ้าจัดว่าเป็นปลาที่ค่อนข้างหายากและมีราคาแพง แม้แต่เรือประมงน้ำลึกบางลำยังจับไม่ได้ด้วยซ้ำ ราคาที่จุดรับซื้อปลาชนิดนี้จึงสูงลิ่วมาตลอด
เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เต็มไม้เต็มมือ เด็กๆ ต่างก็ยิ้มแก้มปริจนเห็นเหงือก เดินอาดๆ อย่างองอาจผ่าเผย ขาสั้นป้อมก้าวเดินด้วยท่วงท่าดุจแม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกร
ถึงแม้ผู้ใหญ่ที่บ้านจะกำชับนักหนาว่ามีของดีอย่าอวดอ้าง
แต่อวิ๋นเสี่ยวอู่กับพี่น้องล้วนเป็นเด็ก พอเก็บของดีได้เยอะขนาดนี้ จะไม่ให้อวดเบ่งเสียหน่อยก็คงทำใจไม่ได้
ดังนั้นเด็กๆ กลุ่มนี้ รวมถึงอวิ๋นเจียวที่กอดกุ้งมังกรเจ็ดสีอยู่ จึงเดินวางมาดกร่างไปตามชายหาดอย่างเปิดเผย
ประเด็นคือของพวกนี้มันซ่อนไม่ได้ด้วยแหละ
ชาวบ้านที่มาหาของทะเลและยังไม่กลับ พอเห็นเข้าก็ตาโตด้วยความตกใจ
“แม่เจ้าโว้ย!”
“โอ้โหแม่เจ้า นั่น... นั่นมันปลาเก๋าเสือตัวเบ้อเริ่มเทิ่มเลยนี่หว่า!”
“ยังมีกุ้งมังกรเจ็ดสีอีก นังหนูบ้านสกุลอวิ๋นก็อุ้มกุ้งมังกรเจ็ดสีตัวใหญ่มาด้วย!”
คนบนหาดทรายพากันเลิกหาของ แล้วกรูเข้ามาล้อมรอบตัวเด็กๆ เอาไว้
“เฮ้ย! ในถังน้ำยังมีกุ้งมังกรเจ็ดสีอีกตั้งหลายตัวแน่ะ!”
“เจ้าห้า พวกแกไปเก็บมาจากไหนกันเนี่ย?”
ฝูงชนมองดูด้วยความอิจฉาตาร้อนจนตาแดงก่ำ ของพวกนี้ขายได้เงินตั้งเท่าไหร่เชียวนะ
อวิ๋นเสี่ยวอู่ยืดอกเชิดหน้าด้วยความภูมิใจสุดขีด
“เก็บมาจากตรงนู้นครับ ตอนพวกเราไปเจอปลาพวกนี้มันติดอยู่ในแอ่งน้ำพอดี กุ้งมังกรเจ็ดสีก็เก็บได้จากแถวนั้นเหมือนกัน”
เขาไม่ได้โง่พอที่จะบอกพิกัดถ้ำลับริมหน้าผานั้นหรอกนะ
“นี่... นี่มันปลาเก๋าจุดฟ้าใช่ไหม? ปลาเก๋าจุดฟ้าตัวใหญ่มาก!!!”
ปลาเก๋าจุดฟ้ามีรูปร่างสวยงาม ลำตัวเป็นสีแดงสดอันเป็นมงคล ทั่วทั้งตัวมีจุดเล็กๆ สีฟ้าอ่อนกระจายอยู่
ปลาชนิดนี้จัดเป็นปลาที่มีราคาแพง นอกจากความสวยงามแล้ว ที่สำคัญคือเนื้อของมันสดนุ่มและอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ
ปลาเก๋าจุดฟ้าเป็นปลาทะเลน้ำลึก การจะมาเดินเก็บได้ตอนน้ำลดแบบนี้ถือว่าโชคดีมหาศาลจริงๆ
“พวกเธอนี่ดวงดีกันเกินไปแล้ว”
“ไปจับมาจากตรงไหนกัน ทำไมฉันถึงไม่โชคดีแบบนี้บ้างนะ”
“ออกมาแป๊บเดียวก็ได้ของหายากพวกนี้ไปตั้งเยอะ เที่ยวเดียวทำเงินได้มากกว่าพวกเรือประมงที่ออกทะเลไปจับปลาเสียอีก”
ถึงจำนวนจะไม่มาก แต่ของแต่ละอย่างล้วนเป็นของหายากราคาแพง ทั้งยังดูมีน้ำหนักไม่ใช่น้อยๆ
โชคลาภของเด็กกลุ่มนี้ทำเอาพวกผู้ใหญ่แถวนั้นอิจฉาตาร้อนผ่าวกันเป็นแถว
แต่ถึงจะอิจฉาแค่ไหน พวกเขาก็คงไม่หน้าด้านพอที่จะไปแย่งของจากเด็กตัวเล็กๆ หรอก
ดังนั้นอวิ๋นเสี่ยวอู่และน้องๆ จึงเดินยืดอกพาของที่จับได้ในวันนี้กลับบ้านไปอย่างภาคภูมิใจ
[จบบท]