บทที่ 85: บุกถึงบ้าน
เรื่องที่อวิ๋นเจียวเผลอกินพริกเข้าไปนั้น กลายเป็นเรื่องตลกที่คนทั้งบ้านหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันเพื่อเพิ่มรสชาติในช่วงมื้อเที่ยง
ทางด้านอวิ๋นเจียวก็ได้แต่คิดในใจ
“น่าอายจัง!”
ทว่าในตอนนั้นเอง เธอก็ฉุกคิดขึ้นมาได้เหมือนจะมีเรื่องบางอย่างที่เกือบลืมบอกไป
เด็กหญิงขมวดคิ้วมุ่นพลางใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกออกในที่สุด
“พ่อคะ หนูเจอแก๊งลักเด็กมาค่ะ”
คำพูดที่อวิ๋นเจียวโพล่งออกมาด้วยท่าทีสงบนิ่งนั้น กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนมหาศาลจนคนในบ้านตกใจกันจนแทบนั่งไม่ติดเก้าอี้
“อะไรนะ ลูกพูดว่าเจออะไรนะ”
ทุกคนต่างพากันเบิกตากว้าง ราวกับสงสัย เมื่อครู่หูของพวกเขาน่าจะแว่วไปเอง อวิ๋นเจียวจึงย้ำอีกครั้ง
“แก๊งลักเด็ก ก็พวกที่ชอบมาลักตัวเด็กไปนั่นแหละค่ะ”
แม้ในหมู่บ้านของพวกเขาจะยังไม่เคยมีแก๊งลักเด็กโผล่มาให้เห็น แต่เรื่องเล่าและความน่ากลัวของคนพวกนี้ก็ยังคงถูกส่งต่อกันมาเป็นตำนานที่ใครได้ยินก็ต้องขวัญผวา
จากนั้นเด็กหญิงก็เริ่มถ่ายทอดบทสนทนาที่เธอแอบไปได้ยินมาให้คนในบ้านฟังอย่างเป็นตุเป็นตะ
เมื่อได้ฟังจบ สีหน้าของอวิ๋นหลินไห่และคนอื่นๆ ก็เปลี่ยนเป็นย่ำแย่ในทันที ดวงตาของแต่ละคนเต็มไปด้วยเพลิงแห่งความโกรธแค้น
“ใครมันกล้าทำเรื่องพรรค์นี้ ไอ้ลูกเต่าบัดซบหน้าไหนมันช่างใจคอดำมืดนัก เจียวเจียว ลูกจำเสียงพวกมันได้ไหม”
อวิ๋นเจียวส่ายหน้าไปมา
“ไม่คุ้นเลยค่ะ เป็นเสียงที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน”
เพียงแค่คิดว่ามีคนกำลังจ้องจะพรากตัวอวิ๋นเจียวไป พวกเขาก็โกรธจนกินข้าวต่อไม่ลง
“พวกแก๊งลักเด็กนี่มันสมควรตายจริงๆ จะมัวมารอให้พวกมันบุกมาถึงหน้าบ้านไม่ได้เด็ดขาด เรื่องนี้ต้องไปแจ้งความที่สถานีตำรวจกงอันให้จัดการ”
ขณะที่ผู้ใหญ่กำลังเคร่งเครียด อวิ๋นเจียวก็ยังคงก้มหน้าก้มตาตักข้าวเข้าปาก
“พ่อคะ พวกพ่อจะไม่กินข้าวกันต่อแล้วเหรอคะ”
“กินไม่ลงแล้ว!”
สถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานขนาดนี้ ใครจะไปมีอารมณ์นั่งละเลียดความอร่อยได้อีก หากยังจับพวกแก๊งลักเด็กไม่ได้ หัวใจของพวกเขาก็คงไม่มีวันสงบสุข
อวิ๋นเสี่ยวอู่และพี่ชายคนอื่นๆ ต่างพากันเดินเข้ามาล้อมรอบตัวอวิ๋นเจียวเอาไว้
“เจียวเจียว ต่อไปห้ามไปไหนมาไหนคนเดียวเด็ดขาดเลยนะ ต้องเดินตามหลังพวกพี่ไว้ พี่ๆ จะปกป้องเธอเอง ถ้าไอ้พวกแก๊งลักเด็กนั่นโผล่มา พี่จะตีมันให้ตายคามือเลย!”
“จะไปตีอะไรเขา พวกลูกยังสู้เจียวเจียวไม่ได้เลยด้วยซ้ำ”
เพราะพวกเขารู้ดีว่าพละกำลังของเด็กหญิงตัวน้อยคนนี้ ต่อให้เป็นผู้ใหญ่ก็อาจจะเทียบไม่ติด อวิ๋นเสี่ยวอู่หันไปพูดกับอวิ๋นเฉินเป่ย พี่ชายคนที่ 4 ของเขา
“พี่สี่ ช่วยทำหนังสติ๊กให้ผมหน่อยสิครับ เอาไว้ดีดใส่พวกมันให้เจ็บไปเลย”
“ผมก็อยากได้ด้วยครับ”
อวิ๋นเสี่ยวชีรีบชูมือขึ้นทันควัน
“ผมตีลูกแก้วแม่นมากนะ ถ้าได้หนังสติ๊กมา รับรองว่ายิงเข้าเป้าเป๊ะแน่นอน!”
อวิ๋นเฉินเป่ยพยักหน้ารับคำ
“ตกลง เดี๋ยวจะทำให้ทุกคนเลย”
อวิ๋นเจียวเองก็ชูมือเล็กๆ ขึ้นมาบ้าง
“พี่สี่ หนูเองก็อยากได้เหมือนกันค่ะ”
เหล่าเด็กๆ ที่ยังไม่เคยเผชิญหน้ากับอันตรายจากพวกแก๊งลักเด็กของจริง ต่างก็พากันฮึกเหิมและไม่ได้มีความเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย
ทว่าเหล่าผู้ใหญ่กลับยิ่งกังวลจนใจคอไม่ดี ย่าอวิ๋นตบหน้าขาตัวเองดังปึกด้วยความร้อนใจ
“ไอ้พวกเวรตะไล พวกแก๊งลักเด็กพันตาย ทำไมถึงได้มาจ้องจะเอาตัวเจียวเจียวของพวกเราไปได้นะ”
“แม่ต้องไปจุดธูปไหว้พระ ขอให้บรรพบุรุษช่วยคุ้มครองเจียวเจียว แล้วก็ช่วยสาปส่งให้พวกแก๊งลักเด็กพวกนั้นหายไปให้พ้นๆ ทางเสียที”
สำหรับคนแก่ที่คิดหาทางออกไม่ออก การเข้าหาที่พึ่งทางจิตวิญญาณก็พอจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้บ้าง
แต่แน่นอนว่าการลงมือทำจริงๆ ยังคงต้องพึ่งพาอวิ๋นหลินไห่และคนหนุ่มในบ้าน อวิ๋นเฉินตงเอ่ยขึ้น
“ผมจะไปแจ้งเรื่องที่สถานีตำรวจกงอันเดี๋ยวนี้ครับ”
อวิ๋นหลินเหอก็ลุกขึ้นยืน
“อาไปด้วย”
หลังจากจัดการมื้อเที่ยงเสร็จ อวิ๋นเสี่ยวอู่ก็ใช้มือเช็ดปากพลางเอ่ยชวน
“ไปกันเถอะ พวกเราไปบ้านยายเฒ่ามากันครับ”
เขายังคงจดจำเรื่องที่ยายเฒ่ามาบังอาจมาต่อว่าเจียวเจียวเอาไว้ได้แม่นยำ งานนี้เขาต้องหาทางจัดการบ้านนั้นให้ได้ ใครสั่งใครสอนให้มาทำปากเสียใส่คนบ้านเขา
ทั้งที่เจียวเจียวไม่ได้ไปทำอะไรให้เลยสักนิด ทำไมยายแก่คนนั้นถึงต้องมาหาเรื่องด่าด้วย
แต่พอนึกถึงเรื่องแก๊งลักเด็กที่เพิ่งฟังมา บรรดาผู้ใหญ่ในบ้านก็ไม่มีทางปล่อยให้เด็กๆ ออกไปไหนตามลำพัง
“ห้ามไปไหนทั้งนั้น ไม่ได้ยินที่เจียวเจียวบอกหรือไงว่ามีแก๊งลักเด็กอยู่ ทุกคนต้องอยู่ในบ้านอย่างสงบเสงี่ยม!”
อวิ๋นเสี่ยวอู่ยังคงไม่ยอมแพ้
“แต่ยายเฒ่ามานั่นด่าเจียวเจียวหนานะครับ ถ้าเราไม่ไปสั่งสอนเสียบ้าง ยายแก่นั่นก็จะคิดว่าบ้านเราเป็นพวกคนขี้ขลาดที่ยอมให้ใครมารังแกก็ได้น่ะสิครับ”
อวิ๋นเสี่ยวชีรีบพยักหน้าเห็นด้วย
“ใช่แล้วครับ!”
แม้แต่อวิ๋นเจียวเองก็ยังรู้สึกเคืองอยู่ไม่น้อย
“ต้องไปสั่งสอนค่ะ”
เธอบอกเสริม
“พวกแก๊งลักเด็กนั่นบอกว่าจะหลอกหนูออกไป แต่ถ้าคนเยอะ พวกมันก็ไม่กล้าลงมือหรอกค่ะ”
ย่าอวิ๋นที่เพิ่งจุดธูปเสร็จเดินเข้ามาได้ยินคำพูดของหลานๆ ก็เริ่มด่าทอยายเฒ่ามาออกมาบ้าง
“ยายแก่มาหนังเหนียวปากเหม็นนั่น พวกเจ้าไม่ต้องไปหรอก เดี๋ยวฉันนี่แหละจะไปต้อนรับเธอเอง!”
เห็นได้ชัดว่าหญิงชราเองก็ทนไม่ได้ที่หลานสาวสุดที่รักต้องมาถูกด่าว่าอย่างไร้เหตุผล อวิ๋นเจียวเดินเข้าไปกอดขาของย่าพลางส่งสายตาอ้อนวอน
“คุณย่า เจียวเจียวอยากไปด้วยค่ะ”
“มีย่าอยู่ด้วย เจียวเจียวไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น”
อวิ๋นเสี่ยวอู่เสริม
“พวกเราไปกันหมดนี่แหละครับ คนเยอะๆ แบบนี้รับรองว่าปลอดภัย!”
ผู้เฒ่าอวิ๋นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าตกลง
“ถ้าอยู่กันเป็นกลุ่มใหญ่ขนาดนี้ พวกแก๊งลักเด็กคงไม่กล้าโผล่หัวออกมาแน่ๆ งั้นก็ไปกันเถอะ”
ส่วนพวกผู้ชายอกสามศอกก็ไม่มีความจำเป็นต้องตามไปยุ่งเกี่ยว เพราะเรื่องฝีปากของผู้หญิงนั้น ผู้ชายอย่างพวกเขาไม่ควรจะเข้าไปแทรกแซง
ย่าอวิ๋นจัดเตรียมข้าวของจนเรียบร้อย ก่อนจะนำขบวนลูกหลานมุ่งหน้าไปยังบ้านของยายเฒ่ามาด้วยท่าทางดุดัน
หวังเหมยและเสิ่นอวิ๋นเหลียนก็รีบเดินตามไปติดๆ เพราะพวกเธอไม่มีทางปล่อยให้แม่สามีต้องไปเผชิญหน้ากับคนอื่นเพียงลำพังเด็ดขาด
เมื่อไปถึงบ้านของยายเฒ่ามา ก็ช่างประจวบเหมาะเหลือเกิน เพราะยายเฒ่ามาที่เพิ่งเสียแม่ไก่ไปกำลังยืนก่นด่าคนอื่นด้วยถ้อยคำหยาบคายอยู่พอดี
เธอนั้นไม่กล้าด่าหลานชายตัวเองหรอก เพราะหลานชายที่ชาวบ้านมองว่าเป็นนักเลงไม่เอาถ่านคนนั้น คือยอดดวงใจของเธอ
ถึงแม้หลานคนนี้จะชอบไปลักเล็กขโมยน้อยบ้านคนอื่นอยู่บ่อยครั้งก็ตาม
แต่คราวนี้ความซวยกลับมาเยือนคนในบ้าน เมื่อหลานชายตัวดีดันแอบมาขโมยแม่ไก่ของที่บ้านไปกินกับกลุ่มเพื่อนเสียอย่างนั้น เมื่อถูกจับได้พร้อมหลักฐานเขาก็อ้างกับยายว่าเห็นอวิ๋นเจียวพาไก่ไปหาของกินที่หาดโคลนได้ เลยอยากจะลองทำตามดูบ้าง
ทว่าแม่ไก่ดันไม่รักดีจนตกลงมาตาย เขาเห็นว่าเสียดายของก็เลยเอาไปทำกินเสียเลย
ยายเฒ่ามาที่หาที่ระบายอารมณ์ไม่ได้ จึงได้แต่ยืนอยู่กลางลานบ้านแล้วสาดความโกรธใส่คนอื่น โดยพุ่งเป้าไปที่อวิ๋นเจียว
“ฉันดูออกตั้งแต่แรกแล้วว่านังเด็กอวิ๋นเจียวนั่นมันไม่ใช่เด็กเรียบร้อย สันดานมันออกตั้งแต่ 3 ขวบนี่แหละ หน้าตากก็ดูเจ้าเล่ห์เหมือนจิ้งจอกไม่มีผิด โตไปจะขนาดไหนกันเชียว อวิ๋นมู่ไปเก็บตัวหายนะเข้าบ้านมาแท้ๆ ดูสิ ยังลามมาทำให้หลานชายของฉันพลอยเดือดร้อนไปด้วยเลย...”
ยายเฒ่ามานั่งแหมะอยู่กลางลานบ้านพลางป่าวประกาศเรื่องราวให้หญิงชราอีก 2 คนที่นิสัยไม่ต่างกันฟังด้วยน้ำเสียงที่ดังสนั่นจนได้ยินไปไกล
ย่าอวิ๋นและคนอื่นๆ เดินมาถึงจุดนั้นพอดี และได้ยินสิ่งที่อีกฝ่ายพูดออกมาอย่างชัดเจนจนเพลิงโทสะปะทุขึ้นมาทันควัน
หญิงชราถลกแขนเสื้อขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะก้มลงถอดรองเท้าของตัวเองขึ้นมาถือไว้แล้วพุ่งตัวเข้าไปในบ้านหลังนั้น
“อีแก่หนังเหี่ยวปากเหม็นไร้ยางอาย บังอาจมาปั้นเรื่องใส่ร้ายเจียวเจียวของฉันเหรอ สันดานหลานแกมันเลวเองแท้ๆ คนทั้งหมู่บ้านเขก็รู้กันหมดว่าเป็นนักเลงหัวขโมย ยังจะมาโยนความผิดให้เด็ก 3 ขวบอีก ฉันจะบอกให้ว่าเชื้อไม่ทิ้งแถวจริงๆ วันนี้ถ้าไม่จัดการแก อย่ามาเรียกฉันว่าหลิวชุนเลย!”
ย่าอวิ๋นพร่ำด่าไม่หยุด พร้อมกับขยับมืออย่างรวดเร็ว ในจังหวะที่ยายเฒ่ามายังไม่ทันได้ตั้งตัว หญิงชราก็ฟาดรองเท้าเข้าที่ปากของอีกฝ่ายอย่างแรง
“ปากแกมันเหม็นยิ่งกว่าพื้นรองเท้าฉันเสียอีก วันนี้ฉันจะช่วยสงเคราะห์ล้างปากให้แกเอง!”
“ผัวะ... โอ๊ย! หลิวชุน แกกล้าตบฉันเหรอ...”
ย่าอวิ๋นกระหน่ำฟาดพื้นรองเท้าใส่หน้าอีกฝ่ายซ้ำๆ จนยายเฒ่ามาได้แต่ร้องโวยวายด้วยความเจ็บปวด
“ตบแกนั่นแหละยัยแก่ไร้สมอง เจียวเจียวของฉันเพิ่งจะ 3 ขวบ แกยังกล้าพ่นคำพูดต่ำๆ แบบนั้นออกมาได้ ใจคอแกมันทำด้วยอะไร ยัยแก่ใจคออำมหิต หลานสาวฉันแกไม่มีสิทธิ์มาแตะต้องด้วยปากโสโครกนั่น!”
อวิ๋นเจียวที่ยืนดูอยู่หน้าประตูถึงกับตาค้างด้วยความทึ่ง
โอ้โห พลังการต่อสู้ของย่าช่างเหนือชั้นจริงๆ
ลูกชายและลูกสะใภ้ของยายเฒ่ามาเมื่อได้ยินเสียงโวยวายก็รีบวิ่งออกมาจากห้อง พอเห็นแม่ตัวเองถูกทำร้ายก็เตรียมจะเข้าไปช่วย
แต่เสิ่นอวิ๋นเหลียนและหวังเหมยก็ไม่รอช้า พากันถลกแขนเสื้อขึ้นแล้วกระโจนเข้าไปขวางไว้ทันที
“จะทำอะไร คิดจะรุมทำร้ายแม่สามีฉันหรือไง”
“ถอยไปนะ ไม่เห็นหรือไงว่าแม่พวกแกกำลังรังแกแม่ฉันอยู่น่ะ!”
“นั่นมันเป็นเพราะแม่แกทำตัวเอง ใครสั่งใครสอนให้มาด่าว่าเจียวเจียวของพวกเราก่อนล่ะ สมควรแล้วที่จะโดนแบบนี้!”
หวังเหมยสำทับต่อ
“ว่าไงอวิ๋นคนซื่อ คุณคิดจะลงมือตีผู้หญิงอย่างนั้นเหรอ?”
อวิ๋นเสี่ยวอู่และพี่ๆ เห็นท่าไม่ดีก็รีบพุ่งเข้าไปสมทบ
“ถ้ากล้าแตะต้องอาสะใภ้หรือแม่ของพวกเรา พวกเราจะสู้ตายจริงๆ ด้วยครับ!”
“ปล่อยย่าของผมเดี๋ยวนี้นะครับ!”
ในจังหวะนั้นเอง ก็มีเด็กหนุ่มท่าทางหาเรื่องคนหนึ่งเดินตรงเข้ามา อวิ๋นเจียวหันไปมองพลางจ้องเขม็งด้วยสายตาดุดัน
หึ... เข้ามาเลย
[จบบท]