กลางดึกของคืนที่ฝนพรำไม่ขาดสาย ห้องแล็บชั้นใต้ดินของโรงพยาบาลกลางเมืองยังคงเปิดไฟสว่างอยู่เพียงห้องเดียว ท่ามกลางความเงียบงันที่มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศครางหึ่งและเสียงหยดน้ำยาเคมีตกลงใน
หลอดทดลองเป็นจังหวะ
เจียงเหวยเหยาถอดแว่นกันสารเคมีออก ใช้สันมือขยี้ดั้งจมูกที่เมื่อยล้า สายตาพร่ามัวจากการจ้องกล้องจุลทรรศน์มาทั้งคืน หน้าจอคอมพิวเตอร์ตรงหน้าเธอฉายผลวิเคราะห์องค์ประกอบของตัวอย่างสมุนไพรชุดสุดท้าย ตัวเลขและกราฟเรียงรายเต็มจอ
เธออายุยี่สิบแปดปี เป็นเภสัชกรและนักวิจัยด้านเภสัชศาสตร์แผนโบราณที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของสถาบัน ถือดีกรีปริญญาเอกสองใบ ทั้งด้านเภสัชวิทยาสมัยใหม่และตำรับยาจีนโบราณ
ในวงการต่างยกย่องว่าเธอคือ "อัจฉริยะ" ที่สามารถผสานความรู้สองศาสตร์เข้าด้วยกันได้อย่างไร้รอยต่อ
แต่เบื้องหลังความสำเร็จนั้น ไม่มีใครรู้ว่าเจียงเหวยเหยาเติบโตมาอย่างโดดเดี่ยว พ่อแม่ประสบอุบัติเหตุจากไปตั้งแต่เธอยังเล็ก เหลือเพียงยายที่ยากจนคอยเลี้ยงดู มีอยู่ช่วงหนึ่งที่บ้านไม่มีข้าวจะกรอกหม้อ ยายกับเธอต้องต้มน้ำใส่เกลือหยดน้ำมันเพียงหยดเดียวกินประทังชีวิตอยู่หลายวัน ความหิวโหยในวันนั้นฝังลึกในกระดูกจนกลายเป็นปมในใจ
นั่นคือเหตุผลที่เพื่อนร่วมงานแอบซุบซิบกันลับหลังว่าเธอมีนิสัยประหลาดอย่างหนึ่ง นั่นคือ "ชอบกักตุนของ" ตู้เก็บของและห้องเก็บของในอพาร์ตเมนต์ของเธออัดแน่นไปด้วยข้าวสาร น้ำมันพืช อาหารกระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ยาสามัญประจำบ้าน กระทั่งน้ำดื่มสำรองเป็นลัง จนแทบไม่มีที่จะเดิน ใครถามเธอก็ตอบเพียงสั้นๆ ว่า "เผื่อไว้ยามฉุกเฉิน" ทั้งที่ในเมืองใหญ่ที่ห้างสรรพสินค้าเปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง คงยากที่จะมี "ยามฉุกเฉิน" แบบที่เธอกลัว
คืนนี้เธอทำงานล่วงเวลาอีกครั้ง หลังจากทุกคนกลับบ้านไปหมดแล้ว เธอหาวยาว มือเอื้อมขึ้นไปแตะสร้อยหยกเก่าที่ห้อยคอมาตลอด สร้อยเส้นนี้เป็นมรดกชิ้นเดียวที่ยายทิ้งไว้ให้ หยกสีเขียวขุ่นเก่าแก่ที่ไม่รู้อายุกี่ร้อยปี ก่อนยายจะสิ้นลมได้กำชับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า "เก็บไว้ให้ดีนะเหยาเหยา ห้ามถอดออกจากคอเด็ดขาด วันหนึ่งข้างหน้า มันจะช่วยชีวิตเจ้าเอง"
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอไม่เคยเข้าใจความหมายของคำพูดนั้นเลย จนกระทั่งคืนนี้
ทันทีที่ปลายนิ้วของเธอสัมผัสกับเนื้อหยกเย็นเยียบ แสงวาบสีมรกตก็พุ่งขึ้นมาจากสร้อยอย่างไม่คาดฝัน สว่างจ้าจนทั้งห้องกลายเป็นสีเขียว
"อะไรน่ะ!" เจียงเหวยเหยาสะดุ้งจนเก้าอี้ล้มคว่ำ เธอพยายามจะดึงมือออก แต่ไม่ทันเสียแล้ว ร่างของเธอถูกพลังลึกลับดูดกลืนเข้าไปในแสงนั้น ความรู้สึกเหมือนถูกกระแสน้ำวนพัดพา หมุนคว้างจนตั้งสติไม่อยู่ ก่อนทุกอย่างจะดับวูบลง
เมื่อเธอลืมตาขึ้นอีกครั้ง ภาพตรงหน้าทำให้เธอถึงกับกลั้นหายใจ
เธอไม่ได้อยู่ในห้องแล็บอีกต่อไป แต่กลับยืนอยู่กลางทุ่งหญ้าเขียวขจีที่กว้างสุดลูกหูลูกตา อากาศบริสุทธิ์สดชื่นจนแสบปอด แตกต่างจากอากาศในเมืองที่เต็มไปด้วยมลพิษราวฟ้ากับเหว มีลำธารใสไหลเอื่อยผ่านโขดหินมนกลม เสียงน้ำกระทบหินฟังไพเราะดั่งดนตรี รอบตัวเธอมีต้นไม้ผลออกดกเต็มกิ่ง ทั้งแอปเปิลแดงฉ่ำ ลูกท้อชมพูอมขาว สาลี่เหลืองทอง และพวงองุ่นม่วงเข้ม แต่ละต้นสมบูรณ์ราวกับอยู่ในสวรรค์
"นี่มันคือที่ไหน...มันคือ มิติวิเศษหรือเปล่านะ" เธอพึมพำเสียงแผ่ว ในฐานะคนยุคใหม่ที่เคยอ่านนิยายมาไม่น้อย เธอรู้ทันทีว่า "พื้นที่ติดตัว" หรือ "มิติในตัว" ในเรื่องแต่งคืออะไร ทว่าไม่เคยแม้แต่จะฝันว่ามันจะมีอยู่จริง และเกิดขึ้นกับตัวเธอเอง
ทันใดนั้น เสียงกังวานเย็นเยียบไร้อารมณ์ก็ดังก้องขึ้นในสมองของเธอ "ตรวจพบเจ้าของคนใหม่ กำลังเชื่อมต่อสายเลือด... ยืนยันตัวตนสำเร็จ มิติหยกหลิงเปิดใช้งานสมบูรณ์"
เจียงเหวยเหยากลืนน้ำลาย พยายามตั้งสติแล้วสื่อสารกับเสียงลึกลับนั้นในใจ ทีละคำถาม ทีละคำตอบ ภายในเวลาไม่นานเธอก็เข้าใจกฎเกณฑ์ของมิติแห่งนี้อย่างถ่องแท้
มิติหยกหลิงเป็นพื้นที่ลึกลับที่สืบทอดผ่านสายเลือดของตระกูลเธอมาแต่โบราณ ผูกอยู่กับสร้อยหยกของยาย ภายในกว้างราวหกไร่เศษ แบ่งเป็นสามส่วน ส่วนแรกคือผืนดินเพาะปลูกอันอุดมสมบูรณ์ที่ปลูกอะไรก็งอกงามเติบโตเร็วกว่าปกติหลายเท่า ส่วนที่สองคือบ่อน้ำใสกลางมิติที่มีน้ำวิเศษ ดื่มแล้วช่วยบำรุงร่างกาย รักษาโรค และเสริมพละกำลัง และส่วนที่สามคือโกดังเก็บของขนาดมหึมาที่ "เวลาภายในหยุดนิ่ง" หมายความว่าของสดของแห้งที่เก็บไว้จะไม่มีวันเน่าเสียหรือเสื่อมสภาพ
และกฎที่สำคัญที่สุดคือ ยิ่งเจ้าของมีจิตใจดีงาม ทำความดี ช่วยเหลือผู้อื่น มิติก็จะยิ่งขยายตัวและอุดมสมบูรณ์มากขึ้นเรื่อยๆ ในทางกลับกัน หากเจ้าของทำชั่ว มิติก็จะหดเล็กลงและเสื่อมโทรม
"ของแบบนี้..." มุมปากของเจียงเหวยเหยายกขึ้นช้าๆ ดวงตาเป็นประกาย นิสัยชอบกักตุนที่ถูกคนทั้งโลกหัวเราะเยาะมาตลอดชีวิต บัดนี้กลับกลายเป็นพรสวรรค์อันล้ำค่าที่สุด ราวกับฟ้าลิขิตให้เธอเป็นเจ้าของมิตินี้มาตั้งแต่ต้น
เธออยากทดสอบความสามารถของโกดัง จึงหันไปมองลังน้ำกลั่นและกล่องเวชภัณฑ์ที่วางอยู่มุมห้องแล็บ ลองยื่นมือไปแตะเบาๆ ทันใดนั้นเอง ลังทั้งใบก็เลือนหายวับ ไปปรากฏเรียงรายอยู่ในโกดังของมิติอย่างเป็นระเบียบ
"เก็บของด้วยการสัมผัสได้เลยเหรอ..." เธอเบิกตากว้าง
เสียงในมิติอธิบายเสริม "เจ้าของสามารถเก็บสิ่งของที่สัมผัส หรือสิ่งที่อยู่ในระยะสามก้าวรอบตัวเข้าสู่มิติได้ตามใจปรารถนา และสามารถหยิบออกมาได้เช่นกัน"
เจียงเหวยเหยาถึงกับหัวใจเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น ความสามารถแบบนี้ หากใช้ให้เป็น มันคือขุมทรัพย์ที่แท้จริง
ยังไม่ทันที่เธอจะดีใจกับความมหัศจรรย์นี้ ศีรษะของเธอก็ปวดแปลบขึ้นมาอย่างรุนแรงราวถูกของมีคมผ่ากลาง ความทรงจำแปลกปลอมจำนวนมหาศาลหลั่งไหลทะลักเข้ามาในสมองของเธอจนแทบทนไม่ไหว
ภาพหญิงสาวร่างผอมบางถูกผลักล้มลงกับพื้นดินเย็นเยียบ ภาพใบหน้าของผู้คนที่ตวาดด่าด้วยสายตาเลือดเย็น ภาพห้องไม้เล็กๆ ที่หนาวเหน็บไร้เครื่องนุ่งห่ม ภาพมื้ออาหารที่มีเพียงข้าวต้มใสๆ กับผักดองเค็มปี๋ ความเจ็บปวด ความหิวโหย ความสิ้นหวัง ทั้งหมดถาโถมเข้ามาพร้อมกัน
กว่าความทรงจำจะสงบลง เจียงเหวยเหยาก็เหงื่อโซมกาย ใบหน้าซีดเผือด เธอเข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง
ในโลกยุคนี้ ประเทศจีนช่วงต้นทศวรรษ 1970 มีหญิงสาวอีกคนหนึ่งที่บังเอิญชื่อ "เจียงเหวยเหยา" เหมือนกันทุกตัวอักษร เด็กสาวคนนั้นอายุเพียงสิบแปดปี เป็นบุตรสาวแท้ๆ ของบ้านตระกูลเจียงในเมืองเล็กแห่งหนึ่ง ทว่ากลับมีชะตากรรมที่น่าเวทนายิ่งนัก ถูกกดขี่ข่มเหงในบ้านของตัวเองยิ่งกว่าคนรับใช้
แม่แท้ๆ ของเด็กสาวเป็นครูสาวผู้อ่อนโยน เสียชีวิตด้วยโรคภัยตั้งแต่เธอยังเล็ก พ่อชื่อเจียงหย่งฝู เป็นคนงานในโรงงาน นิสัยหูเบาและเกรงกลัวภรรยา ไม่นานหลังภรรยาคนแรกจากไป เขาก็แต่งงานใหม่กับหญิงหม้ายชื่อ จ้าวชุ่ยฟง ผู้พาบุตรสาวติดตัวชื่อ เจียงเมิ่งเตี๋ย เข้ามาอยู่ในบ้านด้วย
นับตั้งแต่วันนั้น ชีวิตของเจียงเหวยเหยาตัวจริงก็ตกนรกทั้งเป็น อาหารดีๆ ไม่เคยได้แตะ เสื้อผ้าใหม่ตกเป็นของเจียงเมิ่งเตี๋ยเสมอ ส่วนเธอได้แต่เสื้อเก่าขาดที่ปะแล้วปะอีก งานหนักทั้งบ้านตั้งแต่หุงข้าว ซักผ้า ผ่าฟืน ตักน้ำ ล้วนตกเป็นภาระของเธอคนเดียว
และในคืนนี้เอง เด็กสาวเพิ่งค้นพบว่าแม่เลี้ยงวางแผนร้าย จะจับเธอไปขายให้ชายพิการวัยห้าสิบในหมู่บ้านห่างไกล แลกกับสินสอดสองร้อยหยวนที่จะเอาไปซื้อจักรเย็บผ้าให้ลูกสาวแท้ๆ เด็กสาวขัดขืนสุดกำลัง แต่กลับถูกจ้าวชุ่ยฟงผลักจนศีรษะฟาดเข้ากับขอบเตียงไม้อย่างจัง เลือดไหลนอง และสิ้นใจลงด้วยความแค้นที่ยังไม่ได้สะสาง
ก่อนวิญญาณจะสลายไป เด็กสาวได้แต่ภาวนาต่อฟ้าดินด้วยความคับแค้น ขอเพียงให้มีใครสักคนมาทวงคืนความยุติธรรมและล้างแค้นแทนตน และแล้ว ฟ้าก็ส่งเจียงเหวยเหยาจากอีกโลกหนึ่งข้ามภพข้ามชาติมาสวมร่างนี้
"เธอฝากความหวังไว้กับฉันสินะ..." เจียงเหวยเหยากำมือแน่นจนเล็บจิกเนื้อ ดวงตาที่เคยอ่อนล้ากลับเปล่งประกายเด็ดเดี่ยว
"ได้ ฉันจะรับคำขอของเธอไว้ ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ฉันจะใช้ชีวิตของเธอให้คุ้มค่าที่สุด ส่วนคนที่ทำร้ายเธอ ทุกความเจ็บปวดที่เธอได้รับ ฉันจะทวงคืนให้ครบทุกดอกเบี้ย"
ราวกับรับรู้ถึงความมุ่งมั่นของเธอ เสียงในมิติก็ดังขึ้นอีกครั้ง "เนื่องจากการเชื่อมต่อสายเลือดข้ามภพ จิตของเจ้ายังเชื่อมกับโลกเดิมได้อีกเจ็ดวัน ในระหว่างนี้ เวลาในยุคปลายทางจะหยุดนิ่ง และร่างใหม่ของเจ้าจะอยู่ในภวังค์หลับใหล ส่วนเจ้าสามารถกักตุนสิ่งของจากโลกปัจจุบันเข้าสู่มิติได้อย่างเต็มที่ เมื่อครบกำหนดเจ็ดวัน ประตูระหว่างสองโลกจะปิดตายลงถาวร"
"ดวงตาของเจียงเหวยเหยาลุกโพลงขึ้นทันที เจ็ดวัน! เวลามากพอจะเตรียมทุกอย่างให้พร้อมสรรพ"
เธอไม่รอช้าแม้แต่วินาทีเดียว จิตของเธอยังเชื่อมกับร่างในโลกปัจจุบันได้อยู่ เธอรีบ "ควบคุมร่าง" ในโลกเดิมให้ลุกขึ้น คว้ากระเป๋าเงิน บัตรเครดิต และสมุดบัญชีที่มีเงินเก็บทั้งชีวิต ตรงดิ่งออกจากห้องแล็บของโรงพยาบาลขับรถกลับไปยังคอนโดของเธอเพื่อเตรียมลิสต์รายการของที่ต้องใช้ พร้อมทั้งกวาดของสะสมในบ้านเข้าใส่มิติไว้ 7 วันต่อจากนี้ คือการกวาดซื้อครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเธอ และมันจะเปลี่ยนชะตากรรมของเธอในอีกโลกหนึ่งไปตลอดกาล!!!!!
จบตอน 1