บทที่ 102: ความรักหวานชื่นที่สังหารคนโสด
เจียงถังกระชับร่างของชายหนุ่มบนหลังให้แน่นขึ้น สองมือเล็กแต่ทรงพลังเกาะเกี่ยวชะง่อนหินและรากไม้อย่างมั่นคงขณะพาตัวเองและคนเจ็บไต่ระดับความสูงขึ้นไปเรื่อยๆ หากเธอรู้ว่าบรรดาคนที่รออยู่ด้านบนกำลังแอบค่อนขอดในใจว่าท่วงท่าของเธอคล่องแคล่วราวกับลิงจอมซน เธอคงจะต้องหยุดปีนเพื่อชี้แจงแถลงไขให้เข้าใจตรงกันเดี๋ยวนั้น
เธอไม่ใช่ลิงสักหน่อย
ลิงที่ไหนจะผิวพรรณเกลี้ยงเกลาไร้ขนรุงรังแบบนี้
ถ้าจะนับญาติกันจริงๆ ปีศาจกระต่ายต่างหากถึงจะเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกันกับเธอ!
สายตาคมเข้มของลู่ฉางเจิงทอดมองลงมายังมือเล็กคู่นั้นที่กำลังออกแรงยึดเกาะหน้าผา ภาพของผ้าก๊อซสีขาวที่พันไล่ตั้งแต่ฝ่ามือลามมาจนถึงหลังมือเริ่มมีสีแดงสดซึมออกมาเป็นดวงๆ ภาพนั้นทำให้หัวใจของเขาหนักอึ้งราวกับถูกหินผาก้อนมหึมาทับถมลงมา
ความรู้สึกผิดและเป็นห่วงมันถ่วงหัวใจเขาจนหนักอึ้งเหลือเกิน
“ถังถัง... มือของคุณไปโดนอะไรมาครับ?”
“หืม?”
เจียงถังชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำถามนั้น เธอลังเลอย่างเห็นได้ชัด น้ำเสียงที่ตอบกลับมาเจือแววไม่มั่นใจราวกับเด็กน้อยที่กลัวความผิด ไม่รู้ว่าควรจะบอกความจริงกับเขาดีหรือไม่
“ห้ามโกหกผมนะครับ” ลู่ฉางเจิงรีบดักคออย่างรู้ทัน
“ฉัน... ฉันก็แค่ต้องการจะช่วยคุณ”
น้ำเสียงของเจียงถังสั่นเครือเล็กน้อย แฝงไปด้วยความน้อยใจลึกๆ “ฉันไม่มีวิธีอื่นแล้วนี่นา สถานการณ์ตอนนั้นมันบีบบังคับ”
แม่สาวน้อยผู้น่าสงสารดูเหมือนกำลังแบกรับความน้อยใจที่ยิ่งใหญ่เทียมฟ้า อยากจะร้องไห้ระบายความเจ็บปวดออกมาแต่ก็ทำไม่ได้
วันนี้เธอต้องเสียสละเลือดเนื้อให้แก่ผืนป่าแห่งนี้ไปมากโขแล้ว จะยอมให้พวกพืชพรรณเหล่านี้มาเอาเปรียบเธออีกไม่ได้เด็ดขาด
เธอต้องกลั้นน้ำตาเอาไว้ น้ำตาแห่งจิตวิญญาณนี้มีค่าเกินกว่าจะปล่อยให้ไหลทิ้งเปล่าๆ ต้องเก็บไว้ใช้รักษาอาการบาดเจ็บให้ลู่ฉางเจิงเท่านั้น...
เจ้าโสมน้อยผู้น่าสงสาร แม้ในยามที่ตัวเองเจ็บตัวเจ็บใจ พื้นที่ทั้งหมดในหัวใจก็ยังคงมีแต่เรื่องของลู่ฉางเจิงอยู่เต็มเปี่ยม
ลู่ฉางเจิงสัมผัสได้ถึงความน้อยเนื้อต่ำใจในน้ำเสียงนั้น หัวใจของชายหนุ่มบีบตัวแน่นด้วยความปวดร้าว เขารีบเอ่ยปลอบโยนด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุด
“ผมไม่ได้ตั้งใจจะตำหนิถังถังเลยนะครับ”
“ผมก็แค่... เห็นคุณเจ็บตัวแบบนี้ แล้วผมปวดใจ”
“คุณไม่โกรธฉันแน่นะคะ?” เจียงถังเอียงคอถามย้ำเพื่อความแน่ใจ
ลู่ฉางเจิงส่งเสียงตอบรับในลำคอเบาๆ “อื้ม ไม่โกรธครับ ผมจะไปโกรธถังถังลงได้ยังไง”
เมื่อได้รับคำยืนยัน เจียงถังก็หัวเราะคิกคักออกมาอย่างอารมณ์ดี
พลังใจที่ได้รับจากคำหวานทำให้เรี่ยวแรงในการปีนป่ายหน้าผาของเธอพุ่งสูงขึ้นจนเต็มเปี่ยม
ในขณะเดียวกัน จางหย่วนและทีมช่วยเหลือที่รออยู่บนยอดเขาต่างพากันอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้างจนแทบถลน จ้องมองภาพเบื้องล่างด้วยความรู้สึกไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
นั่นมันหน้าผาสูงชันที่แทบจะตั้งฉากกับพื้นโลกเลยไม่ใช่หรือ?
สถานที่วิบากแบบนี้ ปกติจะมีแค่ลิงค่างเท่านั้นที่ปีนป่ายได้ หรือต่อให้เป็นลิงมาเอง เจอความสูงขนาดนี้ก็อาจจะขาสั่นพับๆ ได้เหมือนกัน แต่ทำไมผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนั้นถึงสามารถแบกผู้ชายตัวโตๆ เดินเหินไต่ระดับขึ้นมาได้อย่างสบายใจเฉิบ ราวกับเธอกำลังเดินเล่นชมสวนหลังบ้าน ไม่ใช่การปีนหน้าผามรณะ
หรือนี่จะเป็นสิ่งที่เขาเรียกกันว่า... พลังแห่งความรักที่ทำได้ทุกอย่าง?
จางหย่วนและเหล่าทหารกล้าได้แต่เกาหัวแกรกๆ คิดหาเหตุผลมารองรับภาพตรงหน้าไม่ได้เลยสักนิด
ทางด้านลู่ฉางเจิง สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่หญิงสาวผู้เป็นดั่งดวงใจ มองดูเธอก้าวเท้าและส่งแรงดึงร่างกายขึ้นไปทีละก้าวอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง
ท่อนแขนที่ดูผอมบางคู่นั้นกลับเปี่ยมไปด้วยพละกำลังมหาศาลที่ไม่อาจสั่นคลอน นิ้วมือเรียวเล็กเกาะกุมชะง่อนหินและรากไม้ได้อย่างแม่นยำ
ไม่มีอาการสั่นไหวหรือแสดงความเหนื่อยล้าให้เห็นแม้แต่น้อย
สายตาของลู่ฉางเจิงสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่าง เลือดสีแดงสดที่ซึมออกมาจากฝ่ามือของเจียงถัง เมื่อหยดลงไปสัมผัสกับพืชตระกูลเฟิร์นหรือหญ้าป่าที่ขึ้นแซมอยู่ตามซอกหิน เพียงแค่ชั่วพริบตาเดียว หยดเลือดเหล่านั้นก็ซึมหายวับเข้าไปในใบไม้ราวกับถูกฟองน้ำดูดซับ
เมื่อประมวลผลเชื่อมโยงกับเหตุการณ์แปลกประหลาดต่างๆ ก่อนหน้านี้ เขาก็หลุบตาลงซ่อนรอยยิ้มขบขัน ถังถังยอดรักของเขา... ชักจะเผยความลับออกมาเยอะเกินไปแล้วนะเนี่ย!
ไม่ว่าจะเป็นคนที่รอลุ้นอยู่ข้างบน หรือคนที่กำลังเกาะอยู่บนแผ่นหลังของเจียงถัง สมองของทุกคนต่างก็กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อหาคำตอบให้กับสิ่งที่เห็น
มีเพียงเจียงถังคนเดียวที่มีจิตใจบริสุทธิ์และมุ่งมั่น เป้าหมายเดียวของเธอคือการพาลู่ฉางเจิงกลับขึ้นไปให้ถึงยอดเขาอย่างปลอดภัย
เวลาผ่านไปประมาณ 10 นาที ร่างเล็กๆ ก็โผล่พ้นขอบหน้าผาขึ้นมาพร้อมกับพาลู่ฉางเจิงกลับคืนสู่พื้นดินราบเรียบได้สำเร็จ ท่ามกลางความโล่งใจของทุกคน
“รีบวางเหล่าลู่ลงเร็วเข้า ฉันขอตรวจดูอาการเขาหน่อย”
จางหย่วนพุ่งตัวเข้ามาเป็นคนแรกในฐานะแพทย์สนาม เตรียมพร้อมที่จะประเมินบาดแผลให้สหายรัก
ลู่ฉางเจิงส่งยิ้มบางๆ ให้เพื่อนพลางเอ่ยขึ้น “ผมไม่เป็นอะไรมากหรอก ก็แค่แขนโดนเจาะไปรูหนึ่ง ขาโดนไปอีกรูหนึ่งเท่านั้นเอง”
“โดนยิงไปตั้ง 2 นัดยังกล้าบอกว่าเรื่องเล็กอีกเหรอ? นายคิดว่าตัวเองเป็นเทวดาหนังเหนียวหรือไงวะ?”
จางหย่วนสบถออกมาด้วยความหมั่นไส้ปนระอาใจ
ลู่ฉางเจิงปรายตามองไปทางเจียงถังที่ยืนหอบหายใจอยู่ข้างๆ ก่อนจะหันมาพูดหยอกเย้ากับจางหย่วนด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดีเป็นพิเศษ “บางทีอาจจะเป็นเพราะผมสะสมแต้มบุญมาเยอะ เลยมีนางฟ้าใจดีคอยช่วยเหลืออยู่อย่างลับๆ ถึงแม้จะเจ็บตัวบ้าง แต่ก็รอดพ้นจุดตายมาได้ทุกครั้ง”
นางฟ้าผู้พิทักษ์ของเขาคนนี้ จะต้องเป็นนางฟ้าตัวน้อยที่ทั้งสวยงามและจิตใจดีงามที่สุดในโลก แถมยังมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งชนิดที่แยกจากกันไม่ขาดเสียด้วย
จางหย่วนส่ายหน้าอย่างเอือมระอา ก่อนจะเอื้อมมือไปแตะหน้าผากเพื่อนเพื่อวัดไข้ “ตัวก็ไม่ได้ร้อนมากนี่หว่า หรือว่าเป็นเพราะติดอยู่ในป่านานเกินไป สมองเลยเริ่มเพี้ยน พูดจาเพ้อเจ้อไปหมดแล้ว?”
ลู่ฉางเจิงคร้านจะต่อปากต่อคำกับจางหย่วน เขาทำเพียงแค่กลอกตามองบนใส่เพื่อนไปทีหนึ่งให้ไปตีความเอาเอง
แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยอมให้จางหย่วนตรวจร่างกายเบื้องต้นแต่โดยดี
ผลการตรวจออกมาตรงตามที่เจ้าตัวบอกไว้ไม่ผิดเพี้ยน กระสุนฝังอยู่ที่ต้นขาและแขน แต่โชคดีอย่างเหลือเชื่อที่ไม่ได้ไปตัดเส้นเลือดใหญ่หรือทำลายเส้นประสาทสำคัญ
วิถีกระสุนเฉียดเส้นเลือดแดงใหญ่ที่ต้นขาไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด หลบเลี่ยงจุดตายได้อย่างปาฏิหาริย์
และด้วยพื้นฐานร่างกายที่แข็งแรงบึกบึนของลู่ฉางเจิง แม้จะติดอยู่ใต้หน้าผามาหลายวัน แต่บาดแผลกลับไม่มีการติดเชื้อ ไม่เน่าเปื่อย หรือเป็นหนองอย่างที่ควรจะเป็น
“ไอ้เสือ! เอ็งนี่มันดวงแข็งจริงๆ ว่ะ!”
จางหย่วนตบไหล่เพื่อนดังป้าบด้วยความโล่งใจ
เจียงถังที่นั่งยองๆ พักเหนื่อยอยู่ข้างๆ และเงียบฟังมาตลอด เห็นดังนั้นก็รีบพุ่งเข้ามาจับมือจางหย่วนไว้ “คุณหมอจาง! อย่าตีลู่ฉางเจิงแรงสิคะ เดี๋ยวเขาเจ็บ”
“ตอนนี้เขาเป็นคนป่วยอยู่นะ ร่างกายเขาอ่อนแอมาก ต้องทะนุถนอมหน่อยสิ”
จางหย่วนถึงกับหน้าเหวอ...
เขาก็แค่ตบไหล่ทักทายแบบลูกผู้ชายเบาๆ มันจะไปทำให้ยอดมนุษย์อย่างลู่ฉางเจิงเจ็บปวดรวดร้าวได้ยังไงกัน?
อีกอย่างนะ เขาอุตส่าห์อดตาหลับขับตานอน ตะลุยป่าฝ่าดงตามเจียงถังมาช่วยสามีเธอแท้ๆ แต่แม่คุณกลับไม่มีคำขอบคุณหลุดออกจากปากสักคำ แถมยังมาดุเขาอีก!
“ใช่ ตอนนี้ผมอ่อนแอและเปราะบางมาก คุณอย่ามาแตะเนื้อต้องตัวซี้ซั้ว”
ลู่ฉางเจิงตีหน้าขรึม พยักหน้าสนับสนุนภรรยาอย่างหน้าไม่อาย ทำเอาจางหย่วนแทบจะกระอักเลือดออกมาด้วยความคับแค้นใจ!
สายตาของหมอหนุ่มมองสลับไปมาระหว่างคู่สามีภรรยาตัวแสบ สุดท้ายก็ได้แต่ถอนหายใจยาวเหยียดแล้วลุกขึ้นยืน “เอาเถอะๆ พวกนายนี่นะ... สมกับเป็นผัวเมียกันจริงๆ เข้าขากันดีเหลือเกิน!”
รับลูกรับมุกกันได้ลื่นไหลสุดๆ!
หลังจากปฐมพยาบาลเบื้องต้นเสร็จสิ้น ทีมช่วยเหลือก็เตรียมเคลื่อนย้ายคนเจ็บลงจากเขา
ขาลงครั้งนี้ พวกเขาไม่ยอมให้เจียงถังแบกลู่ฉางเจิงอีกแล้ว แต่ช่วยกันทำเปลสนามขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เพื่อหามลู่ฉางเจิงลงไปอย่างปลอดภัย
เจียงถังไม่ยอมห่างกายชายหนุ่ม เธอเดินขนาบข้างเปล คอยกุมมือลู่ฉางเจิงเอาไว้ตลอดเวลาเพื่อส่งกำลังใจ
ลู่ฉางเจิงนอนนิ่งบนเปล สัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่ซ่านมาจากฝ่ามือนุ่มนิ่มของเธอ แม้เสื้อผ้าของเธอจะเปียกชื้นจากน้ำค้างและเหงื่อไคล แต่ความอบอุ่นในร่างกายและหัวใจของเธอกลับไม่ลดน้อยลงเลย
เธอยังคงเป็นดวงอาทิตย์ดวงน้อยที่อบอุ่นเสมอสำหรับเขา
ภาพความทรงจำตอนที่ตัวเองเลือดกำเดาไหลไม่หยุดเมื่อครู่ผุดขึ้นมาในหัว ลู่ฉางเจิงก็อดไม่ได้ที่จะขำออกมาเบาๆ
เขาพยายามกลั้นเสียงหัวเราะ ยกท่อนแขนข้างดีขึ้นมาปิดดวงตา เพื่อซ่อนประกายความขบขันในแววตาไม่ให้ใครเห็น
“ลู่ฉางเจิง แดดแยงตาเหรอคะ?”
เจียงถังที่คอยเฝ้าสังเกตอาการของเขาทุกฝีก้าวรีบเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
ลู่ฉางเจิงส่ายหน้าเบาๆ พลิกฝ่ามือกลับไปประสานนิ้วกุมมือเธอไว้แน่น “เปล่าครับ”
“หือ?”
“ถังถัง... เล่าให้ผมฟังหน่อยสิ ช่วงที่ผมไม่อยู่บ้าน คุณทำอะไรบ้าง?”
“ก็... เข้างาน เลิกงาน กินข้าว แล้วก็นอน... อ้อ แล้วก็คิดถึงคุณทุกวันเลย”
เจียงถังตอบกลับไปซื่อๆ ตามความจริง
ลู่ฉางเจิงยิ้มกว้างอย่างมีความสุข ยกมือขึ้นลูบผมที่ยุ่งเหยิงของเธอเบาๆ
“ผมก็คิดถึงถังถังทุกวัน ทุกวินาทีเหมือนกันครับ”
บรรดาเหล่าทหารและทีมช่วยเหลือที่เดินตามมาข้างหลัง...
ทำไมจู่ๆ ก็รู้สึกหนาวสั่นจนขนลุกเกรียวไปทั้งตัวแบบนี้นะ? เป็นเพราะอากาศบนภูเขามันเย็นเกินไปหรือเปล่า?
หรือจะเป็นเพราะรังสีความหวานที่แผ่ออกมามันบาดตาบาดใจจนทนไม่ไหว?
รองลู่กับพี่สะใภ้เล่นมาพร่ำเพ้อบอกรักบอกคิดถึงกันกลางป่ากลางเขาแบบไม่เกรงใจคนรอบข้างแบบนี้ กะจะไม่เหลือที่ยืนให้คนโสดอย่างพวกเขาได้หายใจบ้างเลยหรือไง?
เฉิงกั๋วหย่วน ทหารหนุ่มโสดสนิทรู้สึกหดหู่ใจเป็นอย่างยิ่ง
ส่วนจางหย่วนและเสวี๋ยว่านหมินที่เดินปิดท้ายขบวน ได้แต่หัวเราะแห้งๆ ส่งสายตาให้กำลังใจกันเอง เข้าใจดีว่าลู่ฉางเจิงเพิ่งจะผ่านความเป็นความตายมาได้
อุตส่าห์รอดพ้นเงื้อมมือมัจจุราชกลับมาได้ขนาดนี้ จะไม่ให้เขาออเซาะฉอเลาะกับเมียรักสักหน่อยก็คงจะใจร้ายเกินไป
เข้าใจ... ต้องเข้าใจสินะ!
แต่จะว่าไปแล้ว นอกจากการทำใจยอมรับและสนับสนุนความรักของทั้งคู่ พวกเขาก็คงทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว
เพราะคนอย่างลู่ฉางเจิง ไม่ใช่คนที่จะมานั่งฟังคำทักท้วงของใคร
ส่วนสหายเจียงถังน่ะเหรอ? ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ด้วยนิสัยและวีรกรรมของเธอ เกรงว่าในโลกนี้ นอกจากลู่ฉางเจิงแล้ว ก็คงไม่มีใครที่จะ "เอาอยู่" หรือรับมือเธอได้อีกแล้ว
ขบวนเคลื่อนย้ายคนเจ็บค่อยๆ ลำเลียงลงมาจากยอดเขา
และตลอดระยะทางตั้งแต่ยอดเขาลงมาจนถึงศูนย์บัญชาการชั่วคราว ไม่ว่าจะเป็นทหารเกณฑ์ที่หามเปลลู่ฉางเจิง หรือระดับหัวหน้าอย่างจางหย่วนและเสวี๋ยว่านหมินที่เดินตามหลังมา ต่างก็ได้รับความรู้ใหม่ประดับสมองกันถ้วนหน้า
เป็นหัวข้อสนทนาที่เจียงถังเล่าให้สามีฟังอย่างออกรสออกชาติมาตลอดทาง
นั่นคือวิชาการเกษตรขั้นสูง ‘ว่าด้วยสาเหตุที่แม่หมูคลอดยาก’ และ ‘หลักสูตรเข้มข้นการดูแลแม่หมูหลังคลอด’
[จบบท]