บทที่ 12: ตำราสร้างลูกน้อย
จางหงอิงที่เดิมทียังคงตกอยู่ในภวังค์ความตื่นเต้นกับข่าวดีเรื่องการตั้งครรภ์ของตนเอง จู่ๆ ก็ต้องมาชะงักกึกเมื่อได้ยินประโยคต่อมาของเจียงถัง เธอสำลักน้ำลายจนหน้าดำหน้าแดงแทบจะสิ้นชื่ออยู่ตรงนั้น
“ไม่ใช่... คืออย่างนั้นนะ... น้องเจียง...”
จางหงอิงรีบจอดรถจักรยานคู่ใจให้เข้าที่ ก่อนจะรีบคว้าข้อมือของหญิงสาวลากเดินหลบฉากไปที่มุมหนึ่ง เธอกดเสียงกระซิบให้เบาที่สุดราวกับกลัวใครจะได้ยิน
“ทำไมจู่ๆ ถึงถามเรื่องนี้ขึ้นมาได้ล่ะ เรื่องพรรค์นี้เขาไม่เอามาพูดกันสุ่มสี่สุ่มห้าหรอกนะ ถ้าคนอื่นมาได้ยินเข้า เขาจะหัวเราะเยาะเอาได้รู้ไหม”
“อ้าว? แต่พี่สะใภ้ไม่ใช่คนอื่นคนไกลสักหน่อยนี่คะ”
เจียงถังเอียงคอถามด้วยความฉงนสงสัยอย่างซื่อตรง “ก็ลู่ฉางเจิงบอกฉันเองว่า ถ้ามีเรื่องอะไรไม่เข้าใจแล้วเขาไม่อยู่บ้าน ก็ให้มาถามพี่สะใภ้ได้เลย”
“พี่สะใภ้เป็นถึงคุณครู ต้องมีความรู้รอบตัวเยอะมากแน่ๆ”
สิ้นเสียงใสซื่อ ดวงตากลมโตของเธอก็เหลือบไปเห็น ‘ยายา’ เด็กน้อยที่นั่งอยู่บนเบาะหลังรถจักรยานกำลังพลิกดูหนังสือการ์ตูนภาพในมืออย่างใจจดใจจ่อ
สายตาของเจียงถังจดจ่ออยู่ที่สมุดภาพในมือน้อยๆ นั้นทันที
“พี่สะใภ้มีหนังสือแบบนั้นไหมคะ? ฉันอยากจะขอยืมมาดูสักหน่อย ถ้าฉันได้ดูหนังสือ ฉันต้องเรียนรู้วิธีทำลูกได้แน่ๆ”
คำพูดของเธอนั้นช่างฟังดูไร้เดียงสาและมีความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างน่าประหลาด
ทว่าจางหงอิงที่ได้รับฟังกลับมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก จะร้องไห้ก็ไม่ใช่จะหัวเราะก็ไม่เชิง เธอทอดสายตามองแววตาที่ใสกระจ่างดุจน้ำค้างกลางหาวของเจียงถัง แววตาที่ไม่รับรู้ถึงความซับซ้อนของโลกใบนี้ แล้วความรู้สึกสงสารจับใจก็แล่นเข้ามาในอก
แม่หนูคนนี้น่าสงสารจริงๆ
เมื่อหลายปีก่อนทางบ้านประสบเคราะห์กรรม แม่แท้ๆ ก็ทิ้งขว้างหนีหาย ปล่อยให้เธอต้องเผชิญชะตากรรมเพียงลำพัง ซ้ำยังถูกพี่สะใภ้ใจร้ายกดขี่ข่มเหงจนแทบไม่เหลือสภาพผู้คน...
จางหงอิงตีความความไม่รู้อีโหน่อีเหน่ของเจียงถังไปเองเสร็จสรรพว่า เป็นเพราะหญิงสาวขาดโอกาสทางการศึกษาและการอบรมสั่งสอนอย่างที่ควรจะเป็น
ด้วยความเวทนา เธอจึงเอื้อมมือไปลูบศีรษะของเจียงถังอย่างอ่อนโยน
“ยัยเด็กโง่เอ๊ย สหายลู่พูดถูกแล้วล่ะ มีเรื่องอะไรไม่เข้าใจก็มาถามพี่ได้เสมอ”
“แต่ว่าปัญหาส่วนตัวที่เป็นเรื่องในมุ้งแบบนี้ นอกจากพี่กับสหายลู่แล้ว ห้ามไปพูดให้คนอื่นฟังเด็ดขาดเลยนะ ไม่อย่างนั้นใครต่อใครเขาจะเอาไปนินทาหัวเราะเยาะได้ เข้าใจที่พี่พูดไหม?”
จางหงอิงพร่ำสอนด้วยน้ำเสียงจริงจังและปรารถนาดีดุจพี่สาวสอนน้องสาว
เจียงถังพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย “ฉันเข้าใจแล้วค่ะ”
“อืม เข้าใจก็ดีแล้วจ้ะ”
จางหงอิงมองดูเวลาแล้วเห็นว่าจวนจะได้เวลาเข้างาน ไม่สามารถจะเสียเวลาอยู่ตรงนี้ได้นานนัก เธอจึงให้คำมั่นกับเจียงถังว่า “เอาไว้รอให้เธอกับสหายลู่จัดพิธีแต่งงานให้เรียบร้อยเมื่อไหร่ พี่จะกระซิบวิธีเสกตุ๊กตาตัวน้อยเข้าท้องให้ฟังเองนะ”
“ทำไมต้องรอด้วยล่ะคะ?”
เจียงถังไม่คิดเลยว่าเรื่องแค่นี้จะต้องรอเวลาเนิ่นนานขนาดนั้น เธอวางมือลงบนหน้าท้องแบนราบของตนเองพลางลูบเบาๆ ด้วยสีหน้าผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด
กิริยาอาการแสนซื่อที่แสดงออกมา ทำให้จางหงอิงอดที่จะขำขันในใจไม่ได้
“เอาอย่างนี้ดีไหม วันนี้เธออยู่บ้านคนเดียวก็คงเบื่อแย่ สู้ไปโรงเรียนกับพี่ดีกว่า”
“ที่โรงเรียนของเรามีห้องสมุดอยู่ เธอเข้าไปนั่งอ่านหนังสือรอในนั้นได้นะ หนังสือพวกนั้นจะสอนความรู้ให้เธอได้ตั้งหลายอย่างเลยเชียวล่ะ”
จางหงอิงเสนอทางเลือกให้อย่างใจดี
ลึกๆ แล้วเธอก็แอบกังวลอยู่เหมือนกันว่าเจียงถังจะปฏิเสธ
เพราะชีวิตของเจียงถังในตอนนี้ช่างสุขสบาย มีเงินเดือนของลู่ฉางเจิงเลี้ยงดูอย่างดี วันๆ แค่กิน ดื่ม เที่ยวเล่น ใช้ชีวิตอิสระเสรีจะตายไป
ใครที่ไหนจะอยากไปนั่งหลังขดหลังแข็งอ่านหนังสือให้น่าเบื่อกันเล่า?
แต่ความคิดของจางหงอิงยังไม่ทันจะตกผลึกดี เสียงใสๆ ของเจียงถังก็ตอบรับขึ้นมาอย่างฉะฉาน
“ตกลงค่ะ!”
เธอดูมีความสุขและกระตือรือร้นจนปิดไม่มิด
จางหงอิงพลอยได้รับพลังงานด้านบวกนั้นไปด้วย จึงยิ้มกว้างออกมา
“งั้นเธอช่วยพี่อุ้มยายาหน่อยนะ เดี๋ยวพี่จะเป็นสารถีปั่นพาพวกเธอไปเอง”
“โอ้ ได้เลยค่ะ”
เจียงถังรวบตัวยายาขึ้นมาอุ้มไว้อย่างคล่องแคล่ว สายตาของเธอจับจ้องไปที่แผ่นหลังของจางหงอิง สังเกตทุกรายละเอียดการเคลื่อนไหวในการทรงตัวและการปั่นจักรยาน
ในหัวสมองของเธอทำการประมวลผลและทบทวนขั้นตอนการขี่จักรยานอย่างเงียบเชียบ เมื่อมั่นใจว่าจดจำได้หมดแล้วจึงค่อยละสายตาไปมองทางอื่น
เมื่อมาถึงโรงเรียน จางหงอิงรีบตรงไปแจ้งความจำนงกับครูใหญ่เพื่อขออนุญาต ก่อนจะพาเจียงถังไปส่งที่ห้องสมุดของโรงเรียน แล้วตัวเองจึงรีบแยกตัวไปสอนหนังสือ
เจียงถังกวาดสายตามองชั้นหนังสือไม้เก่าคร่ำครึที่เรียงรายอยู่รอบตัว เธอสุ่มหยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมาแล้วทิ้งตัวลงนั่งกับพื้นไม้กระดาน ก่อนจะเริ่มเปิดอ่านอย่างตั้งใจ
หากใครสังเกตให้ดีจะเห็นว่า หนังสือในมือของเธอเป็นเพียงหนังสือหัดอ่านสำหรับเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เท่านั้น
แต่สำหรับเจียงถัง ไม่ว่าจะเป็นนิทานเด็ก ป.1 หรือตำราวิชาการที่เนื้อหายากเข็ญเพียงใด เธอก็สามารถดำดิ่งลงไปในตัวอักษรเหล่านั้นได้อย่างเพลิดเพลินเจริญใจ
เธอจมดิ่งอยู่ในโลกของตัวหนังสือจนลืมวันลืมคืน ลืมแม้กระทั่งกาลเวลาที่ไหลผ่านไป
หญิงสาวไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า หนังสือกระดาษธรรมดาเหล่านี้จะมีแรงดึงดูดมหาศาลขนาดนี้
แม้จะมีตัวอักษรบางตัวที่เธอไม่รู้จักความหมาย แต่เธอก็ใช้วิธีจดจำรูปร่างของมันเอาไว้ในสมองราวกับการถ่ายภาพ ต่อให้ตอนนี้ให้เธอปิดหนังสือแล้วเขียนตาม เธอก็สามารถทำได้อย่างแม่นยำไม่มีผิดเพี้ยน
เจียงถังขลุกตัวอยู่ในห้องสมุดนานตลอดทั้งวันโดยไม่ลุกไปไหน
ในขณะที่เธอกำลังเพลิดเพลินกับการดูดซับความรู้ ทางด้านลู่ฉางเจิงก็ได้นำรายงานขออนุมัติการสมรสยื่นส่งต่อผู้บังคับบัญชาเป็นที่เรียบร้อย
หลังจากหัวหน้ารับเอกสารไปแล้ว ก็ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบประวัติลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบภูมิหลังของเจียงถังในทันที
พร้อมกันนั้น หัวหน้ายังรั้งตัวลู่ฉางเจิงเอาไว้ เพื่อมอบหมายภารกิจสำคัญชิ้นหนึ่งให้เขา
“สหายลู่ คุณกำลังจะแต่งงานแท้ๆ ผมยังจะยัดเยียดภารกิจให้อีกมันก็ดูจะใจดำไปหน่อย แต่ผมรับปากคุณเลยว่า พอคุณเสร็จสิ้นภารกิจกลับมา ผมรับรองว่าจะเซ็นอนุมัติวันหยุดให้คุณหลายวัน ให้คุณได้พักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม ไม่ต้องไปเข้าเวรที่ไหน ให้คอยอยู่เฝ้าภรรยาของคุณที่บ้านอย่างเดียวเลย”
“คุณมีความเห็นว่ายังไง?”
ผู้บังคับบัญชาพูดคุยกับลู่ฉางเจิงด้วยน้ำเสียงที่เป็นกันเองราวกับกำลังปรึกษาหารือ
แน่นอนว่าชายชาติทหารอย่างลู่ฉางเจิงย่อมไม่มีทางเอาเรื่องส่วนตัวอย่างการแต่งงานมาเป็นข้ออ้างในการปฏิเสธภารกิจเพื่อชาติ
เมื่อมีคำสั่งลงมา เขาก็พร้อมจะไปปฏิบัติหน้าที่
แต่ในเมื่อหัวหน้ายื่นข้อเสนอเรื่องวันหยุดมาให้ถึงที่ หากไม่รับไว้ก็คงจะน่าเสียดายแย่
เขาจึงตอบรับสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ตกลงครับ ขอบคุณครับท่านผู้บัญชาการ”
เจียงถังใช้เวลาทั้งวันหมกตัวอยู่ในขุมทรัพย์ทางปัญญาแห่งนี้ จนกระทั่งจางหงอิงเลิกงานและเดินเข้ามาตาม เธอถึงได้รู้สึกตัวและเงยหน้าขึ้นจากหน้ากระดาษ
“เป็นยังไงบ้างจ๊ะ สนุกไหม?”
จางหงอิงเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มเอ็นดู
เธอคิดว่าเจียงถังคงจะเบื่อและกลับไปตั้งแต่เที่ยงแล้ว ใครจะไปคาดคิดว่าแม่สาวน้อยคนนี้จะนั่งอ่านยาวมาจนถึงโรงเรียนเลิกตอนเย็น
จางหงอิงมั่นใจเลยว่า ถ้าเธอไม่เดินเข้ามาตาม เจียงถังคงจะนั่งอ่านต่อไปเรื่อยๆ จนมืดค่ำแน่ๆ
“จะปิดประตูแล้วเหรอคะ?”
เจียงถังถามกลับด้วยดวงตาที่เป็นประกายระยิบระยับ
จางหงอิงหัวเราะเบาๆ พลางฉุดมือหญิงสาวให้ลุกขึ้น สายตาของเธอกวาดมองกองหนังสือที่วางเรียงรายอยู่ข้างตัวเจียงถัง “วันนี้อ่านไปได้กี่เล่มกันล่ะเนี่ยเรา”
“อ่านไป 30 เล่มค่ะ”
เจียงถังตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจัง
คำตอบนั้นทำเอาจางหงอิงสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ นึกไม่ถึงว่าเวลาเพียงวันเดียว เจียงถังจะผ่านตาหนังสือไปมากมายขนาดนี้
แต่ด้วยความที่เธอไม่ล่วงรู้ถึงความสามารถพิเศษของเจียงถังที่มีความจำดีเลิศ เธอก็เลยเข้าใจไปเองว่า เจียงถังคงแค่เปิดดูผ่านๆ แล้วเลือกเล่มที่ชอบออกมาจากกองหนังสือ 30 เล่มนั้น
สิ่งที่จางหงอิงคาดไม่ถึงก็คือ เจียงถังได้อ่านหนังสือทั้ง 30 เล่มนั้นจนจบครบถ้วน และสามารถจดจำเนื้อหาทุกตัวอักษรในแต่ละเล่มได้อย่างแม่นยำ
“พี่สะใภ้คะ ฉันขอยืมเล่มนี้กลับไปอ่านที่บ้านได้ไหม?”
เจียงถังหยิบหนังสือภูมิศาสตร์ขึ้นมาเล่มหนึ่ง แล้วหันไปขออนุญาตจางหงอิง
จางหงอิงจึงพาเธอไปดำเนินการยืมหนังสือตามระเบียบ
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย เจียงถังก็กอดหนังสือแนบอกเดินเคียงคู่จางหงอิงออกจากรั้วโรงเรียน มุ่งหน้ากลับสู่บ้านพัก
เมื่อมาถึงหน้าประตูบ้านพักสวัสดิการทหาร ก็ประจวบเหมาะเจอกับลู่ฉางเจิงที่เพิ่งเลิกงานกลับมาพอดี ชายหนุ่มเห็นว่าว่าที่ภรรยาอยู่กับจางหงอิง จึงยิ้มทักทายภรรยาของผู้บังคับบัญชาตามมารยาท
สายตาคมกริบของเขาเหลือบไปเห็นหนังสือในอ้อมแขนของเจียงถัง เขาจึงยื่นมือออกไปรับมาถือให้อย่างเป็นธรรมชาติราวกับทำมาเป็นร้อยครั้ง
“วันนี้ไปอ่านหนังสือมาเหรอครับ?”
“อื้ม ฉันอ่านมาทั้งวันเลยนะ อ่านไปตั้ง 30 เล่มแน่ะ” เจียงถังฉีกยิ้มกว้างจนตาหยี ขยับตัวเข้าไปเกาะแขนเสื้อเครื่องแบบของลู่ฉางเจิงไว้อย่างออดอ้อน
เวลาอยู่ต่อหน้าจางหงอิง เจียงถังวางตัวเป็นเด็กดีมีสัมมาคารวะ
แต่พออยู่ต่อหน้าลู่ฉางเจิง สัญชาตญาณความสนิทสนมและไว้วางใจกลับแสดงออกมาโดยที่เจ้าตัวก็ไม่รู้ตัว
ลู่ฉางเจิงเองก็เข้าใจในสิ่งที่เธอสื่อสาร
ใบหน้าหล่อเหลาระบายยิ้มอ่อนโยน เอ่ยปากชมเชยเธอว่าเก่งมาก
“มัวแต่อ่านหนังสือเพลิน ฉันยังไม่ได้กินข้าวเลย หิวจะแย่แล้ว”
เจียงถังลูบท้องตัวเองป้อยๆ ช้อนตามองชายหนุ่มร่างสูงข้างกายด้วยสายตาละห้อยน่าสงสาร
ลู่ฉางเจิงเห็นท่าทางออดอ้อนแบบนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าก็ยิ่งฉายแววตามใจจนปิดไม่มิด “โอเคครับ งั้นเดี๋ยวรีบกลับไปทำกับข้าวอร่อยๆ ให้กินนะ”
“ตกลงค่ะ”
ภาพของคนสองคนที่กำลังจะกลายเป็นสามีภรรยากัน หยอกล้อพูดคุยกันอย่างเป็นธรรมชาติ ดูหวานชื่นรื่นรมย์ยิ่งกว่าคู่แต่งงานเก่าแก่เสียอีก บรรยากาศสีชมพูที่แผ่ออกมาทำให้ผู้คนในบ้านพักสวัสดิการที่เห็นเหตุการณ์ต่างพากันอิจฉาตาร้อนผ่าว
โดยเฉพาะกลุ่มคนที่หมายมั่นปั้นมืออยากจะดันลูกหลานญาติพี่น้องของตัวเองให้มาดองกับลู่ฉางเจิง ยิ่งรู้สึกขัดหูขัดตากับภาพตรงหน้าจนแทบทนไม่ไหว
นั่นไงล่ะ มีคนทนไม่ไหวจนต้องเดินปรี่เข้ามาเพื่อจะหาเรื่องใส่ไฟลู่ฉางเจิงจนได้
“ผู้พันลู่ ผู้พันลู่คะ! คุณรอก่อน รอเดี๋ยวก่อนสิคะ!”
[จบบท]