บทที่ 129: ผู้อาวุโสไร้คุณธรรม ไม่จำเป็นต้องเคารพ
สำหรับลู่ฉางเจิงแล้ว ต่อให้สหายหญิงคนอื่นจะมีความสามารถหรือหน้าตาสะสวยปานนางฟ้ามาจากไหน แต่ในความรู้สึกของเขา คนเหล่านั้นเทียบไม่ได้เลยแม้แต่ปลายเส้นผมของเจียงถัง
จังหวะที่ไต้ยซวงผู้มีศักดิ์เป็นป้าสะใภ้พาไต้ยหมิงน่าเดินเข้ามาในห้องรับแขก พวกเขาก็ได้ยินลู่ฉางเจิงกำลังเอ่ยปากชมเชยภรรยาของตัวเองอยู่พอดี
ไต้ยซวงปรายตามองเจียงถังแวบหนึ่งด้วยสายตาที่อ่านยาก
ฝ่ายไต้ยหมิงน่าที่ได้ยินคำชมนั้นก็รู้สึกคัดค้านในใจจนทนไม่ไหว จึงเอ่ยแทรกขึ้นมาทันที “หาตัวจับยากในโลกหล้าเชียวหรือคะ? สหายลู่ฉางเจิง คุณพูดเกินความจริงไปหน่อยหรือเปล่า”
ในสายตาของไต้ยหมิงน่า ผู้หญิงแซ่เจียงคนนี้ก็เป็นเพียงเด็กกำพร้าที่เติบโตมาในเมืองชนบทห่างไกล แถมยังเป็นที่รังเกียจของพี่ชายและพี่สะใภ้ตัวเองเสียด้วยซ้ำ
ส่วนเรื่องการศึกษาที่ว่าจบชั้นมัธยมต้นมาได้ ก็ได้ยินมาว่าเป็นเพราะก่อนพ่อของหล่อนจะตาย ได้สั่งเสียกำชับเจียงต้าอู่ผู้เป็นพี่ชายไว้นักหนาว่าต้องส่งน้องสาวเรียนหนังสือ เจียงถังถึงมีโอกาสได้เรียน
คนที่มีพื้นเพแบบนี้ จะเอามาเปรียบเทียบกับเธอที่เรียนจบระดับมัธยมปลายได้อย่างไร มันเทียบกันไม่ได้ตั้งแต่ต้นแล้ว
ทันทีที่ลู่ฉางเจิงได้ยินเสียงของไต้ยหมิงน่า เปลือกตาของเขาก็ค่อยๆ ยกขึ้นอย่างเชื่องช้า ดวงตาคมกริบฉายแววเย็นชาตวาดมองไต้ยหมิงน่าแวบหนึ่ง ก่อนจะดึงสายตากลับมาสนใจเจียงถังที่นั่งอยู่ข้างกายต่อโดยไม่พูดอะไรสักคำ
ท่าทีเมินเฉยของเขาแสดงออกอย่างชัดเจนที่สุดว่า การมีตัวตนของไต้ยหมิงน่าในที่แห่งนี้ ไม่คุ้มค่าให้เขาต้องเสียเวลาปรายตามองแม้แต่หางตา
ไต้ยหมิงน่าที่เดิมทีก็รู้สึกริษยาอยู่แล้ว เมื่อโดนเมินใส่แบบนี้ ความโกรธในใจก็ยิ่งพุ่งสูงจนจุกอก
เธอหันขวับไปจ้องเจียงถังที่นั่งอยู่บนโซฟา เมื่อเห็นแอปเปิลผลแดงในมือของอีกฝ่าย ไต้ยหมิงน่าก็แสยะยิ้มเยาะเย้ยออกมาทันที
“สหายเจียงถังเพิ่งเคยได้กินแอปเปิลเป็นครั้งแรกสินะคะ นี่เป็นของดีหายากเชียวนะ ด้วยฐานะทางบ้านเดิมของสหายเจียงถัง คงไม่เคยแม้แต่จะได้ยินชื่อด้วยซ้ำใช่ไหมคะว่าแอปเปิลคืออะไร”
สิ้นเสียงที่เต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม บรรยากาศภายในห้องรับแขกก็ดิ่งวูบลงทันตาเห็น สีหน้าของทุกคนนอกจากเจียงถังต่างขรึมลงอย่างน่ากลัว
ลู่ฉางเจิงกำมือเจียงถังแน่น เขาขยับตัวเตรียมจะดึงเธอลุกเดินออกไปจากบ้านหลังนี้ทันทีโดยไม่ไว้หน้าใคร
แต่เจียงถังกลับส่ายหน้าเบาๆ เป็นเชิงห้ามเขาไว้
“สหายไต้ยหมิงน่า!”
เหอลี่หัวเองก็มีสีหน้าย่ำแย่ไม่แพ้ลูกชาย เธอกำลังจะเอ่ยปากตำหนิ แต่เหอลี่เย่ผู้เป็นน้องชายและเจ้าของบ้านก็ชิงตวาดขึ้นมาก่อนด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “หมิงน่า วันนี้เป็นการรวมตัวกินข้าวภายในครอบครัวของพวกเรา ลุงคงไม่สะดวกให้เธออยู่ต่อนะ เชิญกลับไปได้แล้ว”
ไต้ยหมิงน่าที่ถูกไล่เป็นครั้งที่สองเริ่มหน้าเสีย เธอทนแบกรับความอับอายไม่ไหวจึงหันขวับไปมองทางไต้ยซวงเพื่อขอความช่วยเหลือ
“คุณป้าคะ... หนูไม่ใช่คนตระกูลไต้ยเหรอคะ ทำไมลุงต้องไล่หนูด้วย”
เธอกลับเป็นฝ่ายตีหน้าเศร้าแสดงความน้อยเนื้อต่ำใจออกมาก่อน
ไต้ยซวงเองก็ไม่ได้เห็นด้วยกับคำพูดโผงผางของไต้ยหมิงน่าเมื่อครู่สักเท่าไหร่ แม้ในใจลึกๆ เธอจะคิดว่าสิ่งที่หลานสาวพูดเป็นความจริง เพราะด้วยฐานะทางบ้านเดิมอันยากจนของเจียงถัง ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะรู้จักผลไม้ราคาแพงอย่างแอปเปิล
แต่ความผิดพลาดร้ายแรงของไต้ยหมิงน่าก็คือ การพูดความจริงที่น่าอับอายนั้นออกมาต่อหน้าเหอลี่หัวและลู่ฉางเจิง
เมื่อเห็นสีหน้าโกรธจัดของสามีและสองแม่ลูกตระกูลลู่ ไต้ยซวงก็จำใจต้องเอ่ยปากช่วยไกล่เกลี่ยสถานการณ์อย่างเสียไม่ได้ “หมิงน่า เธอก็รู้อยู่แก่ใจว่าฐานะทางบ้านของหนูเสี่ยวเจียงไม่ค่อยดี แล้วทำไมถึงยังพูดจาจี้ใจดำแบบนี้ออกมาอีกล่ะ”
พูดจบ ไต้ยซวงก็หันไปส่งยิ้มแห้งๆ ให้ลู่ฉางเจิง “ต้องขอโทษด้วยนะจ๊ะฉางเจิง หมิงน่าถูกพ่อแม่ตามใจจนเสียนิสัย แกเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมาแบบนี้แหละ อย่าถือสาเลยนะ”
มุมปากของลู่ฉางเจิงยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชาที่ไปไม่ถึงดวงตา
หากไม่ใช่เพราะเจียงถังดึงมือเขาไว้ เขาจะไม่มีวันนั่งหายใจร่วมกับคนพวกนี้ต่ออีกแม้แต่วินาทีเดียว
“ไต้ยซวง!” เหอลี่เย่รู้สึกว่าคำแก้ตัวของภรรยาตัวเองนั้นฟังไม่ขึ้น การดูถูกเจียงถังต่อหน้าพี่สาวและหลานชายของเขาแบบนี้ มันเป็นการรังแกและไม่ให้เกียรติกันเกินไป
“ดูท่าวันนี้คงกินข้าวกันไม่ลงแล้วล่ะ เจียงถัง ฉางเจิง พวกเรากลับกันเถอะ” เหอลี่หัวเองก็กลืนความโกรธนี้ไม่ลง เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเตรียมจะกลับทันที
ลู่ฉางเจิงหันกลับมามองภรรยาตัวน้อยของเขา
เจียงถังกัดแอปเปิลคำสุดท้ายเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ จนหมด จากนั้นก็โยนแกนแอปเปิลทิ้งลงในถังขยะข้างๆ อย่างแม่นยำ
เธอค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า ส่งรอยยิ้มตาหยีอันสดใสไปให้ไต้ยหมิงน่า
“ที่คุณพูดจาแบบนี้ออกมา มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นคนไม่มีการศึกษาอบรม หนังสือหนังหาก็คงไม่ได้ตั้งใจเรียน ถึงไม่รู้ว่าในหนังสือเขาสอนไว้ว่า เวลาตีคนห้ามตบหน้า เวลาด่าคนห้ามประจานปมด้อย แต่นี่ยังมายืนยิ้มระรื่น ภูมิใจในความโง่เขลาเบาปัญญาของตัวเอง หารู้ไม่ว่ามารยาทของคุณมันร่วงหล่นเกลื่อนพื้น พ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ของคุณคงต้องอับอายขายขี้หน้า ที่มีลูกหลานไร้มารยาทสมบัติผู้ดีแบบคุณ”
คำพูดที่ดูเหมือนซื่อๆ แต่เจ็บแสบไปถึงทรวงของเจียงถัง จี้โดนจุดตายของไต้ยหมิงน่าเข้าอย่างจัง
“นี่แกพูดว่าอะไรนะ!”
หญิงสาวโกรธจนหน้าแดงก่ำ “แกมันก็แค่คนบ้านนอกไม่รู้ประสีประสา เป็นเด็กกำพร้าพ่อแม่ตาย แกมีสิทธิ์อะไรมาสั่งสอนฉัน!”
“อ้าว ก็แล้วคนหน้าตาน่าเกลียดกว่าฉัน พูดจาก็หยาบคาย แถมสมองยังดูไม่ค่อยฉลาดแบบคุณ มีสิทธิ์อะไรมาพูดจากระแนะกระแหนฉันล่ะ คิดจะมาแย่งชิงลู่ฉางเจิงไปจากฉันงั้นเหรอ”
เจียงถังทำสีหน้าจริงจัง ดวงตากลมโตใสซื่อไร้สิ่งเจือปนจ้องมองอีกฝ่าย “หรือแค่เพราะว่าป้าของคุณเป็นป้าสะใภ้ของลู่ฉางเจิง คุณก็เลยคิดว่าตัวเองสูงส่งกว่าคนอื่นงั้นเหรอ”
“คุณเข้าใจผิดแล้วนะ ไม่ใช่ผู้อาวุโสทุกคนจะควรค่าแก่การเคารพหรอกนะ อายุเยอะแต่ไร้คุณธรรม ก็ไม่น่าเคารพหรอก”
ไต้ยหมิงน่าถึงกับยืนอึ้ง พูดไม่ออก
ประโยคยาวเหยียดที่เรียบเรียงมาอย่างดีพวกนี้ หลุดออกมาจากปากของยัยบ้านนอกที่ดูซื่อบื้อคนนี้จริงๆ หรือเนี่ย
แล้วเมื่อกี้หล่อนกำลังเยาะเย้ยเธอใช่ไหม และที่สำคัญ... กำลังด่าป้าของเธอด้วยใช่หรือเปล่า!
ไต้ยหมิงน่ากำลังจะฟ้องไต้ยซวง แต่ก็เห็นว่าไต้ยซวงหน้าถอดสี เดี๋ยวแดงเดี๋ยวซีด จ้องเขม็งไปที่เจียงถังด้วยความตกตะลึง
“สหายเจียงถัง เธอพูดแบบนี้หมายความว่ายังไง”
“หืม? คุณป้าสะใภ้ฟังไม่เข้าใจเหรอคะ” เจียงถังเกาหัวแกรกๆ ด้วยความสงสัย “ขอฉันนึกก่อนนะว่าในหนังสือเขาเขียนเปรียบเปรยว่ายังไงบ้าง”
“กาลเวลาหมุนเวียน หวังเพียงปัญญาและคุณธรรมจะเดินไปพร้อมกับอายุของท่าน?”
“หรือว่า... สิ่งที่ตกตะกอนตามกาลเวลาควรจะเป็นสติปัญญา ไม่ใช่ความดื้อรั้นและอคติ?”
“หรือจะเป็น... การไม่ให้เกียรติของท่าน ทำให้ข้าพเจ้ามองเห็นความตื้นเขินและใจแคบของท่าน?”
เจียงถังร่ายยาวออกมาสามความหมายรวดเดียว ให้ไต้ยซวงเลือกเอาเองว่าจะเอาประโยคไหนไปสวมใส่ตัวเอง หรือจะเหมาหมดเลยก็ไม่ว่ากัน
เพราะเธอรู้สึกว่าคำอธิบายทั้งสามข้อนี้ มันช่างเข้ากับนิสัยเนื้อแท้ของไต้ยซวงเสียเหลือเกิน
เมื่อพูดจบ เธอก็จูงมือลู่ฉางเจิง หันไปกล่าวลาเหอลี่เย่ที่นั่งหน้าดำคร่ำเครียดอยู่บนโซฟาด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
“ขอบคุณคุณลุงที่ชวนมานะคะ แต่วันนี้คงทานข้าวไม่ลงแล้ว พวกเราขอตัวกลับก่อนค่ะ”
“ลาก่อนค่ะคุณลุง”
หญิงสาวพูดจบ ก็ไม่ลืมหันไปบอกลาไต้ยซวงด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ลาก่อนค่ะคุณป้าสะใภ้”
สิ้นเสียง เธอก็ดึงมือลู่ฉางเจิงและพาเหอลี่หัวเดินเชิดหน้าออกจากบ้านตระกูลเหอไปทันที
พวกเขายังไม่ทันพ้นจากตัวบ้าน ก็ได้ยินเสียงดังเพล้งมาจากด้านหลัง เหมือนมีแจกันหรือถ้วยชามถูกปาลงพื้นจนแตกกระจาย
ตามมาด้วยเสียงตะโกนอย่างเกรี้ยวกราดสุดขีดของเหอลี่เย่ “ไสหัวไป!”
เจียงถังได้ยินเสียงนั้นก็อดไม่ได้ที่จะขยับตัวเข้าไปเบียดชิดกับลู่ฉางเจิงด้วยความตกใจ
“ไม่เป็นไรนะ”
ลู่ฉางเจิงบีบมือเธอแน่นเพื่อให้กำลังใจ “นั่นเป็นเรื่องของบ้านพวกเขา ไม่เกี่ยวกับเรา”
พูดจบเขาก็หันไปมองเหอลี่หัวที่สีหน้าไม่สู้ดีนัก “แม่ครับ ต่อไปผมกับเจียงถังคงไม่มาบ้านลุงอีกแล้วนะ”
เหอลี่หัวพยักหน้าเข้าใจดี เกิดเรื่องขึ้นขนาดนี้ สองบ้านคงยากที่จะไปมาหาสู่กันเหมือนเก่า
หรือจะพูดให้ถูกก็คือ เธอคงไม่สามารถมองไต้ยซวง น้องสะใภ้คนนี้เป็นคนในครอบครัวได้อีกต่อไป
ไต้ยซวงทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าวันนี้พวกเธอจะมา แต่ก็ยังจงใจให้หลานสาวตัวเองมาทำเรื่องน่ารังเกียจใส่พวกเขา นี่คือการไม่เห็นหัวและไม่นับญาติกันชัดๆ
ต่อให้เป็นพระอิฐพระปูนก็ยังต้องมีโมโห ไต้ยซวงขยำขยี้ความรู้สึกเธอขนาดนี้ ถ้าเธอยังทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็คงจะเสียใจต่อลูกชายและลูกสะใภ้แย่
“เจียงถัง แม่ขอโทษนะลูก ที่ทำให้หนูต้องมาเจอเรื่องแย่ๆ แบบนี้”
เหอลี่หัวเอ่ยขอโทษเจียงถังด้วยความรู้สึกผิด
เจียงถังส่ายหน้า บอกกับเหอลี่หัวว่าเธอไม่ได้รู้สึกแย่อะไร
เธอกลับรู้สึกเสียดายแทนเหอลี่หัวมากกว่าที่มีน้องสะใภ้แบบนี้
“แม่คะ แม่ไม่ต้องเสียใจนะ ป้าสะใภ้ไม่ดีกับแม่ แต่หนูกับลู่ฉางเจิงดีกับแม่ มีหนูกับลู่ฉางเจิงคอยปกป้องแม่ จะไม่มีใครมารังแกแม่ได้แน่นอน”
ต่อให้คนคนนั้นจะเป็นป้าสะใภ้ก็ทำไม่ได้
“จ้ะ จ้ะ เจียงถังของแม่เป็นเด็กดีจริงๆ”
เหอลี่หัวยิ้มออกมาทั้งน้ำตาด้วยความปลื้มใจ
ทั้งสามคนเพิ่งจะเดินมาถึงหน้าประตูเขตบ้านพัก เหอลี่เย่ก็รีบวิ่งกระหืดกระหอบตามออกมาจากด้านหลัง
[จบบท]