บทที่ 136: ร้องไห้ก็เปล่าประโยชน์ เตรียมตัวโดนตบซ้ำ
ผลการตัดสินโทษในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นหวังชุน หรือพรรคพวกของฉีฮุย ต่างก็ไม่มีใครยอมรับผลกรรมที่ตัวเองก่อไว้ได้ลงคอ
คณะกรรมการปฏิวัติได้ประกาศคำตัดสินออกมาเป็นที่สิ้นสุดแล้ว ต่อให้พวกเขาจะดิ้นพราดๆ อยู่บนพื้นด้วยความไม่พอใจ ก็เปลี่ยนแปลงความจริงไม่ได้อยู่ดี
เมื่อความจริงกระแทกหน้าว่ากำลังจะถูกเนรเทศไปใช้แรงงานหนักที่ฟาร์มในเขตทุรกันดารอย่างโกทูบี พวกเขาก็ต่างพากันแหกปากร้องตะโกนเรียกหาความเป็นธรรมกันจนคอแทบแตก
โดยเฉพาะหวังชุนที่แผดเสียงด่าทออยู่ภายในห้องคุมขังของฝ่ายติดอาวุธ ถ้อยคำผรุสวาทที่พ่นออกมานั้นหยาบคายต่ำตมจนยากจะทนฟังไหว
เจ้าหน้าที่ฝ่ายติดอาวุธที่เฝ้าอยู่ทนรำคาญไม่ไหว จึงเดินเข้าไปเตะสั่งสอนหล่อนไปหนึ่งที
หวังชุนที่เพิ่งจะพยุงตัวลุกขึ้นมาได้ พอโดนลูกเตะเข้าไปเต็มแรงก็ล้มกลิ้งลงไปกองกับพื้นอีกครั้ง คราวนี้หล่อนลงไปนอนดิ้นพราดๆ กอดขาตัวเองร้องครวญครางเหมือนหมูโดนเชือด
ปากก็ร้องโอดโอย แต่สมองยังสั่งการให้หันไปด่ากราดใส่สามีอย่างเจียงต้าอู่ ที่นั่งเงียบเป็นใบ้กินอยู่ข้างๆ
“เจียงต้าอู่! ไอ้ผัวเฮงซวย ไอ้คนไร้น้ำยา! ชาตินี้ฉันซวยจริงๆ ที่หลวมตัวมาแต่งงานกับแก เป็นลูกผู้ชายภาษาอะไร นอกจากจะไม่มีปัญญาเลี้ยงลูกเมียให้สุขสบายแล้ว ยังปล่อยให้น้องสาวเนรคุณคนนั้นมาแจ้งจับพวกเราจนหมดอนาคตอีก!”
“สวรรค์! ฉันไปทำเวรทำกรรมอะไรไว้นักหนา ถึงต้องมาตกนรกหมกไหม้อยู่กับครอบครัวตระกูลเจียงแบบพวกแก! ชีวิตฉันทำไมมันถึงได้บัดซบขนาดนี้!”
เสียงกรีดร้องโหยหวนของหวังชุนดังสะท้อนก้องไปทั่วห้องขัง จนแทบจะทะลุผนังออกมา
เจียงต้าอู่นั่งเหม่อลอยเหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่าง เขายังคงจมอยู่กับความผิดหวังที่เจียงถังปฏิเสธการเข้าเยี่ยมอย่างสิ้นเชิง แต่เมื่อถูกเสียงแหลมปรี๊ดของหวังชุนกรอกหูซ้ำๆ เส้นความอดทนเส้นสุดท้ายของเขาก็ขาดผึง
วินาทีต่อมา เจียงต้าอู่ก็ลุกพรวดพราดขึ้นมาราวกับสัตว์ป่า เขาพุ่งเข้าไปกระชากผมของหวังชุนอย่างแรง ก่อนจะระดมหมัดทุบตีภรรยาตัวเองอย่างบ้าคลั่ง
“ก็เพราะแกนั่นแหละนังตัวดี! นังผู้หญิงใจร้าย! ถ้าไม่ใช่เพราะแกยุแยงตะแคงรั่ว ถ้าไม่ใช่เพราะแกทำลายความสัมพันธ์ของฉันกับถังถัง น้องสาวฉันก็คงไม่ใจดำอำมหิตขนาดนี้ ถึงขนาดตัดพี่ตัดน้องกับฉันได้ลงคอ”
“ทั้งหมดเป็นเพราะแก! แกคนเดียวที่ทำให้ครอบครัวเราต้องพังพินาศ! เป็นเพราะแก!”
เจียงต้าอู่กำเส้นผมของหวังชุนไว้แน่นจนหนังศีรษะแทบหลุด หมัดลุ่นๆ กระหน่ำฟาดลงไปบนใบหน้าและลำตัวของหวังชุนไม่ยั้งมือ
จากเดิมที่หวังชุนแหกปากด่ากราด ตอนนี้เสียงด่าเปลี่ยนเป็นเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดทรมาน ในตอนแรกหล่อนยังพยายามตะเกียกตะกายต่อสู้ขัดขืน แลกหมัดกับเจียงต้าอู่อย่างไม่ยอมแพ้
แรงผู้หญิงหรือจะสู้แรงผู้ชายที่กำลังคลุ้มคลั่ง หวังชุนจะปากเก่งแค่ไหนก็ต้านทานพละกำลังของเจียงต้าอู่ไม่ไหว
เจียงต้าอู่ขึ้นคร่อมร่างภรรยาแล้วรัวหมัดใส่ด้วยความอัดอั้นตันใจ ความโกรธแค้นทำให้เขาลงมือหนักหน่วงกว่าทุกครั้ง
จนในที่สุด หวังชุนก็หมดทางสู้ ได้แต่ยกมือไหว้ปลกๆ ร้องไห้ขอชีวิต!
“ฉันผิดไปแล้ว... ต้าอู่... ฮือๆ ฉันผิดไปแล้ว พอเถอะ อย่าตีฉันเลย ถ้าตีอีกฉันจะตายคาตีนแกแล้วนะ ต้าอู่...”
เจ้าหน้าที่ฝ่ายติดอาวุธที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ด้านนอกมองดูเหตุการณ์ผัวเมียละเลงเลือดด้วยสายตาเย็นชา พวกเขายังไม่คิดจะเข้าไปห้ามทัพ ปล่อยให้ทั้งคู่กัดกันเองไปสักพัก
รอจนเห็นว่าหวังชุนน่วมได้ที่แล้ว พวกเขาถึงได้เปิดประตูเข้าไปลากตัวเจียงต้าอู่ออกมาจากร่างที่สะบักสะบอมของหวังชุน
สหายลู่ฉางเจิงกำชับมาเป็นพิเศษว่าอย่าเพิ่งให้หวังชุนตายง่ายๆ ผู้หญิงคนนี้สร้างกรรมไว้เยอะ ต้องเก็บชีวิตเน่าๆ ของหล่อนไว้ชดใช้กรรมในระยะยาว!
ตอนที่เจ้าหน้าที่ลากตัวเจียงต้าอู่ออกมา สภาพของหวังชุนดูไม่ได้เลย ใบหน้าบวมปูดเขียวช้ำ เลือดกบปาก นอนขดตัวสั่นงันงกอยู่ที่มุมห้องด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
สองมือที่สั่นเทากุมศีรษะตัวเองไว้แน่น ปากก็พร่ำเพ้อไม่หยุด “ต้าอู่... ฉันผิดไปแล้ว... อย่าทำฉัน...”
เจ้าหน้าที่ฝ่ายติดอาวุธมองสภาพนั้นแล้วหันมาสบตากัน ก่อนจะตะคอกใส่เจียงต้าอู่เสียงดัง
“แกจะเอาให้ตายคามือเลยหรือไง! ถ้าตีจนตาย แกนั่นแหละที่จะโดนยิงเป้า! ถึงตอนนั้นอย่าหวังจะได้ไปดัดสันดานที่โกทูบีเลย แม้แต่แสงตะวันของวันพรุ่งนี้แกก็จะไม่มีโอกาสได้เห็น!”
พูดจบพวกเขาก็ลากตัวเจียงต้าอู่ไปขังแยกไว้อีกห้องหนึ่ง ตัดขาดจากโลกภายนอก
ปล่อยให้หวังชุนนอนตัวสั่นเป็นลูกนกตกน้ำอยู่ที่มุมห้องต่อไป จะเป็นจะตายยังไง ก็แล้วแต่เวรกรรมจะจัดสรร
หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ได้หาโอกาสรายงานเรื่องราวการวิวาทของเจียงต้าอู่ให้ลู่ฉางเจิงรับทราบ
และจนถึงนาทีสุดท้ายก่อนที่จะถูกต้อนขึ้นรถไปฟาร์มโกทูบี เจียงต้าอู่ก็ยังคงเพ้อฝันว่าจะได้เจอหน้าเจียงถังเป็นครั้งสุดท้าย โดยอ้างว่ามี ‘ความในใจ’ จะบอกกับน้องสาว
แต่ไม่ว่าจะเป็นเจียงถัง หรือลู่ฉางเจิง ต่างก็เมินเฉยต่อคำขอนั้นอย่างสิ้นเชิง
สำหรับผู้ชายที่เห็นแก่ตัวจนเข้ากระดูกดำอย่างเจียงต้าอู่ พวกเขาไม่มีเวลาแม้แต่วินาทีเดียวที่จะไปฟังคำแก้ตัวน้ำเน่าของเขาอีกต่อไป
ในขณะที่ขบวนรถนักโทษกำลังมุ่งหน้าสู่ความเวิ้งว้างของทะเลทราย เจียงถังกำลังเดินไปส่งแม่สามีอย่างเหอลี่หัวที่ที่ทำงานด้วยความสบายใจ
“ถังถัง ถ้าหนูอยู่บ้านคนเดียวแล้วเหงา ก็แวะไปหาเหอเหวินจิ้งคุยเล่นแก้เซ็งได้นะลูก”
เหอลี่หัวต้องเข้างานแล้ว จะให้ลูกสะใภ้มารอแกร่วอยู่ที่นี่ก็เกรงใจ แถมยังกลัวเจียงถังจะเบื่อ จึงแนะนำให้ไปหาหลานสาวอย่างเหอเหวินจิ้ง
พอพูดถึงเรื่องนี้ คนเป็นแม่อย่างเหอลี่หัวก็อดถอนหายใจไม่ได้
ลูกชายตัวดีอุตส่าห์ลางานกลับมาพักผ่อนแท้ๆ แต่ดันทำตัวยุ่งเหมือนนายกรัฐมนตรี มีธุระปะปังให้สะสางทุกวัน ปล่อยให้เมียเด็กต้องเฝ้าบ้านคนเดียว
ไม่รู้ว่าวันๆ มัวแต่ไปวิ่งวุ่นทำเรื่องสำคัญอะไรนักหนา
ตอนอยู่ในค่ายทหาร ไม่มีเวลาให้ลูกเมียก็น่าเห็นใจอยู่หรอก แต่นี่กลับมาบ้านแล้วแท้ๆ ก็ยังบ้างานไม่เลิก
ถึงแม้เจียงถังจะเป็นเด็กดี ว่านอนสอนง่าย ไม่เคยปริปากบ่นสักคำ แต่เหอลี่หัวในฐานะแม่ผัว กลับรู้สึกน้อยใจแทนลูกสะใภ้จนแทบทนไม่ไหว
จะมีแม่ผัวบ้านไหนเป็นเหมือนเหอลี่หัวบ้างไหมนะ
ก็เพราะรักและเอ็นดูเจียงถังเหมือนลูกสาวในไส้ ถึงได้ห่วงความรู้สึกกันขนาดนี้!
เจียงถังพยักหน้ายิ้มรับอย่างน่ารัก “คุณแม่ตั้งใจทำงานเถอะค่ะ ไม่ต้องห่วงหนูหรอก หนูดูแลตัวเองได้”
“จ้ะๆ งั้นขากลับก็เดินระวังรถระวังราด้วยนะ”
“รับทราบค่ะคุณแม่”
เจียงถังโบกมือลาแม่สามี แล้วเดินออกมาจากสำนักงาน เธอเดินทอดน่องมาจนถึงสะพานหิน บรรยากาศกำลังสงบดีๆ จู่ๆ ก็มีเด็กโข่งกลุ่มหนึ่งกระโดดออกมาขวางทางเอาไว้
ทันใดนั้น ก้อนดินแข็งๆ ก้อนหนึ่งก็พุ่งแหวกอากาศตรงมาที่เธอ
“นังตัวซวย! นังตัวกาลกิณี! ฉันจะตีแกให้ตาย! เอาให้ตายไปเลย!”
เจียงถังยังไม่ทันจะได้ตัดสินใจว่าจะใช้มือปัดก้อนดินกลับไป หรือจะเบี่ยงตัวหลบแบบเท่ๆ จู่ๆ ก็มีเงาร่างหนึ่งพุ่งพรวดออกมาจากข้างทาง เข้ามารับก้อนดินก้อนนั้นแทนเธอเต็มๆ
ตุ้บ!
เสียงก้อนดินกระแทกเข้ากับเนื้อดังทึบๆ ตามมาด้วยเสียงสูดปากด้วยความเจ็บปวดของ ‘ฮีโร่จำเป็น’
เจียงถังมองดูคนตรงหน้าด้วยสายตาเคลือบแคลงสงสัย
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมา ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อไคล แต่ก็ยังพยายามฝืนยิ้มออกมาให้ดูดีที่สุด “สหายเจียงถัง คุณไม่บาดเจ็บตรงไหนใช่ไหมครับ?”
เจียงถังส่ายหน้าช้าๆ คิ้วสวยขมวดเข้าหากัน สมองเริ่มประมวลผลอย่างรวดเร็วว่าผู้ชายคนนี้โผล่ออกมาเล่นละครฉากนี้เพื่อจุดประสงค์อะไร
“ไม่เป็นไรก็ดีแล้วครับ... เฮ้อ โล่งอกไปที” ซ่งอวี๋ไป๋แสร้งทำเป็นถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะหันขวับไปมองกลุ่มเด็กเกเรที่ปาก้อนดินใส่ด้วยสายตาดุดัน
“พวกเธอเป็นเด็กนิสัยเสียมาจากไหน! อยู่ดีๆ ทำไมถึงรังแกผู้หญิงแบบนี้?”
กลุ่มเด็กแสบเองก็ตกใจจนหน้าเหวอ นึกไม่ถึงว่าจู่ๆ จะมีหมอหน้าหล่ออย่างซ่งอวี๋ไป๋โผล่มาขวางทางปืน พวกเขามองหน้ากันเลิ่กลั่ก ทำตัวไม่ถูก สุดท้ายทุกสายตาก็พุ่งไปที่หัวหน้าแก๊ง
เด็กอ้วนจอมเกเรวัยสิบสามสิบสี่ปี ยืนกำหมัดแน่น จ้องมองเจียงถังด้วยความเคียดแค้นชิงชัง ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
พออ้าปากพูด ถ้อยคำที่พ่นออกมาก็มีแต่คำด่าทอที่หยาบคายเกินวัย
“เจียงถัง! นังแพศยา! นังตัวซวย! แกมันตัวกาลกิณี แกทำลายครอบครัวฉัน เอาพ่อกับแม่ฉันคืนมานะ! แก...”
ยังไม่ทันที่เจ้าอ้วน ‘เจียงจินตั้น’ จะได้พ่นคำผรุสวาทจนจบประโยค จากที่ยืนปักหลักอย่างมั่นคง จู่ๆ ร่างอวบอัดของเขาก็ลอยละลิ่วขึ้นจากพื้นราวกับว่าวสายป่านขาด เพราะถูกมือปริศนาจับโยนลงไปในคูน้ำเน่าข้างทาง
ตูม!
เหตุการณ์เกิดขึ้นรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ เจียงจินตั้นยังไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น ร่างของเขาก็ลงไปนั่งแช่โคลนในคูน้ำจนเปียกมะลอกมะแลกไปหมดแล้ว
“ปากเหม็นเน่าขนาดนี้ ลงไปล้างปากในน้ำเน่าหน่อยเถอะ เผื่อจะสะอาดขึ้น”
เจียงถังผู้ลงมือโยนคนลงน้ำ ยืนปัดไม้ปัดมืออยู่บนสะพานด้วยท่าทางสบายๆ เธอมองลงไปที่เจียงจินตั้นซึ่งกำลังตะเกียกตะกายสำลักน้ำโสโครกด้วยสายตาเหยียดหยาม
บรรดาลิ่วล้อที่เจียงจินตั้นพามาด้วยต่างยืนตัวแข็งทื่อ...
ไม่มีใครเคยบอกพวกเขามาก่อนเลยว่า นังปีศาจจิ้งจอกเจียงถังคนนี้จะมีพละกำลังมหาศาลขนาดนี้!
ส่วนซ่งอวี๋ไป๋ที่ลงทุน ‘เจ็บตัวเพื่อซื้อใจ’ แอบหรี่ตาลงเล็กน้อย แววตาภายใต้กรอบแว่นแฝงไปด้วยความประหลาดใจระคนสนุกสนาน
คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างเจียงถังจะซ่อนเขี้ยวเล็บไว้ขนาดนี้
แบบนี้สิ... เกมนี้ถึงจะน่าสนุกขึ้นมาหน่อย
ทางด้านเจียงจินตั้นที่ถูกจับโยนลงน้ำ สำลักน้ำเน่าเข้าไปเต็มปอดสองอึกใหญ่ก่อนจะตั้งสติได้ เขารีบตะกายลุกขึ้นยืนกลางคูน้ำด้วยความอับอายขายขี้หน้า
มือป้อมๆ ปาดน้ำโคลนออกจากใบหน้า อ้าปากเตรียมจะด่ากราดชุดใหญ่
“ถ้าแกกล้าพ่นคำหยาบออกมาอีกแม้แต่คำเดียว ฉันจะไม่เกรงใจแล้วนะ”
น้ำเสียงของเจียงถังเย็นยะเยือกจนคนฟังขนลุก
“และถึงตอนนั้น ต่อให้แกร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือด ก็ไม่มีประโยชน์ ฉันก็จะลากแกขึ้นมาตบปากอยู่ดี!”
[จบบท]