บทที่ 139: ความรักที่ส่งผ่านสายโทรศัพท์
สำหรับเฉิงกั๋วหย่วนแล้ว เรื่องนี้มันเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการได้ เขาไม่เคยกล้าแม้แต่จะฝันว่าหญิงสาวอย่างเหอเหวินจิ้งจะเป็นฝ่ายโทรศัพท์มาหาเขาก่อน ดังนั้นวินาทีที่ได้ยินคนข้างในห้องสื่อสารตะโกนเรียกชื่อตัวเอง สมองของเขาจึงสั่งการให้คาดเดาไปว่าเป็นคนอื่นเสียมากกว่าที่จะเป็นเธอ
แม้แต่พนักงานรับโทรศัพท์อย่างสหายเสี่ยวชุ่ยเองก็นึกไม่ถึงว่าเฉิงกั๋วหย่วนจะบังเอิญอยู่ที่นี่พอดี เขาบอกให้ปลายสายอย่างเหอเหวินจิ้งรอสักครู่ ก่อนจะหันไปกวักมือเรียกเฉิงกั๋วหย่วนให้เข้ามา
“ผู้กองเฉิง มีโทรศัพท์มาครับ”
“ใครโทรมาเหรอ?”
เฉิงกั๋วหย่วนเดินตรงเข้าไปรับโทรศัพท์ พลางเอ่ยถามเสี่ยวชุ่ยด้วยความสงสัย
เสี่ยวชุ่ยส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะกระซิบตอบเสียงค่อย “สหายผู้หญิงครับ”
“แม่ฉันเหรอ?”
ปฏิกิริยาแรกของเฉิงกั๋วหย่วนคือความสงสัย เขาแนบหูโทรศัพท์แล้วกรอกเสียงลงไปทันที “แม่ครับ?”
เหอเหวินจิ้งที่อยู่ปลายสาย “???”
เสี่ยวชุ่ยที่ยืนอยู่ข้างๆ “???”
เดี๋ยวนะ... ไม่มีใครบอกผู้กองเฉิงหรือไงว่าสหายผู้หญิงที่โทรมา ไม่จำเป็นต้องเป็นแม่เสมอไป? อาจจะเป็นหญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกันก็ได้ไม่ใช่หรือ?
หรือว่าเสียงแม่ของผู้กองเฉิงจะยังสาวและสดใสเหมือนเด็กวัยรุ่น?
เสี่ยวชุ่ยได้แต่ยืนทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก
ทางด้านเหอเหวินจิ้งที่ถือสายรออยู่ก็ไม่ได้มีอาการดีไปกว่ากันเท่าไหร่นัก
หญิงสาวกะพริบตาปริบๆ พยายามสูดหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ ไม่ให้เผลอหลุดขำพรวดออกมาเสียก่อน
“เอ่อ... สหายเฉิงกั๋วหย่วนคะ”
น้ำเสียงหวานใสกระจ่างของผู้หญิงที่ไม่คุ้นหู ทำให้เฉิงกั๋วหย่วนตระหนักได้ในทันทีว่าบุคคลปลายสายไม่ใช่แม่ผู้ให้กำเนิดของเขา
เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตัวเองเพิ่งจะโพล่งเรียกสาวแปลกหน้าว่าแม่ไปหยกๆ ใบหน้าของเขาก็ร้อนผ่าวด้วยความอับอาย
“เอ่อ... สหายครับ ขอโทษทีครับ ผมนึกว่าเป็นแม่ผมน่ะครับ” เขาชะงักไปครู่หนึ่งเพื่อรวบรวมสติ ก่อนจะเอ่ยถามถึงตัวตนของอีกฝ่าย “แล้วไม่ทราบว่าคุณคือ...”
เขาอยากรู้ว่าเธอคือใคร และมีธุระด่วนอะไรถึงได้โทรหาเขา
“ฉันชื่อเหอเหวินจิ้งค่ะ”
เหอเหวินจิ้งแนะนำตัวอย่างชัดเจน “คนที่พี่ชายฉันพูดถึงว่าจะแนะนำให้เป็นคู่สร้างคู่สมของคุณไงคะ”
“พี่ชายคุณ?”
เฉิงกั๋วหย่วนทวนคำอย่างงุนงง ก่อนที่สมองจะประมวลผลเสร็จสิ้นในวินาทีถัดมา “คู่สร้างคู่สม?!!!”
ระดับเสียงของเขาพุ่งสูงขึ้นจนเกือบจะเป็นการตะโกน ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ทุกคนที่กำลังใช้โทรศัพท์อยู่ในห้องสื่อสารต่างพากันหันขวับมามองเขาเป็นตาเดียว
ทว่าเวลานี้เฉิงกั๋วหย่วนไม่มีกะจิตกะใจจะไปสนใจสายตาใครหน้าไหนทั้งนั้น เขากำกระบอกโทรศัพท์ในมือแน่นจนข้อตนิ้วซีดขาว มือไม้สั่นเทาด้วยความตื่นเต้น
หัวใจในอกเต้นรัวแรงราวกับกลองศึก
“เอ่อ... คุณคือ... คุณคือคนที่รองลู่แนะนำให้ผมเหรอครับ? รองลู่... รองลู่เขา... เขาเป็นพี่ชายคุณเหรอครับ?”
จากคนที่เคยพูดจาฉะฉานคล่องแคล่ว ตอนนี้เฉิงกั๋วหย่วนกลับกลายเป็นคนติดอ่าง พูดตะกุกตะกักเรียบเรียงประโยคแทบไม่ถูก
ปฏิกิริยาอันแสนซื่อตรงนี้ทำให้เหอเหวินจิ้งอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเบาๆ
เดิมทีเธอยังมีความขัดเขินอยู่บ้าง แต่พอได้ยินน้ำเสียงตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูกของฝ่ายชาย รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า ความตึงเครียดผ่อนคลายลงไปโข
“ใช่ค่ะ เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องของฉันเอง”
“ฉันได้ยินพี่ชายกับพี่สะใภ้บอกว่า คุณขอให้พวกเขาช่วยแนะนำคนรักให้ พอดีฉันเองก็ถึงวัยที่สมควรแต่งงานแล้ว...”
เหอเหวินจิ้งสูดหายใจเข้าลึกๆ เธอไม่ใช่คนชอบอ้อมค้อมหรือบิดตัวไปมาด้วยความเอียงอาย เธอจึงตัดสินใจบอกเล่าเจตนาและสถานการณ์ของตัวเองให้เฉิงกั๋วหย่วนฟังรวดเดียวจบ
ความหมายของเธอนั้นชัดเจนแจ่มแจ้ง ก็คือเธอยินดีและเต็มใจที่จะลองศึกษาดูใจกับเฉิงกั๋วหย่วน
เฉิงกั๋วหย่วนถึงกับตะลึงงันไปเป็นคำรบสอง!
ที่แท้การหาเมียมันง่ายดายขนาดนี้เชียวหรือ?
แล้วทำไมที่ผ่านมาเขาถึงต้องครองตัวเป็นโสดมาตั้งยี่สิบหกปีด้วยเล่า? หรือเป็นเพราะก่อนหน้านี้เขาไม่เคยเอ่ยปากไหว้วานรองลู่กับพี่สะใภ้กันนะ?
“สหายเฉิงคะ? คุณยังฟังอยู่หรือเปล่า?”
เหอเหวินจิ้งพูดไปตั้งยืดยาว แต่กลับไม่ได้ยินเสียงตอบรับจากปลายสาย “หรือว่าฉันพูดตรงเกินไปจนคุณตกใจคะ?”
ในสมองของเฉิงกั๋วหย่วนตอนนี้ยุ่งเหยิงไปหมด เขายังคงจมดิ่งอยู่ในความปีติยินดีอย่างมหาศาลที่จู่ๆ ฟ้าก็ประทานคนรักมาให้ แถมเธอยังเป็นฝ่ายติดต่อมาหาเขาเองอีกต่างหาก เสียงเรียกจากโทรศัพท์ช่วยดึงสติเขากลับมาสู่โลกความเป็นจริง
เขารีบละล่ำละลักตอบกลับทันที “อยู่ครับ! ผมฟังอยู่ครับสหายเหวินจิ้ง คุณมีอะไรจะพูด เชิญบัญชามาได้เลยครับ”
“เอ่อ...”
ท่าทีนอบน้อมเกินเหตุของเฉิงกั๋วหย่วนทำเอาเหอเหวินจิ้งไปต่อไม่ถูก
นี่ตกลงเขาจะไม่คบกันแล้วหรือเปล่า? ทำไมจู่ๆ ถึงเปลี่ยนมาใช้คำพูดเป็นทางการและห่างเหินแบบนั้นล่ะ?
“สหายเฉิงคะ...”
เธอเพิ่งจะขยับปากพูด เสียงของเฉิงกั๋วหย่วนจากปลายสายก็สวนกลับมาแทบจะในวินาทีเดียวกัน “เอ่อ สหายเหวินจิ้งครับ ถ้ารองลู่หมดวันหยุดแล้ว คุณจะเดินทางมาที่ค่ายพร้อมกับเขากับพี่สะใภ้เลยไหมครับ?”
“เดี๋ยวผมจะรีบไปยื่นเรื่องขอบ้านพักครอบครัว แล้วเขียนรายงานขออนุมัติแต่งงานเดี๋ยวนี้เลยดีไหมครับ?”
“.....”
ตอนแรกนึกว่าเฉิงกั๋วหย่วนไม่อยากสานสัมพันธ์ ที่ไหนได้พ่อคุณดันคิดการณ์ไกลไปถึงขั้นเขียนรายงานแต่งงานเตรียมเรือนหอรอรักเสียแล้ว
เหอเหวินจิ้งรู้สึกว่าเฉิงกั๋วหย่วนคนนี้เป็นคนซื่อที่ตลกและน่ารักดีเหมือนกัน
“คุณยังไม่เคยเห็นแม้แต่รูปถ่ายของฉันเลยนะคะ คุณมั่นใจขนาดนั้นเลยเหรอว่าจะเขียนรายงานแต่งงานแล้วขอบ้านพัก? คุณไม่กลัวว่าตัวจริงฉันจะหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่เหรอคะ?”
“ไม่กลัวครับ”
เฉิงกั๋วหย่วนตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่นมั่นใจ
ส่วนที่มาของความมั่นใจนั้น ย่อมมาจากความเชื่อถือศรัทธาที่มีต่อลู่ฉางเจิงผู้บังคับบัญชาของเขานั่นเอง
ในจุดนี้เขากับเหอเหวินจิ้งมีความคิดที่เหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน!
เหอเหวินจิ้งเองก็เพราะเชื่อใจในตัวพี่ชายอย่างลู่ฉางเจิง เธอถึงได้ไม่ลังเลที่จะเปิดใจลองคบหากับเฉิงกั๋วหย่วน
และในวันนี้ หลังจากที่ได้รับจดหมายแนะนำตัวจากเฉิงกั๋วหย่วน ความตั้งใจที่จะสานสัมพันธ์ก็ยิ่งมั่นคงแข็งแรงขึ้น
“สหายเหวินจิ้ง คุณฟังอยู่ไหมครับ?” คราวนี้เป็นฝ่ายเฉิงกั๋วหย่วนที่ต้องถามย้ำบ้าง
เหอเหวินจิ้งตอบรับในลำคอเบาๆ “อืม”
“ฟังอยู่ค่ะ”
“คุณรอให้ฉันส่งจดหมายไปให้ถึงมือก่อน ถ้าได้รับแล้วค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจะเขียนรายงานแต่งงานหรือไม่นะคะ”
“คุณไม่คัดค้านเหรอครับ?”
“ฉันจะคัดค้านอะไรล่ะคะ?” เหอเหวินจิ้งย้อนถามกลั้วหัวเราะ “กังวลว่าคุณจะทำไม่ดีกับฉันเหรอ? คุณอย่าลืมสิคะว่าฉันยังมีพี่ชายเป็นถึงรองผู้พันอยู่ที่นั่น ถ้าคุณกล้ารังแกฉัน ฉันยังไม่ทันจะได้โกรธ พี่ชายกับพี่สะใภ้คงไม่ปล่อยคุณไว้แน่ๆ”
เหอเหวินจิ้งมีนิสัยต่างจากพ่อของเธอลิบลับ พ่อของเธอนั้นถึงแม้ชีวิตคู่จะย่ำแย่เพียงใด แต่ก็ยังยอมก้มหน้าอดทนใช้ชีวิตต่อไปอย่างน่าเวทนา
จนกระทั่งทนไม่ไหวแล้วจริงๆ ถึงได้เพิ่งจะมาคิดเรื่องหย่าร้าง
แต่สำหรับเธอ ถ้ามั่นใจว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนที่จะร่วมชีวิตกันได้ ก็ควรจะแยกย้ายทางใครทางมันให้เร็วที่สุด จะได้ไม่เสียเวลาชีวิตของทั้งสองฝ่ายในการไปเริ่มต้นใหม่
แน่นอนว่าเหอเหวินจิ้งรู้ดีว่าความคิดหัวสมัยใหม่แบบนี้อาจจะดูสุ่มเสี่ยงและอันตรายไปหน่อยในยุคนี้ ดังนั้นตอนนี้เลยยังไม่พูดออกมาจะดีกว่า
เอาเป็นว่าค่อยๆ ศึกษากันไป จากการได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับเฉิงกั๋วหย่วน และอ่านจดหมายแนะนำตัวของเขา เหอเหวินจิ้งรู้สึกพึงพอใจในตัวเขามากทีเดียว
หนุ่มสาวทั้งสองคุยกันต่ออีกพักใหญ่ จนกระทั่งเห็นว่าค่าโทรศัพท์เริ่มพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็เลยนัดแนะกันเรื่องเขียนจดหมายตอบโต้ จากนั้นจึงจำใจวางสายไป
เมื่อวางหูโทรศัพท์ลง เหอเหวินจิ้งก็เดินไปชำระเงินที่เคาน์เตอร์
สหายพนักงานที่เก็บเงินเงยหน้าขึ้นมาเห็นเธอก็เอ่ยแซวยิ้มๆ “สหายเหอหน้าแดงเป็นลูกตำลึงสุกเชียวนะคะ”
เหอเหวินจิ้งยกมือขึ้นแตะแก้มตัวเองโดยอัตโนมัติ “เหรอคะ? สงสัยจะร้อนน่ะค่ะ วันนี้อากาศร้อนจริงๆ นะคะเนี่ย!”
พนักงานไปรษณีย์ได้แต่ยิ้มแห้งๆ.....
เธอได้ยินเต็มสองหูว่าสหายเหอคุยโทรศัพท์หยอดคำหวานกับผู้ชาย แต่เจ้าตัวดันบอกว่าเป็นเพราะอากาศร้อน... เอาเถอะ จะแกล้งทำเป็นหูทวนลมไม่ได้ยินก็แล้วกัน
หลังจากรับเงินทอนเรียบร้อย เหอเหวินจิ้งก็รีบเดินจ้ำอ้าวออกจากที่ทำการไปรษณีย์ มุ่งหน้ากลับไปยังหอพักในบ้านพักข้าราชการตำรวจด้วยหัวใจที่พองโต
ตัดภาพมาทางฝั่งกองทัพ
หลังจากเฉิงกั๋วหย่วนวางหูโทรศัพท์ เขาก็ยังคงยืนนิ่งตกอยู่ในภวังค์ความสุข รู้สึกตัวเบาหวิวเหมือนลอยอยู่บนปุยเมฆ รอยยิ้มกว้างฉีกถึงใบหู
“ผู้กองเฉิง แฟนจะมาหาเหรอครับ?”
“ยินดีด้วยนะครับ ยินดีด้วย!”
แทบทุกคนที่มาต่อคิวใช้โทรศัพท์ ต่างรับรู้กันทั่วแล้วว่าเฉิงกั๋วหย่วนมีคนรักเป็นตัวเป็นตนแล้ว แถมฝ่ายหญิงยังจะเดินทางมาพร้อมกับรองลู่หลังจากหมดวันหยุดอีกด้วย
เฉิงกั๋วหย่วนหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี “ไว้แต่งงานเมื่อไหร่ พวกนายอย่าลืมมากินเหล้ามงคลนะ”
นี่ยังไม่ทันจะลงหลักปักฐานอะไรจริงจัง เขาก็เริ่ม ‘เชื้อเชิญแขกเหรื่อ’ ล่วงหน้าเสียแล้ว
ทุกคนในห้องต่างพากันหัวเราะครื้นเครง
สหายที่มีครอบครัวแล้ว ต่างก็ตบปากรับคำว่าจะมาร่วมงานแต่งของเฉิงกั๋วหย่วนอย่างแน่นอน
ส่วนพวกหนุ่มโสดที่ยังไม่มีใคร ก็อดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำในใจด้วยความอิจฉาว่า ตอนนี้พวกเขาจะไปขอให้รองลู่ช่วยแนะนำสาวๆ ให้บ้างจะยังทันไหมนะ?
แต่พอมาไตร่ตรองดูอีกที ความสัมพันธ์ของพวกเขากับรองลู่ก็ไม่ได้สนิทชิดเชื้อขนาดนั้น จะไปรบกวนเจ้านายก็เกรงใจแย่
สู้หันไปมองเพื่อนร่วมรบคนอื่นๆ ที่ได้ลาพักร้อนกลับบ้าน แล้วฝากฝังให้เพื่อนช่วยแนะนำสาวแถวบ้านให้จะเข้าท่ากว่า
จะว่าไป ก็มีคนหัวใสทำแบบนี้จริงๆ แถมบางคนยังประสบความสำเร็จได้ดิบได้ดีมีเมียสมใจเสียด้วย
และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ในกองทัพแห่งนี้ก็เลยเกิดธรรมเนียมปฏิบัติที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรขึ้นมา นั่นคือถ้ามีเพื่อนร่วมรบคนไหนได้ใบลาพักร้อนกลับบ้าน บรรดาหนุ่มโสดในหน่วยก็จะพากันไปรุมล้อมฝากฝังให้ช่วยหาแฟนกลับมาให้ที
ซึ่งต้นกำเนิดของธรรมเนียมสุดฮิตนี้ ก็มาจากการที่รองผู้พันลู่ได้แนะนำคู่รักที่แสนดีให้กับผู้กองเฉิงจนเป็นตำนานนั่นเอง
[จบบท]