บทที่ 152: ของฝากสุดประทับใจ
“ยางจะระเบิดแล้วค่ะ”
ท่ามกลางเสียงเครื่องยนต์ที่ดังกระหึ่ม จู่ๆ ประโยคหนึ่งก็โพล่งออกมาจากปากของเจียงถัง ทำเอาความเงียบสงบภายในรถจี๊ปแตกกระเจิง บรรยากาศแปรเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดในชั่วพริบตา
“พี่สะใภ้... เมื่อกี้พี่พูดว่าอะไรนะ”
เหอเหวินจิ้งที่กำลังเหม่อมองทิวทัศน์นอกหน้าต่างรีบหันขวับกลับมามองเจียงถังด้วยความตกใจ
ลู่ฉางเจิงผู้มีปฏิกิริยาว่องไว สั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดทันที “หวังอวี่ ชะลอรถแล้วจอดข้างทางเดี๋ยวนี้!”
พลขับหนุ่มนามว่าหวังอวี่รับคำสั่งเสียงดังฟังชัด เขาค่อยๆ ถอนเท้าออกจากคันเร่งแล้วแตะเบรกอย่างระมัดระวังตามสัญชาตญาณ
ปัง!
เสียงระเบิดกึกก้องดังสนั่นหวั่นไหว ตัวรถจี๊ปเอียงวูบเสียหลักจนน่าหวาดเสียว หวังอวี่กัดฟันแน่น สองมือเกร็งกำพวงมาลัยไว้สุดแรงเพื่อประคองรถไม่ให้สะบัดจนพลิกคว่ำ
เหอเหวินจิ้งหวีดร้องเบาๆ มือคว้าที่จับประตูรถไว้แน่นจนข้อนิ้วซีดขาว
แรงเหวี่ยงทำให้ร่างของเจียงถังที่นั่งอยู่ตรงกลางเซถลาไปซบกับอกแกร่งของลู่ฉางเจิง
“ถังถัง!”
ชายหนุ่มตวาดเรียกชื่อภรรยา พลางยกมือหนาขึ้นปกป้องศีรษะของเธอไว้แนบอก ป้องกันไม่ให้กระแทกกับสิ่งใด
โชคยังเข้าข้าง รถจี๊ปเอียงกระเท่เร่ไถลไปตามแรงส่งอีกระยะหนึ่ง ก่อนจะหยุดนิ่งสนิทที่ไหล่ทางได้อย่างปลอดภัย
ทันทีที่รถจอดสนิท ทุกคนต่างรีบเปิดประตูลงจากรถเพื่อสำรวจความเสียหายและความปลอดภัยของกันและกัน
“สหายเหอเหวินจิ้ง! คุณเจ็บตรงไหนไหมครับ”
เฉิงกั๋วหย่วนที่กระโจนลงจากรถเป็นคนแรก รีบวิ่งอ้อมมาดูอาการของหญิงสาวในดวงใจด้วยความเป็นห่วงจนออกนอกหน้า
“ฉัน... ฉันไม่เป็นไรค่ะ”
เหอเหวินจิ้งสูดหายใจลึกตั้งสติ ก่อนจะส่งยิ้มบางๆ ให้เขา แล้วหันไปมองพี่สะใภ้ที่นั่งยองๆ อยู่ข้างตัวรถ
เจียงถังกำลังจ้องมองยางรถยนต์เส้นที่ระเบิดจนมีควันดำลอยโขมง เธอก้มหน้าพิจารณามันอย่างจริงจังราวกับกำลังวิจัยสิ่งมหัศจรรย์
“พี่สะใภ้ พี่รู้ล่วงหน้าได้ยังไงคะว่ายางมันจะระเบิด” เหอเหวินจิ้งอดไม่ได้ที่จะถามด้วยความทึ่ง
เจียงถังเงยหน้าขึ้นทำท่าครุ่นคิด “ในหนังสือเคยเขียนบอกไว้ค่ะ เสียงของยางรถยนต์เวลาที่มันเสียดสีกับพื้นถนน ยางสภาพดีกับยางที่ใกล้จะระเบิด มันจะมีคลื่นเสียงที่แตกต่างกัน”
“ฟังจากเสียงเนี่ยนะ พี่สะใภ้หูทิพย์หรือเปล่าครับเนี่ย” เฉิงกั๋วหย่วนตาโต
ลู่ฉางเจิงเดินเข้ามายืนซ้อนหลังภรรยา พลางยืดอกอย่างภูมิใจ “พี่สะใภ้ของนายเป็นถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคระดับหัวกะทิของสถานีเครื่องจักรกลเชียวนะ คิดว่าคนธรรมดาจะเข้าไปทำงานในนั้นได้ง่ายๆ หรือไง”
คำตอบของลูกพี่ลูกน้องหนุ่มทำให้เหอเหวินจิ้งถึงกับอึ้ง พี่สะใภ้หน้าตาน่ารักดูไม่มีพิษมีภัยคนนี้ ที่แท้เป็นยอดฝีมือซ่อนคม
สภาพถนนหนทางในแถบนี้เต็มไปด้วยหลุมบ่อและหินกรวดคมกริบ รถที่วิ่งผ่านเส้นทางทุรกันดารเช่นนี้เป็นประจำ ยางรถจึงสึกหรอเร็วกว่าปกติหลายเท่าตัว ดังนั้นรถทุกคันจึงจำเป็นต้องมียางอะไหล่ติดไว้เสมอ
ลู่ฉางเจิงและเฉิงกั๋วหย่วนช่วยกันแม่แรงยกรถขึ้น ให้พลขับหวังอวี่เปลี่ยนยางอะไหล่อย่างรวดเร็ว
ทว่ายางอะไหล่ที่นำมาเปลี่ยนนั้น แม้จะเรียกว่า 'อะไหล่' แต่สภาพของมันกลับเต็มไปด้วยร่องรอยการปะชุน บาดแผลจากรอยรั่วเดิมปรากฏให้เห็นเป็นดอกดวงทั่วทั้งวง
ในยุคสมัยที่ทรัพยากรมีจำกัดเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ หรือแม้แต่อะไหล่รถยนต์ คติประจำใจของทุกคนคือ 'ของใหม่ใช้สามปี ของเก่าใช้สามปี ปะชุนแล้วใช้อีกสามปี'
ไม่มีใครบ่น ไม่มีใครเรียกร้อง
แต่เจียงถังกลับจ้องมองยางรถยนต์เส้นนั้นด้วยแววตาซับซ้อน คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันจนแทบผูกเป็นปม รอยปะบนยางเส้นนี้มีมากกว่ารอยปะบนเสื้อผ้าของขอทานที่เธอเคยเห็นในตลาดเสียอีก
“ถังถัง ขึ้นรถเถอะ”
ลู่ฉางเจิงเดินเข้ามาจับมือภรรยา เมื่อเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของเธอ เขาจึงเอ่ยถามอย่างอ่อนโยน “คิดอะไรอยู่”
“จนจังเลยค่ะ”
เจียงถังถอนหายใจ “ประเทศเรายังยากจนเกินไปจริงๆ”
หากมีความมั่งคั่งมากกว่านี้สักนิด ชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคนคงไม่ต้องอัตคัดขัดสนถึงเพียงนี้ ขนาดรถยนต์พาหนะของทางราชการ ยังต้องใช้ยางรถที่ผ่านการซ่อมแซมมานับครั้งไม่ถ้วน
“ใช่ ตอนนี้เรายังลำบาก แต่ถ้าเราทุกคนช่วยกันพัฒนา สักวันหนึ่งทุกอย่างจะต้องดีขึ้นแน่” ลู่ฉางเจิงบีบมือเธอเบาๆ ส่งผ่านความเชื่อมั่น
เจียงถังพยักหน้าเข้าใจ แต่ลึกๆ ในใจเธอกลับเริ่มวางแผนบางอย่าง เธอต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น
การเดินทางช่วงสุดท้ายราบรื่นไร้อุปสรรค รถจี๊ปแล่นมาจอดเทียบท่าหน้าประตูบ้านของเจียงถังและลู่ฉางเจิงในเขตบ้านพักข้าราชการ
เวลานี้เป็นช่วงบ่าย เพื่อนบ้านอย่างจางหงอิงออกไปสอนหนังสือ บรรยากาศรอบข้างจึงเงียบสงบ
สองหนุ่มช่วยกันขนสัมภาระลงจากรถ ลำเลียงเข้าไปไว้ในตัวบ้าน
เฉิงกั๋วหย่วนมองดูกระเป๋าเสื้อผ้าของเหอเหวินจิ้งด้วยสายตาละห้อย ใจจริงเขาอยากจะขนมันไปไว้ที่เรือนหอของพวกเขาเลยเสียด้วยซ้ำ แต่ติดตรงที่พี่เขยหน้านิ่งยังไม่เอ่ยอนุญาต เขาจึงได้แต่สงบเสงี่ยมเจียมตัว
เมื่อก่อนตอนเป็นเพื่อนร่วมงาน เขากอดคอลู่ฉางเจิงคุยเล่นหัวได้สบาย แต่พอสถานะเปลี่ยนมาเป็น 'พี่เขย' รัศมีกดดันบางอย่างก็ทำให้เฉิงกั๋วหย่วนกลายเป็นลูกแมวเชื่องๆ
“สหายเหอเหวินจิ้ง คุณพักผ่อนให้หายเหนื่อยก่อนนะครับ เดี๋ยวผมพาไปจดทะเบียนสมรส”
ขนาดกำลังยกของ เฉิงกั๋วหย่วนก็ยังมิวายหันมาหยอดคำหวาน
เหอเหวินจิ้งหน้าแดงระเรื่อ ความประหม่าในช่วงแรกเริ่มจางหายไปแทนที่ด้วยความคุ้นเคย “ใบรายงานขอแต่งงานอนุมัติลงมาแล้วหรือคะ”
“เรียบร้อยครับ! ผมยื่นเรื่องปุ๊บ หัวหน้าก็เซ็นปั๊บเลย” เฉิงกั๋วหย่วนคุยโว ความจริงคือเขาตามตื๊อหัวหน้าเช้ากลางวันเย็นจนหัวหน้าต้องรีบเซ็นไล่ให้พ้นหน้าต่างหาก
แต่เรื่องน่าอายพรรค์นั้น เขาไม่มีวันเล่าให้ว่าที่ภรรยาฟังเด็ดขาด ภาพลักษณ์ชายหนุ่มผู้สุขุมต้องมาก่อน
“งั้น... คุณพาฉันไปโทรศัพท์หาพ่อหน่อยได้ไหมคะ” เหอเหวินจิ้งเอ่ยขอ “ฉันเพิ่งมาถึง ไม่รู้ว่าไปรษณีย์อยู่ตรงไหน”
เฉิงกั๋วหย่วนตาโตเท่าไข่ห่าน “โทรหาคุณพ่อตา... เอ้ย คุณพ่อของเราหรือครับ ได้สิครับ! ได้เลย!”
เขาดีใจจนเก็บทรงไม่อยู่ รีบวางของแล้วผายมือเชิญหญิงสาว “เชิญทางนี้ครับคุณนายเฉิง... เอ้ย สหายเหอ เดี๋ยวผมนำทางเอง”
ตลอดทางเดินไปที่ทำการไปรษณีย์ เฉิงกั๋วหย่วนยิ้มหน้าบานเป็นจานดาวเทียม เจอใครเดินผ่านมาก็รี่เข้าไปทักทายแนะนำเหอเหวินจิ้งอย่างภาคภูมิใจ
“นี่แฟนผมครับ! สวยไหมครับป้า เพิ่งมาถึงสดๆ ร้อนๆ เลย ต่อไปฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ!”
ท่าทางของเขาเหมือนเด็กโข่งที่เพิ่งได้ของเล่นชิ้นโปรด ใครชมว่าเหมาะสมกัน เขาก็ยิ้มแก้มแทบปริ ความสุขุมที่ตั้งใจสร้างภาพไว้พังทลายลงไม่เป็นท่า
เหอเหวินจิ้งเดินตามหลังพลางอมยิ้มขำ ผู้ชายคนนี้ตลกดีพิลึก
หลังจากโทรศัพท์รายงานตัวกับทางบ้านเรียบร้อย ทั้งคู่ก็กลับมาช่วยเจียงถังและลู่ฉางเจิงทำความสะอาดบ้านที่ถูกปิดทิ้งไว้นานสองเดือน
ตกบ่าย เติ้งผิงปั่นจักรยานกลับมาจากที่ทำงาน จังหวะที่กำลังจะเลี้ยวเข้าซอยบ้านพักเฟสสอง ก็ประจันหน้าเข้ากับเจียงถังและเหอเหวินจิ้งที่ยืนรออยู่
เจียงถังชูถุงตาข่ายในมือขึ้นสูง โบกไม้โบกมือหยอยๆ
“เติ้งผิง! ทางนี้ๆ!”
เติ้งผิงกลอกตามองบน ส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ ก่อนจะชะลอรถแล้วลงเดินเข็นเข้ามาหาด้วยท่าทางยโส
“หายหัวไปตั้งนาน นึกว่าจะไม่กลับมาเหยียบที่นี่ซะแล้ว”
วาจาเชือดเฉือนยังคงเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของนางปีศาจกระต่ายตนนี้ ไม่รู้ทำไม พอเห็นหน้าซื่อๆ ของเจียงถังแล้วมันคันปากยิบๆ อยากจะหาเรื่อง
เจียงถังไม่ถือสา เธอยิ้มกว้างจนตาหยี ยื่นถุงตาข่ายใบหนึ่งไปตรงหน้าอีกฝ่าย
“ฉันเอาของดีมาฝากเธอด้วยนะ เป็นกุ้งแห้งกับปลาแห้งคัดพิเศษเลย!”
“เธอว่าอะไรนะ...”
สีหน้าของเติ้งผิงซีดเผือดลงทันตาเห็น
“กุ้งแห้งปลาแห้งไง! หอมๆ เค็มๆ อร่อยนะ” เจียงถังฉีกยิ้มภูมิใจนำเสนอ “ฉันดีกับเธอใช่ไหมล่ะ ไปไกลขนาดนั้นยังอุตส่าห์นึกถึงเธอ”
ไม่พูดเปล่า เธอยังใจดีแกะห่อกระดาษน้ำมันออก แล้วยื่นซากสัตว์ทะเลตากแห้งพวกนั้นไปจ่อที่จมูกของเติ้งผิง เพื่อให้เพื่อนรักสูดดมความหอมได้เต็มปอด
กลิ่นคาวปลาคลุ้งกระจายแตะจมูกปีศาจกระต่ายเข้าอย่างจัง
“อุ๊บ... แหวะ!”
[จบบท]