บทที่ 168: อุดมการณ์ที่แตกต่าง
จงอย่าได้ลืมความจริงข้อหนึ่งที่ว่า รองผู้จัดการโรงงานแห่งนี้มีแซ่ว่าสวี่
สวี่กั๋วชาง คือพ่อแท้ๆ ของเขา
ต่อให้ฉินกั๋วเซิงจะเก่งกาจมาจากไหน ท้ายที่สุดเขาก็เป็นเพียงช่างเทคนิคอาวุโสระดับสิบเจ็ดคนหนึ่งเท่านั้น จะไปเทียบชั้นกับรองผู้จัดการที่มีอำนาจบริหารอยู่ในมือได้อย่างไร
ช่างไม่รู้จักเจียมตัวเอาเสียเลย
ยังไม่หมดเพียงแค่นั้น เรื่องเทคโนโลยีเครื่องจักรพวกนี้ เห็นกันอยู่ชัดๆ ว่าขอแค่ยอมจ่ายเงิน จ่ายเสบียงอาหาร ก็สามารถนำเข้าจากต่างประเทศมาใช้ได้ทันที แต่พวกคนกลุ่มนี้กลับเลือกที่จะปฏิเสธทางลัด แล้วหันไปทุ่มเทแรงกายแรงใจทำเรื่องที่เหนื่อยเปล่าแถมยังไม่มีใครเห็นค่าอย่างการวิจัยพัฒนาขึ้นมาเองเนี่ยนะ
สมองคนพวกนี้ถ้าไม่เพี้ยนก็คงพังไปแล้วแน่ๆ
สวี่ฮ่าวหรานแค่นหัวเราะในใจด้วยความสมเพช เขาปักใจเชื่อไปแล้วว่าสมองของฉินกั๋วเซิงคงจะเลอะเลือนไปตามอายุ
รวมไปถึงแม่ลูกศิษย์คนใหม่ที่เพิ่งย้ายเข้ามาด้วย คนที่ลู่อ้ายกั๋วเป็นคนพามาฝากฝังด้วยตัวเองคนนั้น ก็ดูท่าทางสติสตังไม่สมประกอบพอกัน
เป็นแค่เด็กสาวกะโปโลแท้ๆ ริอ่านจะเดินตามรอยเท้าฉินกั๋วเซิงมาทำวิจัยอิสระ นี่มันเข้าขั้นบ้าบอคอแตกชัดๆ
สวี่ฮ่าวหรานนั่งนึกค่อนขอดฉินกั๋วเซิงและเจียงถังอยู่ในใจสารพัด เขานั่งเอกเขนกอยู่ที่โต๊ะทำงาน หยิบหนังสืออ่านเล่นขึ้นมาเปิดผ่านๆ เพื่อฆ่าเวลารอเสียงออดเลิกงานดัง
เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ต่างก็ทยอยกลับมานั่งที่โต๊ะของตน พวกเขาจ้องมองกองกระดาษร่างแบบปึกใหญ่ที่อุตส่าห์อดตาหลับขับตานอนคำนวณกันมาตลอดช่วงเวลานี้ พลางหวนนึกถึงวาจาถากถางของสวี่ฮ่าวหรานเมื่อครู่ ความรู้สึกฮึกเหิมก่อนหน้านี้ก็พลันมอดดับลง มองดูกระดาษพวกนั้นด้วยความรู้สึกขัดหูขัดตาพิกล
พวกเขาทั้งหลายต่างหยิบยางลบขึ้นมาถูไถลบรอยดินสอและตัวเลขบนกระดาษออกไป พร้อมกับถอนหายใจยาวเหยียดด้วยความเสียดาย ดูท่าว่าความฝันอันสวยหรูเรื่องการสร้างนวัตกรรมด้วยมือตัวเอง คงต้องตื่นจากฝันเสียที
เจียงถังเดินกลับเข้ามาในเขตบ้านพักเอาตอนบ่ายคล้อย ช่วงพักเที่ยงเธอจึงทำได้เพียงอาศัยพักผ่อนอยู่ภายในโรงงานเครื่องจักรกลเท่านั้น
โชคยังดีที่เวลาพักเที่ยงของที่นี่ไม่ได้ยาวนานจนน่าเบื่อ รวมเบ็ดเสร็จแล้วก็ราวๆ สองชั่วโมง
เมื่อหักเวลาสำหรับมื้ออาหารออกไป ก็จะเหลือเวลาว่างให้พักผ่อนอีกประมาณชั่วโมงครึ่ง
วันนี้เธอเพลินกับการวาดแบบแปลนในห้องของอาจารย์ฉินไปหน่อย กว่าจะรู้ตัวเวลาก็ล่วงเลยไปมากแล้ว ตอนที่เดินมาถึงโรงอาหาร ผู้คนจึงบางตาจนแทบไม่เหลือใคร และกับข้าวในถาดหลุมก็เหลืออยู่เพียงก้นถาด
เจียงถังหยิบกล่องข้าวอลูมิเนียมออกมาจากกระเป๋า ยื่นคูปองอาหารและเศษเงินผ่านช่องหน้าต่างส่งให้คุณป้าแม่บ้านที่ยืนประจำการอยู่ด้านใน
สหายตัวน้อย วันนี้ทำไมถึงมาเอาป่านนี้ล่ะลูก
ป้าหลิวคนตักอาหารเป็นหญิงวัยกลางคนที่อัธยาศัยดี เห็นเจียงถังเดินมาคนเดียวจึงเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มเป็นกันเอง
เจียงถังจ้องมองเศษอาหารที่เหลืออยู่ในถาดเหล็ก พลางตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย วาดรูปเพลินจนลืมดูเวลาค่ะ
ตายจริง ขยันขันแข็งอะไรขนาดนี้นะแม่คุณ
ยังไม่ทันที่ป้าหลิวจะได้ชื่นชมต่อ เสียงยียวนกวนประสาทของใครบางคนก็ดังแทรกขึ้นมาจากด้านข้าง
โอ้โห ขยันตัวเป็นเกลียวเลยสินะ
สิ้นเสียงนั้น ร่างของเจียงถังก็ถูกเบียดกระแทกจนเซถลาออกไปด้านข้าง ท่อนแขนของชายหนุ่มยื่นผ่านหน้าต่างเข้าไปอย่างถือวิสาสะ
ป้าหลิว ตักกับข้าวที่เหลือทั้งหมดนั่นใส่กล่องให้ผม
กับข้าวในถาดเหลืออยู่เพียงน้อยนิด กะด้วยสายตาแล้วก็น่าจะพอดีสำหรับกินหนึ่งคนและเหลือเศษอีกนิดหน่อยเท่านั้น
การที่สวี่ฮ่าวหรานโผล่มาถึงแล้วสั่งให้ป้าหลิวเทกับข้าวทั้งหมดให้เขา นั่นย่อมหมายความว่าเจียงถังจะไม่มีข้าวกลางวันตกถึงท้อง
ป้าหลิวมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก นางมองสวี่ฮ่าวหรานสลับกับเจียงถังอย่างทำตัวไม่ถูก
เอ่อ... คือว่า... สหายฮ่าวหราน... แม่หนูคนนี้เขามาก่อนนะ...
ด้วยความที่เกรงกลัวต่ออำนาจบารมีของพ่อสวี่ฮ่าวหราน ทำให้ป้าหลิวไม่กล้าที่จะขัดใจเขาตรงๆ
น้ำเสียงของนางจึงตะกุกตะกักเต็มไปด้วยความลำบากใจ
สวี่ฮ่าวหรานเลิกคิ้วขึ้นอย่างไม่ยี่หระ แล้วมันยังไง ก็แค่เดินเข้าโรงอาหารมาก่อน มีกฎข้อไหนบัญญัติไว้หรือไงว่าต้องยกกับข้าวให้หล่อน ในเมื่อเป็นแบบนี้ งั้นผมเองก็เป็นคนที่เข้ามาฝากตัวเป็นศิษย์ผู้เฒ่าฉินก่อนเหมือนกัน แล้วทำไมยัยนี่ถึงมีสิทธิ์มาแซงคิวปาดหน้ากลายเป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิของแกได้หน้าตาเฉยล่ะ
สหายฮ่าวหราน...
สีหน้าของป้าหลิวยิ่งดูย่ำแย่ลงไปอีก
นางทำได้เพียงส่งสายตาอ้อนวอนไปทางเจียงถัง สื่อความหมายเป็นนัยว่า ยอมๆ พ่อเจ้าประคุณเขาไปเถอะนะหนู
ทว่าเจียงถังกลับไม่ได้ตีความสายตานั้นไปในทางที่ป้าหลิวต้องการ
เธอเอียงคอเล็กน้อยอย่างใช้ความคิด ก่อนจะหันไปเอ่ยกับสวี่ฮ่าวหรานด้วยน้ำเสียงและแววตาที่จริงจังสุดขีด ราวกับกำลังวิเคราะห์ปัญหาทางวิชาการ
อาจจะเป็นเพราะว่านายหัวไม่ดีหรือเปล่า
นายว่าไงนะ
สวี่ฮ่าวหรานหรี่ตาลงทันควัน รัศมีคุกคามแผ่ออกมาจากร่าง รู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังปากดีอยู่กับใคร
อืม... ก็คนที่ไม่ฉลาด หน้าตาก็ขี้ริ้วขี้เหร่ แถมกิริยามารยาทก็ทราม พูดจาก็ระคายหู เป็นคนโง่ประเภทที่ใครเห็นก็ต้องรังเกียจไง
เจียงถังอธิบายขยายความด้วยสีหน้าซื่อตรง ไร้ซึ่งแววประชดประชัน มีเพียงความจริงใจที่สะท้อนออกมาจากคำพูดทุกคำ
เมื่อพูดจบ เธอก็ไม่เปิดโอกาสให้สวี่ฮ่าวหรานได้ทันตั้งตัว มือเล็กๆ ยื่นออกไปคว้าคอเสื้อของชายหนุ่มร่างสูง แล้วออกแรงเหวี่ยงวูบเดียว ร่างของสวี่ฮ่าวหรานก็ปลิวละลิ่วไปอยู่ด้านหลังเธอราวกับตุ๊กตานุ่น
ชายหนุ่มที่ตัวสูงกว่าเธอเป็นช่วงศีรษะ ถูกเธอจับย้ายที่อย่างง่ายดาย
นายเกะกะ ขวางทางฉันตักข้าว
เจียงถังบอกเหตุผลสั้นๆ ก่อนจะหันกลับไปฉีกยิ้มหวานให้ป้าหลิวราวกับเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ป้าคะ ข้าวของหนูได้หรือยังคะ
ป้าหลิวที่ยืนตะลึงตาค้างกับภาพเหตุการณ์ตรงหน้า ถึงกับทำทัพพีในมือแทบร่วง นางมองเด็กสาวตัวเล็กๆ ที่เพิ่งจะจับผู้ชายตัวโตเหวี่ยงทิ้งอย่างกับโยนขยะ ความรู้สึกในใจสับสนปนเปจนบอกไม่ถูก
พอเจอกับรอยยิ้มพิมพ์ใจของเจียงถัง นางจึงได้สติร้อง อ้อ ออกมาคำหนึ่ง แล้วรีบกุลีกุจอตักข้าวใส่กล่องให้เจียงถังจนพูน
นี่จ้ะ... ได้แล้วจ้ะลูก
ขอบคุณค่ะป้า
เจียงถังรับกล่องข้าวมาถือไว้ แล้วหมุนตัวเตรียมจะเดินไปหาที่นั่ง
เดี๋ยวก่อน!
สวี่ฮ่าวหรานที่เพิ่งจะหายมึนงง รีบกระโจนเข้ามาขวางทางเธอไว้ มือหนาเอื้อมออกมาหมายจะกระชากไหล่เล็กๆ นั่นให้หันกลับมา
เขาตั้งใจจะใช้ความได้เปรียบของสรีระร่างกายข่มขวัญเจียงถังให้กลัว
แต่เจียงถังกลับเบี่ยงตัวหลบวูบเดียว ร่างกายพลิ้วไหวราวกับสายน้ำ หลุดรอดจากการคุกคามของสวี่ฮ่าวหรานไปได้อย่างหมดจด
เธอถอยฉากออกไปยืนห่างจากเขาประมาณห้าเมตร ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตา สวี่ฮ่าวหรานมองเห็นความใสกระจ่างในดวงตาคู่นั้นที่จ้องมองมาอย่างตรงไปตรงมาเป็นครั้งแรก
ถ้านายยังทำตัวไม่มีมารยาทแบบนี้อีก ฉันจะโกรธจริงๆ แล้วนะ
สวี่ฮ่าวหรานแค่นเสียงเฮอะในลำคอ แต่ขากลับไม่กล้าก้าวเข้าไปใกล้เธออีก โกรธงั้นเรอะ ใครกันแน่ที่ลงมือก่อน
เจียงถังตีหน้านิ่ง ไม่คิดจะเสียเวลาเสวนากับคนพาลอีก เธอเดินถือกล่องข้าวไปนั่งลงที่โต๊ะมุมหนึ่ง แล้วลงมือจัดการอาหารตรงหน้าอย่างเอร็ดอร่อย ไม่สนใจสายตาอาฆาตมาดร้ายที่จ้องมองมา
ท่าทางทองไม่รู้ร้อนของเธอ ทำให้สวี่ฮ่าวหรานผู้ซึ่งไม่เคยพ่ายแพ้ใครในถิ่นนี้มาก่อน ถึงกับขบกรามแน่นจนได้ยินเสียงฟันบดกันกรอดๆ
ฝากไว้ก่อนเถอะ รอให้พ่อของเขาได้เลื่อนขั้นเป็นผู้จัดการโรงงานเต็มตัวเมื่อไหร่ ไม่ว่านังหน้าโง่นี่จะเป็นเด็กฝากของใครหน้าไหน เขาจะเขี่ยมันทิ้งออกจากโรงงานให้กระเด็น!
หลังจากทานข้าวอิ่ม เจียงถังก็ล้างกล่องข้าวอย่างใจเย็น เช็ดทำความสะอาดจนแห้งสนิท ห่อตะเกียบเก็บใส่กระเป๋าอย่างเป็นระเบียบ
เธอเดินไปล้างมือ เช็ดจนแห้ง แล้วหยิบกระปุกครีมเกล็ดหิมะออกมาทาบางๆ ก่อนจะเดินออกจากโรงอาหารกลับไปยังห้องทำงาน
พนักงานส่วนใหญ่มีบ้านพักอยู่ในตัวเมือง ช่วงพักเที่ยงจึงนิยมกลับไปทานข้าวที่บ้าน
บรรยากาศในโรงงานยามบ่ายจึงเงียบสงบ ไร้ผู้คนพลุกพล่าน
เจียงถังกลับเข้ามานั่งในห้องทำงาน หยิบหนังสือเล่มหนาขึ้นมากอดไว้อ่านอย่างตั้งใจ
มันคือสมุดบันทึกประสบการณ์การทำงานตลอดชีวิตของฉินกั๋วเซิง อาจารย์ของเธอเป็นคนยื่นมันใส่มือให้ตอนที่เห็นเธอกำลังวาดแบบแปลน
บอกสั้นๆ ว่าเอาไว้อ่านเล่นแก้เบื่อ
เนื้อหาในบันทึกที่กลั่นกรองมาจากประสบการณ์หลายสิบปี ทำให้มันมีความหนาพอสมควร คงต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าเธอจะอ่านจบเล่ม
แต่ข้อดีของเจียงถังคือ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร เธอก็มักจะทุ่มเทสมาธิจดจ่อกับมันอย่างเต็มที่เสมอ
ในขณะที่เธอกำลังดำดิ่งสู่โลกของตัวหนังสือ สวี่ฮ่าวหรานก็กลับไปถึงบ้านด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัว
สวี่กั๋วชางนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่บนโซฟา พอได้ยินเสียงฝีเท้าก็เงยหน้าขึ้นมองลูกชายแวบหนึ่ง ก่อนจะก้มลงอ่านข่าวต่ออย่างไม่ใส่ใจ
ไหนบอกว่าหนาว ขี้เกียจกลับบ้าน จะกินข้าวที่โรงงานไม่ใช่รึ ไงถึงโผล่หัวกลับมาได้
สิ้นเสียงผู้เป็นพ่อ หลิวหลานที่กำลังง่วนอยู่หน้าเตาไฟก็ชะโงกหน้าออกมา พอเห็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนก็รีบกุลีกุจอถามไถ่
กินอะไรมาหรือยังลูก ถ้ายังเดี๋ยวแม่ลวกบะหมี่ให้
ยังไม่ได้กิน แม่ต้มบะหมี่ให้ผมชามนึง ขอไข่สองฟองนะ
ได้เลยจ้ะ รอเดี๋ยวนะลูก แม่จะรีบทำให้เดี๋ยวนี้แหละ
หลิวหลานรีบหมุนตัวกลับเข้าไปในครัวอย่างกระตือรือร้น
สวี่ฮ่าวหรานทิ้งตัวลงนั่งกระแทกกระทั้นบนโซฟาข้างบิดา พ่อ ผมถามจริง ยัยเจียงถังนั่นมันมีหัวนอนปลายเท้ายังไงกันแน่
สวี่กั๋วชางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ทำไม หรือแกนึกถูกใจแม่นั่นเข้าแล้ว เลิกคิดไปได้เลย ผัวมันเป็นทหาร
ใครว่า พ่อเห็นผมเป็นคนยังไง รสนิยมผมไม่ได้ต่ำขนาดจะไปชอบคนปัญญาอ่อนพรรค์นั้นสักหน่อย ผมก็แค่เห็นทั้งลู่อ้ายกั๋ว ทั้งตาแก่ฉิน ต่างก็โอ๋มันจนออกนอกหน้า ก็เลยสงสัยว่าตกลงมันมีแบ็คดีมาจากไหน
หรือว่าเป็นแค่เพราะผัวมันเป็นทหารแค่นั้นจริงๆ
[จบบท]