บทที่ 185: พูดด้วยเหตุผลก็ป่วยการเปล่า
สำหรับลูกพี่ลูกน้องที่มีนิสัยอย่างไต้ยหมิงน่าคนนี้ เหอเหวินจิ้งไม่เคยคิดที่จะไว้หน้าหรือเกรงใจให้อีกฝ่ายได้ใจอยู่แล้ว เธอคิดอย่างไรก็พูดออกไปอย่างนั้น ตรงไปตรงมาที่สุด
แต่จะว่าไปแล้ว อย่าว่าแต่กับไต้ยหมิงน่าเลย ต่อให้เป็นแม่แท้ๆ อย่างไต้ยซวงเอง เหอเหวินจิ้งก็แทบจะไม่มีรอยยิ้มหรือสีหน้ายินดีมอบให้สักเท่าไหร่
“แม่... มาทำไมคะ”
หากเป็นลูกสาวบ้านอื่นที่แต่งงานย้ายตามสามีไปไกลแสนไกล เวลาได้เห็นพ่อแม่ดั้นด้นมาหาถึงหน้าบ้านก็คงจะตื่นเต้นดีใจจนน้ำตาไหลพราก แต่สำหรับเหอเหวินจิ้งแล้ว มันไม่ใช่แบบนั้นเลย
น้ำเสียงของเธอฟังดูเย็นชาและห่างเหินจนคนฟังสัมผัสได้
ไต้ยซวงที่อุตส่าห์เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาไกลหลายพันลี้ พอได้ยินลูกสาวในไส้ทักทายด้วยน้ำเสียงและประโยคแบบนี้ ความโมโหก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที “เหวินจิ้ง มีลูกที่ไหนเขาพูดจากับแม่ตัวเองแบบนี้บ้าง”
“แม่เดินทางมาตั้งไกลเพื่อมาเยี่ยมแก แกไม่ถามสักคำว่าเดินทางมาเป็นยังไงบ้าง เหนื่อยไหม ลำบากหรือเปล่า แต่แกกลับเปิดปากถามประโยคแรกเหมือนไม่อยากต้อนรับแม่แบบนี้เนี่ยนะ”
“แม่สอนแกมาแบบนี้เหรอ ฮึ! การอบรมสั่งสอนที่แม่พร่ำสอนหายไปไหนหมด”
บทสวดเทศนาสั่งสอนของไต้ยซวงยังคงเหมือนเดิมไม่ผิดเพี้ยนไปจากความทรงจำเลยสักนิดเดียว
เหอเหวินจิ้งเม้มปากแน่นไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืด
แต่ถึงเธอจะเลือกความเงียบ ก็ไม่ได้แปลว่าจะหยุดปากของไต้ยซวงไม่ให้พ่นคำพูดเสียดแทงออกมาได้
หลังจากไต้ยซวงบ่นกระปอดกระแปดใส่ลูกสาวจนพอใจแล้ว สายตาคมกริบของเธอก็ตวัดไปมองเฉิงกั๋วหย่วนชายหนุ่มร่างสูงที่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่ข้างกายลูกสาว
“คนนี้น่ะเหรอ... ผู้ชายที่แกคว้ามาทำสามี?”
สายตาที่แม่ใช้กวาดมองพิจารณาเขาตั้งแต่หัวจรดเท้านั้น มันไม่ได้มีความเคารพในฐานะมนุษย์คนหนึ่งเลย แต่มันเหมือนสายตาของลูกค้าเรื่องมากที่กำลังประเมินมูลค่าสินค้าบนชั้นวางของลดราคามากกว่า
ตั้งแต่เล็กจนโต ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนนักเรียน เพื่อนเล่น หรือใครก็ตามที่สนิทสนมกับเหอเหวินจิ้ง ขอแค่แม่ของเธอมาเห็นเข้า ก็จะใช้สายตาดูแคลนแบบนี้มองพิจารณาอีกฝ่ายเหมือนกันหมดทุกคน
เพื่อชั่งน้ำหนัก วัดมูลค่า และตีราคาว่าคนคนนั้นคู่ควรกับลูกสาวตัวเองหรือไม่
เดิมทีเหอเหวินจิ้งแอบหวังลึกๆ ว่า หลังจากแม่หย่าขาดกับพ่อไปแล้ว แม่น่าจะกลับไปทบทวนตัวเองและเปลี่ยนแปลงนิสัยแย่ๆ ไปบ้างไม่มากก็น้อย แต่เธอคิดผิดถนัด แม่ของเธอไม่เคยเปลี่ยนไปเลยสักนิดเดียว
หญิงสาวหันหน้าไปมองเฉิงกั๋วหย่วนที่ยืนอยู่ด้านข้าง ในดวงตาคู่สวยแฝงความรู้สึกขอโทษและละอายใจอยู่อย่างเปี่ยมล้น
เฉิงกั๋วหย่วนยิ้มบางๆ พลางกุมมือภรรยาเอาไว้ แล้วบีบเบาๆ เป็นเชิงปลอบโยนว่าไม่เป็นไร
ไม่ต้องเป็นห่วงเขาหรอก
เขาเองก็เป็นลูกผู้ชายพอที่จะไม่เก็บสายตาดูถูกเหยียดหยามเหมือนประเมินสินค้าของแม่ยายมาใส่ใจให้รกสมอง
“คุณแม่ เดินทางมาไกลคงเหนื่อยแย่เลยนะครับ” ไม่เพียงแต่ไม่ถือสาหาความ เขายังเป็นฝ่ายแสดงน้ำใจเดินเข้าไปทักทายอย่างนอบน้อม แล้วยื่นมือออกไปหวังจะช่วยไต้ยซวงถือสัมภาระ
ทว่าไต้ยซวงกลับขยับตัวเบี่ยงหลบไปด้านข้างอย่างรังเกียจ
มือที่เฉิงกั๋วหย่วนยื่นออกไปหวังดีจึงค้างเติ่งอยู่กลางอากาศอย่างน่าเวทนา
“แม่... แม่ต้องการจะทำอะไรกันแน่คะ!” เสียงของเหอเหวินจิ้งเริ่มสั่นเครือเหมือนคนจะร้องไห้ เธอก้าวฉับๆ เข้าไปหาเฉิงกั๋วหย่วนแล้วเอาตัวไปบังปกป้องสามีไว้ข้างหลัง
“แม่ลำบากเดินทางมาตั้งไกลเพื่อมาฉีกหน้าพวกเรา เพื่อมาแสดงอำนาจและอวดความรู้สึกเหนือกว่าที่ไม่มีที่มาที่ไปของแม่แค่นั้นเหรอคะ”
เหอเหวินจิ้งเอ่ยปากถามเสียงดัง น้ำเสียงเจือสะอื้นไห้ ในดวงตามีหยาดน้ำตาแห่งความน้อยใจคลอหน่วย
ถึงแม้เธอจะพร่ำเตือนตัวเองไว้เป็นร้อยเป็นพันครั้งว่า ด้วยนิสัยชอบบงการชีวิตคนอื่นอย่างรุนแรงของแม่ การที่เธอและสหายเฉิงกั๋วหย่วนจะได้รับการยอมรับจากแม่นั้นคงเป็นเรื่องยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา
เธอเตรียมใจที่จะโดนถากถางและดูถูกเอาไว้แล้ว
แต่พอเหตุการณ์เลวร้ายนี้เกิดขึ้นตรงหน้าจริงๆ หัวใจของเหอเหวินจิ้งก็ยังเจ็บปวดรวดร้าวเหมือนโดนเข็มพันเล่มทิ่มแทงเข้าที่กลางใจ
บางทีอาจจะเป็นเพราะในใจลึกๆ ของคนเป็นลูก เธอยังมีความคาดหวังริบหรี่ต่อตัวแม่หลงเหลืออยู่บ้าง
เธอหวังเหลือเกินว่าแม่จะเป็นเหมือนป้าสะใภ้ทั้งสองคน หรือเป็นเหมือนอาหญิงเหอลี่หัว ที่ไม่เคยมองลูกหลานเป็นสมบัติส่วนตัว แต่ให้เกียรติ เคารพ และเข้าใจลูกหลานในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่มีชีวิตจิตใจ มีความคิดเป็นของตัวเอง...
“เหวินจิ้ง...”
เฉิงกั๋วหย่วนฟังออกถึงความน้อยเนื้อต่ำใจในน้ำเสียงของเหอเหวินจิ้ง หัวใจของเขาเหมือนโดนมือที่มองไม่เห็นกระชากอย่างแรง ขยับตัวนิดเดียวก็เจ็บปวดไปหมด
“อย่าร้องไห้เลยนะครับคนดี...”
“คุณป้าสะใภ้?”
เสียงหวานใสซื่อราวกับระฆังแก้วของเจียงถังดังแทรกเข้ามา ทำลายบรรยากาศมาคุที่กำลังตึงเครียดจนแทบจะขาดผึงในที่ตรงนั้น
หลังจากเสียงหวานนุ่มทว่าแฝงความขี้เล่นดังขึ้น เจ้าตัวก็เดินนวยนาดเข้ามาถึงตรงหน้าพอดี
เธอกะพริบตาปริบๆ ทำหน้าไร้เดียงสา ยังไม่ทันรอให้ไต้ยซวงตอบรับ เธอก็รีบพูดแก้ต่างให้ตัวเองทันที “อุ๊ย ไม่ถูกสิ ตอนนี้ฉันเรียกคุณว่าป้าสะใภ้ไม่ได้แล้วนี่นา คุณหย่ากับคุณลุงไปเรียบร้อยแล้ว ไม่ใช่ป้าสะใภ้ของฉันแล้วนี่”
“ขืนยังหน้ามึนเรียกว่าป้าสะใภ้อีกก็คงไม่เหมาะสม ถ้าเกิดวันหนึ่งคุณลุงแต่งงานใหม่ แล้วป้าสะใภ้ตัวจริงรู้เข้าว่าฉันยังเรียกคุณว่าป้าสะใภ้อยู่ เธออาจจะโกรธจนบ้านแตกเอาก็ได้”
เจียงถังต้องมีพรสวรรค์ด้านการพูดจายั่วโมโหคนให้กระอักเลือดตายแน่ๆ พรสวรรค์นี้ดูเหมือนจะไม่ต้องเสียเวลาฝึกฝน พอเปลี่ยนร่างจากโสมคนพันปีมาเป็นมนุษย์ปุ๊บก็ติดตัวมาปั๊บ
ไต้ยซวงฟังคำพูดจิกกัดแบบหน้าซื่อตาใสของเจียงถังแล้วโกรธจนหน้าเขียวคล้ำ
ความไม่พอใจที่มีต่อเหอเหวินจิ้งและเฉิงกั๋วหย่วน ย้ายเป้าหมายไปลงที่ตัวเจียงถังจนหมดสิ้น
แต่พอต้องเผชิญหน้ากับดวงตากลมโตที่ใสกระจ่างจนมองเห็นก้นบึ้งของเจียงถัง เธอกลับรู้สึกขาดความมั่นใจและประหม่าขึ้นมาอย่างประหลาด
ส่วนไต้ยหมิงน่าที่ยืนเชิดหน้าอยู่ข้างๆ กลับฉวยโอกาสทองนี้เปิดฉากเยาะเย้ยเจียงถังทันที
“เจียงถัง เธอพูดจาแบบนี้มันจะเกินไปหน่อยหรือเปล่า ถึงป้าของฉันจะหย่ากับลุงเขยไปแล้ว แต่พวกเขาก็ยังเคยมีลูกด้วยกันนะ เธอจะมาพูดจาไม่ให้เกียรติป้าฉันแบบนี้ได้ยังไง”
“เปิดปากก็ลุงเขยแต่งงานใหม่ หุบปากก็ลุงเขยแต่งงานใหม่ พูดจาชวนให้คนเขาสงสัยจริงๆ ว่าที่ลุงเขยต้องตัดสินใจหย่าขาดกับป้าฉัน มีเธอคอยเป่าหูยุยงส่งเสริมอยู่เบื้องหลังหรือเปล่า”
ไต้ยหมิงน่านี่ช่างเป็นคนที่มีทักษะการโยนความผิดให้คนอื่นเก่งจริงๆ แค่ขยับปากไม่กี่ประโยคก็ยัดข้อหาลอยๆ ใส่ร้ายเจียงถังได้หน้าตาเฉย
ไต้ยซวงหันขวับไปมองเจียงถัง แววตาเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและจับผิด
“เป็นฝีมือเธอจริงๆ เหรอ”
“แม่คะ! แม่จะจบเรื่องไร้สาระนี้ได้หรือยัง”
เหอเหวินจิ้งหมดความอดทน เธอไม่ยอมให้ไต้ยซวงดูถูกเฉิงกั๋วหย่วน และเธอก็จะไม่ยอมให้แม่มาดูถูกใส่ร้ายพี่สะใภ้ของเธอด้วย
“แม่เป็นคนนิสัยยังไงแม่ไม่เคยรู้ตัวเลยเหรอคะ พ่อขอหย่ากับแม่ แทนที่แม่จะหาสาเหตุจากนิสัยของตัวเอง แม่กลับไปสงสัยโทษคนอื่นมั่วซั่วไปหมด”
“แม่คิดว่าพี่สะใภ้ของหนูจะว่างงานเหมือนหลานสาวสุดที่รักของแม่ ที่วันๆ เอาแต่สร้างเรื่องยุแยงตะแคงรั่วหรือไงคะ”
สำหรับลูกพี่ลูกน้องจอมปลอมอย่างไต้ยหมิงน่า เหอเหวินจิ้งไม่มีความเคารพหลงเหลือให้เลยแม้แต่นิดเดียว
ไม่ใช่ว่าเธอเป็นคนก้าวร้าวไม่มีมารยาท แต่คนขี้ฟ้องยุแยงชอบสร้างความร้าวฉานอย่างไต้ยหมิงน่า ไม่คู่ควรได้รับความเคารพจากเธอเลยสักนิด
ไต้ยหมิงน่าโดนด่าแสกหน้า ก็รีบหันไปทำหน้าตาน่าสงสารบีบน้ำตาใส่ไต้ยซวงทันที “คุณป้าคะ... ดูเหวินจิ้งสิคะ เธอเข้าใจหนูผิดไปใหญ่แล้ว หนูหวังดีแท้ๆ”
“เหวินจิ้ง! หมิงน่าเป็นพี่สาวแกนะ...”
ไต้ยซวงเอ่ยปากปกป้องหลานรัก
เหอเหวินจิ้งยิ้มเยาะที่มุมปากอย่างสมเพช “ทางสายเลือดน่ะเป็นลูกพี่ลูกน้องค่ะ แต่ในความเป็นจริง หล่อนดูเหมือนลูกสาวในไส้ของแม่มากกว่าหนูเสียอีก”
“เหวินจิ้ง!” ไต้ยซวงตะคอกเสียงสูงด้วยความโมโห
เหอเหวินจิ้งสะบัดหน้าหนี ไม่อยากจะเสวนากับคนไร้เหตุผล
เจียงถังกวาดสายตามองไปมาระหว่างไต้ยซวงกับเหอเหวินจิ้ง แล้วก็ได้ข้อสรุปในใจแบบเดียวกับเหอเหวินจิ้งเปี๊ยบ
“จริงด้วย สองคนนี้ดูเหมือนแม่ลูกกันมากกว่าจริงๆ”
“อดีตคุณป้าสะใภ้ จริงๆ แล้วคุณก็ดูไม่ฉลาดเอาเสียเลยนะ” เจียงถังกอดอก เอียงคอทำหน้าจริงจังขณะลงความเห็นวิเคราะห์สถานการณ์
“เหวินจิ้งเป็นลูกสาวแท้ๆ ที่คลานตามกันมาของคุณชัดๆ ส่วนยัยนั่นก็เป็นแค่ญาติคนหนึ่ง แต่คุณกลับปฏิบัติกับลูกสาวด้วยท่าทีห่างเหินเหมือนคนเป็นญาติ และปฏิบัติกับญาติด้วยท่าทีรักใคร่เอ็นดูเหมือนคนเป็นลูกสาว คุณนี่ช่างบริหารความสัมพันธ์ได้ไม่ฉลาดเอาเสียเลย”
คำว่า ‘อดีตคุณป้าสะใภ้’ จากปากเจียงถัง ก็เพียงพอที่จะทำให้ไต้ยซวงคลั่งตายได้แล้ว
ประโยคหลังพวกนี้ ยิ่งทำให้ไต้ยซวงรู้สึกเหมือนโดนเจียงถังกระชากหน้ากากผู้ดีจอมปลอมออกมาโยนลงพื้น แล้วกระทืบซ้ำอย่างแรงจนหน้าชาไปหมด
“นังเด็กเมื่อวานซืน! เธอไม่รู้อะไรก็อย่ามาพูดมั่วๆ นะ”
ไต้ยซวงรู้สึกขายหน้าจนแทบแทรกแผ่นดินหนี แต่ก็ไม่ได้คิดว่าวิธีการเลี้ยงลูกของตัวเองผิดพลาดตรงไหน
“ถ้าไม่ใช่เพราะฉันเข้มงวดกวดขันกับเหวินจิ้งมาตั้งแต่เด็ก แกจะเติบโตมาได้อย่างยอดเยี่ยมแบบนี้เหรอ จะโทษก็ต้องโทษที่ตอนนั้นฉันไม่น่าปล่อยให้แกคลาดสายตา ยอมให้มาทำงานที่เมืองหงฉีนี่เลย”
งานการก็ทำได้ไม่ดีไม่ก้าวหน้า แถมยังทำให้นิสัยเสียไปอีก จากเดิมที่เป็นลูกสาวว่านอนสอนง่ายอยู่ในโอวาท ตอนนี้กลับกลายเป็นคนหัวขบถแข็งข้อไปเสียได้
ถ้าจะบอกว่าลูกสาวเธอไม่ได้โดนคนอื่นเป่าหูยุยง ไต้ยซวงไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด
ในสายตาของเธอ เหอเหวินจิ้งเป็นคนยังไง ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าคนเป็นแม่อย่างเธออีกแล้ว
ต้องเป็นพี่สะใภ้ปากดีคนนั้นแน่ๆ ที่ล้างสมองลูกสาวเธอตอนอยู่ที่เมืองหงฉี!
ความคิดที่บิดเบี้ยวของไต้ยซวง ทำให้ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต้องถอนหายใจด้วยความเอือมระอาในตรรกะป่วยๆ ของเธออีกครั้ง!
สุขสันต์วันปีใหม่ค่ะ!
วันนี้อัปเดตช้าไปหน่อย ต้องขอโทษนักอ่านทุกท่านด้วยจริงๆ ค่ะ สองวันนี้ไรท์เผลอติดไข้หวัดใหญ่เข้าให้แล้ว เมื่อวานกับวันนี้ต้องไปนอนให้น้ำเกลือฉีดยาที่โรงพยาบาล เพิ่งจะลากสังขารกลับถึงบ้านมาปั่นต้นฉบับเสร็จตอนนี้นี่เอง
ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ไข้หวัดใหญ่กำลังระบาดหนัก เหล่านักอ่านที่น่ารักทุกคนต้องดูแลสุขภาพกันให้ดีนะคะ ขอให้มีความสุขในวันปีใหม่ค่ะ!
[จบบท]