บทที่ 26 : เงินเดิมพันห้าหยวน
"ฉันจะ...ให้เธอห้าหยวนเลยเอ้า!"
"ห้าหยวน?"
ดวงตาของเจียงถังเป็นประกายขึ้นมาทันที สมองของเธอเริ่มคำนวณอย่างรวดเร็ว เงินห้าหยวนนี่ไม่ใช่จำนวนน้อยๆ เลยนะ สามารถซื้อของกินได้ตั้งมากมาย โดยเฉพาะซาลาเปาไส้เนื้อลูกโตๆ
รอให้ลู่ฉางเจิงกลับมาจากการทำงานหนัก เธอจะเอาเงินนี้ไปซื้อซาลาเปาไส้เนื้อให้เขากินให้อิ่มหนำสำราญไปเลย!
"งั้นนายมาขับ"
เธอขยับตัวหลีกทางให้ทันที พลางพยักพเยิดหน้าให้หลิวหมิงฮุยขึ้นมาประจำที่คนขับรถแทรกเตอร์
ส่วนตัวเธอจะไปปั่นจักรยานเอง
ท่าทางที่ตอบรับอย่างรวดเร็วโดยไม่มีความลังเลแม้แต่น้อยของเธอ กลับทำให้หลิวหมิงฮุยเริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ "นี่เธอขี่จักรยานแข็งแล้วเหรอ?"
"ไม่เคยขี่มาก่อน"
เจียงถังตอบกลับไปด้วยสีหน้าเรียบเฉยและจริงใจ
"แล้วทำไมเธอถึงกล้ารับคำท้าของฉันล่ะ?"
"ก็ไม่ใช่ว่านายบอกเองเหรอว่าจะให้เงินฉันห้าหยวน?" เจียงถังเริ่มรู้สึกว่าหลิวหมิงฮุยนี่ช่างพูดจาเวิ่นเว้อเสียจริง เทียบกับลุงหลิวไม่ได้เลยสักนิด รายนั้นพูดน้อยแต่เข้าใจง่ายกว่าเยอะ
หลิวหมิงฮุยถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่มองหน้าญาติผู้น้องตาปริบๆ
"เออๆ ก็ได้ ตกลงตามนี้ แต่ฉันจะบอกเธอไว้ก่อนนะ ถ้าฉันไปถึงที่หมายก่อน เธอจะไม่ได้เงินสักสตางค์แดงเดียว"
"แล้วก็... ถ้าฉันชนะ ต่อไปนี้เธอต้องเชื่อฟังคำสั่งของฉัน เข้าใจไหม?"
เจียงถังพยักหน้าหงึกหงักตอบรับอย่างว่าง่าย
หลิวหมิงฮุยเห็นท่าทางหัวอ่อนว่าง่ายของเธอแล้วก็อดขำไม่ได้ "ทำไมล่ะ? เธอไม่คิดจะไตร่ตรองดูหน่อยเหรอ? จะยอมแพ้ง่ายๆ แบบนี้เลย?"
"ไม่จำเป็นต้องคิดหรอก"
น้ำเสียงของเจียงถังราบเรียบและมั่นคง ราวกับกำลังพูดถึงสัจธรรมของโลก "เพราะฉันจะเป็นฝ่ายไปถึงก่อน"
หลิวหมิงฮุยได้แต่ยืนนิ่งด้วยความงุนงง
เจ้าซ่าตั้นคนนี้นอกจากจะไม่ค่อยฉลาดแล้ว ยังมีความมั่นใจในตัวเองสูงส่งจนน่าตกใจอีกด้วย? ดีล่ะ เขาจะทำให้เธอได้รู้ซึ้งถึงความจริงของโลกว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้า และคนอย่างเขาก็ไม่ใช่ใครที่เธอจะมาดูแคลนได้ง่ายๆ!
สิบนาทีต่อมา
หลิวหมิงฮุยเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าด้วยสายตาว่างเปล่า มองดูจุดสีดำเล็กๆ ที่กำลังเคลื่อนตัวห่างออกไปไกลลิบๆ เสียงเครื่องยนต์รถแทรกเตอร์ที่ดังกระหึ่มอยู่นั้น ฟังดูราวกับเสียงหัวใจของเขาที่กำลังแตกสลายลงเป็นเสี่ยงๆ!
ทำไมกัน? ทำไมตอนเขาขี่จักรยานถึงไล่ตามรถแทรกเตอร์ที่เจียงถังขับไม่ทัน?
แล้วทำไมพอเขาเปลี่ยนมาขับรถแทรกเตอร์ ถึงยังถูกเจียงถังที่ปั่นจักรยานทิ้งห่างไปไกลเป็นหมื่นลี้แบบนี้อีก?
หลิวหมิงฮุยรู้สึกหมดอาลัยตายอยากในชีวิตขึ้นมาทันที
เงินห้าหยวนของเขา... เงินค่าแรงอันมีค่าของเขา...
ทางด้านเจียงถัง เธอปั่นจักรยานมาถึงด้านหน้าฟาร์มฮงซิงตามคำบอกเล่าของหลิวหมิงฮุยอย่างสบายๆ
หญิงสาวจอดจักรยานไว้ แล้วยืนรอหลิวหมิงฮุยอยู่ในร่มไม้เพื่อหลบแดด ลุงจ้าวคนเฝ้าประตูเห็นเธอมายืนรออยู่คนเดียว ก็นึกว่าเป็นหญิงสาวที่มามองหาคู่ครอง
ช่วงนี้ที่ฟาร์มมีปัญญาชนหนุ่มสาวถูกส่งตัวมาลงพื้นที่ไม่น้อย มักจะมีสหายหญิงจากในเมืองมาด้อมๆ มองๆ เพื่อสานสัมพันธ์กับหนุ่มๆ เหล่านั้นอยู่เสมอ
"มาหาแฟนเหรอหนู?"
เจียงถังส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน "ฉันเป็นเจ้าหน้าที่จากสถานีเครื่องจักรกลการเกษตรค่ะ"
"อ้าว สหายจากสถานีเครื่องจักรกลฯ หรอกรึ? มาดูธัญพืชของพวกเราใช่ไหม? โอ๊ย... ในที่สุดพวกเธอก็มากันเสียที รอจนเหงือกแห้งแล้ว มาคนเดียวเหรอ?"
ลุงจ้าวกุลีกุจอเชื้อเชิญเจียงถังให้เข้าไปด้านในอย่างกระตือรือร้น เร่งเร้าให้เธอรีบไปที่แปลงนาเพื่อช่วยดูอาการของต้นข้าว
สถานการณ์การเพาะปลูกในปีนี้ย่ำแย่เหลือเกิน ขืนปล่อยไว้แบบนี้ ช่วงเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงคงได้ผลผลิตไม่พอยาไส้แน่ๆ
เจียงถังไม่มีปัญหาที่จะเข้าไปดูในนา แต่จักรยานคันนี้เธอไม่สะดวกจะเอาเข้าไปด้วย จึงต้องฝากไว้ที่ป้อมยาม
"สหายวางใจเถอะ เดี๋ยวลุงช่วยดูรถให้เอง รับรองไม่หายแน่นอน"
"ขอบคุณค่ะ"
เธอกล่าวขอบคุณอย่างมีมารยาทตามแบบฉบับ ก่อนจะเดินทอดน่องไปตามเส้นทางที่ลุงจ้าวชี้บอก มุ่งหน้าไปยังแปลงนาข้าวเป้าหมาย
ในทุ่งนากว้างใหญ่ไพศาล เต็มไปด้วยพืชผลทางการเกษตรหลากหลายชนิด ทั้งต้นข้าว ต้นกล้าข้าวสาลี ข้าวโพด ปลูกเรียงรายเป็นทิวแถว
ภาพทุ่งนากว้างสุดลูกหูลูกตา ทอดยาวไปจนจรดตีนเขาที่อยู่ไกลลิบ ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่แต่แฝงความหดหู่
แม้พื้นที่เพาะปลูกจะกว้างขวาง แต่ต้นกล้าเหล่านี้กลับดูแคระแกร็น ผอมแห้ง และมีนาอยู่แปลงหนึ่งที่ใบข้าวเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองซีดเซียว ราวกับคนป่วยใกล้ตาย
ที่ริมคันนา มีกลุ่มคนสวมหมวกฟางยืนรวมกลุ่มกันอยู่ พวกเขาถือสมุดจดบันทึกพลางถกเถียงปัญหาหน้าดำคร่ำเครียด
การปรากฏตัวของเจียงถังทำให้บทสนทนาของพวกเขาหยุดชะงัก ทุกสายตาหันมาจ้องมองเธอเป็นจุดเดียว
"สหาย เธอมาจากหน่วยงานไหน? มาหาญาติเหรอ? หรือว่าเป็นปัญญาชนกลุ่มใหม่ที่มาลงพื้นที่?"
หลัวหงเว่ย หัวหน้ากองผลิตประจำฟาร์มเดินเข้ามาเอ่ยถามด้วยความสงสัย
เจียงถังละสายตาจากการสำรวจต้นกล้าในนา หันมาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "ฉันมาจากสถานีเครื่องจักรกลการเกษตร"
"สถานีเครื่องจักรกลการเกษตร?"
คนอื่นๆ ที่ได้ยินถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมามองหน้ากันด้วยความรู้สึกเหมือนโดนตบหน้า สถานีเครื่องจักรกลฯ กำลังเล่นตลกอะไรอยู่หรือเปล่า?
ทำไมถึงส่งผู้หญิงตัวเล็กๆ มาทำงานสำคัญแบบนี้?
แถมดูจากรูปร่างที่บอบบางราวกับกิ่งหลิวแบบนี้ เธอจะไปทำอะไรได้? แค่เดินลงนายังกลัวว่าจะเปื้อนโคลนเลยมั้ง
แม้ในใจของหลัวหงเว่ยจะรู้สึกกังวลและไม่เชื่อถือ แต่ในฐานะที่เป็นถึงระดับหัวหน้า เขาจึงพยายามเก็บอาการ ไม่แสดงท่าทีต่อต้านชัดเจนเหมือนลูกน้องคนอื่นๆ
"สหาย... เธอมาคนเดียวเหรอ?"
"ตอนนี้มีแค่ฉันค่ะ" เจียงถังตอบตรงไปตรงมา
หลัวหงเว่ยอึ้งไปเล็กน้อย พยายามมองโลกในแง่ดี "งั้นสหาย... เธอคงมาสาธิตวิธีการใช้ปุ๋ยเคมีให้พวกเราใช่ไหม?"
"ไม่ใช่ค่ะ"
"อ้าว แล้วเธอมาทำอะไร?"
หลัวหงเว่ยเริ่มเสียงแข็งขึ้นเล็กน้อย
เจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ที่ยืนอยู่ข้างๆ เริ่มแสดงอาการหงุดหงิด ยิ่งเห็นสภาพต้นกล้าในนาที่ย่ำแย่ แล้วต้องมาเห็นหัวหน้าเสียเวลากับเด็กสาวที่ดูทำอะไรไม่เป็น พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกรำคาญใจ
"หัวหน้าสถานีหลิวชักจะเลอะเลือนกันไปใหญ่แล้วจริงๆ ถึงได้ส่งเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ มาทำงานใหญ่แบบนี้ แสดงว่าผลผลิตของฟาร์มเราจะเป็นตายร้ายดียังไง ก็ไม่เกี่ยวกับเขาเลยสินะ"
คำพูดประชดประชันนี้เต็มไปด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง
แต่ความจริงแล้ว ผลผลิตของฟาร์มจะเป็นอย่างไร ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อหลิวเจี้ยนกั๋วมากมายนัก
หลัวหงเว่ยหันไปปรามเพื่อนร่วมงานที่กำลังบ่นพึมพำ ส่งสายตาบอกให้พวกเขาหยุดพูดจาไม่ดี แล้วไล่ให้กลับไปทำงานของตัวเอง
"เอ่อ... สหายครับ ตอนนี้พวกเรายุ่งมาก ไม่มีเวลามาต้อนรับเธอหรอกนะ เธอเดินดูเล่นแถวนี้ไปก่อนแล้วกัน"
หลัวหงเว่ยเอ่ยปากไล่ทางอ้อม
เจียงถังขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความไม่เข้าใจ "แต่ลุงที่เฝ้าประตูบอกให้ฉันมาช่วยดูต้นกล้าให้พวกคุณนะคะ"
"ลุงจ้าวเรียกมาเหรอ?"
คว่างเจี้ยนฮุย คนที่เพิ่งบ่นเมื่อครู่พูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงดูแคลน "ลุงจ้าวแกแก่จนเลอะเลือนแล้วจริงๆ ใครเดินผ่านมาก็พามาที่นาหมด นึกว่าที่นี่เป็นสวนสาธารณะหรือไง"
"แล้วนี่ยังจะมาบอกว่าจะดูต้นกล้าให้พวกเราอีก? แม่สหายตัวน้อย เธอแยกออกหรือเปล่าว่าอันไหนคือต้นกล้าข้าว อันไหนคือวัชพืช?"
คำถามนี้เต็มไปด้วยเจตนาเหยียดหยามอย่างปิดไม่มิด
แต่ทว่า... เจียงถังก็ไม่รู้จักต้นกล้าข้าวจริงๆ นั่นแหละ
"ไม่รู้จักค่ะ"
เธอตอบกลับไปตามตรงด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก
คว่างเจี้ยนฮุยหัวเราะลั่นออกมาทันที "หัวหน้า! ได้ยินไหมครับ? ดูสิครับ เธอแยกแยะต้นกล้ากับวัชพืชยังไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ!"
"หัวหน้าสถานีหลิวส่งคนแบบนี้มาแนะนำงานพวกเรา นี่มันไม่ใช่การหลอกลวงประชาชนแล้วจะเรียกว่าอะไร? เห็นพวกเราเป็นตัวตลกหรือไงกัน?"
หลัวหงเว่ยเองก็เริ่มรู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมา เขาคิดไม่ถึงว่าเด็กสาวตรงหน้าจะซื่อบื้อยอมรับออกมาดื้อๆ แบบนี้
"สหายท่านนี้..."
"เสี่ยวเจียง! เธอวิ่งมาทำอะไรตรงนี้?"
เสียงตะโกนหอบๆ ของหลิวหมิงฮุยดังแทรกขึ้นมา เขาใบหน้าแดงก่ำ เต็มไปด้วยเหงื่อไคล ขณะวิ่งกระหืดกระหอบตรงเข้ามาหา
เจียงถังหันกลับไปมอง พลางยื่นแบมือออกไปตรงหน้าเขาทันที
"ห้าหยวน"
หลิวหมิงฮุยที่กลัวแทบตายว่าถ้าเธอเป็นอะไรไปแม้แต่ปลายเล็บ ตัวเองจะต้องโดนอาเล็กเฉือดทิ้ง จึงรีบวิ่งมาโดยไม่ได้พักหายใจ...
เขานี่มันกังวลเรื่องเจ้าซ่าตั้นนี่เสียเวลาเปล่าจริงๆ!
ชายหนุ่มล้วงกระเป๋ากางเกงด้วยความฮึดฮัด หยิบเงินยับยู่ยี่ออกมาสองหยวน
"มีติดตัวแค่นี้ สองหยวน! อีกสามหยวนติดไว้ก่อน พรุ่งนี้ค่อยเอา!"
"งั้นนายห้ามลืมนะ"
เจียงถังรับเงินมา รีดให้เรียบแล้วเก็บใส่กระเป๋าหนังสืออย่างทะนุถนอม
หลิวหมิงฮุยยืนอ้าปากค้าง พูดไม่ออกบอกไม่ถูก
เขาดูเหมือนคนที่จะเบี้ยวหนี้เงินแค่สามหยวนหรือไง?
หลิวหมิงฮุยต้องท่องยุบหนอพองหนอในใจซ้ำๆ เพื่อระงับสติอารมณ์ อย่าโกรธ... อย่าโกรธ... นี่น้องสาวแท้ๆ ญาติสนิทสายเลือดเดียวกัน ห้ามโกรธ... ห้ามฆ่าทิ้ง...
พออารมณ์เริ่มเย็นลง เขาถึงหันไปทักทายพวกหลัวหงเว่ย
"หัวหน้าหลัว สวัสดีครับ"
หลัวหงเว่ยจำหลิวหมิงฮุยได้ พอเห็นเขามาถึง สีหน้าเคร่งเครียดก็ผ่อนคลายลง ปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาบ้าง "อ้าว ช่างเทคนิคหลิว ในที่สุดคุณก็มาสักที นึกว่าจะไม่มาซะแล้ว"
"คุณรีบมาช่วยดูต้นกล้าพวกนี้หน่อยเถอะ ช่วยดูทีว่าพวกมันเป็นโรคอะไรกันแน่?"
"ศัตรูพืชก็ไม่มี รากก็ไม่เน่า ปัญหาอื่นก็หาไม่เจอ แต่ทำไมมันถึงไม่ยอมโต แถมยังทำท่าจะยืนต้นตายกันหมดอีก?"
หลัวหงเว่ยชี้มือไปยังผืนนาอันกว้างใหญ่ด้านหลังด้วยความกลัดกลุ้ม นั่นมันผลผลิตจากที่ดินหลายสิบไร่เชียวนะ!
ถ้าต้นกล้าพวกนี้ตายหมด ความเสียหายในปีนี้คงมหาศาลเกินกว่าจะรับผิดชอบไหว ฟาร์มของพวกเขาคงหนีไม่พ้นโดนเบื้องบนลงโทษทางวินัยยกแผงแน่
หลิวหมิงฮุยพยักหน้ารับทราบด้วยสีหน้าจริงจัง เตรียมตัวจะถอดรองเท้าลงไปสำรวจในนา
ทันใดนั้น เจียงถังก็เอียงคอมองหลิวหมิงฮุยที่กำลังถลกแขนเสื้อขึ้นอย่างขะมักเขม้น แล้วเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงใสซื่อแต่แทงใจดำว่า
"รู้ทั้งรู้ว่าช่วยยังไงก็ไม่รอดแล้ว... นายยังจะลงไปดูอีกทำไม?"
[จบบท]