บทที่ 41: วิธีแก้ปัญหาเลือดกำเดาไหล
“อย่างนั้นเหรอคะ”
เจียงถังพยักหน้าทำความเข้าใจอย่างครุ่นคิด เธอตั้งใจจะหาน้ำมาให้ลู่ฉางเจิงดื่มเพื่อดับกระหายและช่วยให้อาการดีขึ้น แต่เมื่อค้นดูแล้วก็พบว่าตัวเองไม่ได้พกขวดน้ำติดตัวมาด้วยเลย
ลู่ฉางเจิงยืนพิงรถสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อปรับจังหวะการเต้นของหัวใจและอารมณ์อยู่พักใหญ่ จนกระทั่งเขาสามารถควบคุมเลือดที่ไหลออกมาจากจมูกให้หยุดลงได้ในที่สุด
แต่ทว่าเมื่อเขาหันกลับไปมองหญิงสาวหน้าตาไร้เดียงสาบริสุทธิ์ที่นั่งทำตาแป๋วอยู่ตรงที่นั่งคนขับ เลือดลมที่เขาเพิ่งจะข่มให้สงบลงได้เมื่อครู่ดูเหมือนจะเริ่มเดือดพล่านและสูบฉีดแรงขึ้นมาอีกครั้ง
“สหายเจียงถัง ต่อจากนี้ต้องฝากคุณขับรถแล้วนะครับ”
ลู่ฉางเจิงตัดสินใจเปิดประตูรถด้านหลังแล้วเข้าไปนั่งสงบสติอารมณ์ เขาประเมินอานุภาพการดึงดูดของสหายเจียงถังที่มีต่อตัวเขาต่ำเกินไปจริงๆ สถานการณ์ในตอนนี้ทำให้เขาไม่มีความกล้าพอที่จะไปนั่งเคียงคู่ตรงที่นั่งข้างคนขับด้วยซ้ำ
เขาเกรงว่าตัวเองจะควบคุมปฏิกิริยาทางร่างกายไม่ได้ แล้วเลือดกำเดาเจ้ากรรมจะไหลทะลักออกมาไม่หยุดจนขายหน้า
เพื่อป้องกันเหตุการณ์เลือดกำเดาไหลซ้ำสอง ลู่ฉางเจิงจึงถอดเสื้อคลุมตัวนอกออกมาคลุมปิดใบหน้าของตัวเองเอาไว้ พยายามอย่างยิ่งที่จะปิดกั้นการมองเห็น ไม่มองใบหน้าขาวอมชมพูที่ดูงดงามเปล่งปลั่งยิ่งกว่าดอกท้อแรกแย้มของเจียงถัง
แค่จูบเดียวยังเล่นเอาคุมเลือดกำเดาไม่อยู่ แล้วคืนพรุ่งนี้ที่จะต้องเข้าหอกัน เขาจะทำอย่างไรดี ชีวิตนี้ช่างท้าทายนัก
ทางด้านเจียงถังที่ไม่เข้าใจสถานการณ์ความว้าวุ่นใจของฝ่ายชายเลยแม้แต่น้อยก็เกิดความสงสัย
“ลู่ฉางเจิง คุณง่วงแล้วเหรอคะ”
“เปล่าครับ ไม่เป็นไร ถังถังขับรถไปก่อนเลย ผมแค่อยากพักสายตานิดหน่อย”
“อ๋อ ได้ค่ะ”
เจียงถังเริ่มสตาร์ทรถตามขั้นตอนที่ลู่ฉางเจิงเคยสอนอย่างเคร่งครัด มือทั้งสองข้างจับพวงมาลัยไว้แน่น สายตามุ่งมั่นจดจ้องไปที่เส้นทางข้างหน้าอย่างมีสมาธิ
ในเวลานี้เธอทำตัวเหมือนเครื่องจักรที่ประมวลผลการขับขี่อย่างแม่นยำ ไม่มีอารมณ์ความรู้สึกซับซ้อนเข้ามารบกวน แต่ในเรื่องการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ เธอกลับมีความเฉลียวฉลาดที่เหนือกว่าคนทั่วไปหลายเท่าตัวจนน่าทึ่ง
รถจี๊ปทหารแล่นมาจอดที่หน้าเขตบ้านพักทหารอย่างนิ่มนวล ลู่ฉางเจิงลงจากเบาะหลังแล้วย้ายมานั่งที่เบาะข้างคนขับเพื่อเตรียมตัวลง
“ผมจะส่งคุณเข้าบ้านก่อน แล้วค่อยเอารถไปคืนที่กองยานพาหนะ จากนั้นจะไปจัดการธุระอีกนิดหน่อย ถังถังพักผ่อนรออยู่ที่บ้านนะ เดี๋ยวตอนเย็นผมกลับมาทำกับข้าวอร่อยๆ ให้ทาน”
“อ๋อ ได้ค่ะ”
เจียงถังนั้นว่าง่ายและเชื่อฟังเป็นที่สุด เธอพยักหน้ารับคำอย่างน่าเอ็นดู
การอยู่บ้านคนเดียวไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกเบื่อหน่าย เธอเดินไปดูต้นกล้าผักในแปลงที่เริ่มแตกใบอ่อน แล้วก็กลับมานั่งเล่นหมุนหาคลื่นวิทยุเครื่องใหม่ที่เพิ่งซื้อมาวันนี้อย่างเพลิดเพลิน
ทางด้านลู่ฉางเจิง หลังจากดำเนินการคืนรถเสร็จเรียบร้อย เขาก็เดินทางไปพบผู้บังคับบัญชาเพื่อรายงานเหตุการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในฟาร์มฮงซิงวันนี้
“มีหนอนบ่อนไส้กัดกินผลประโยชน์ในหน่วยงานสินะ”
หลัวเจิ้นซิงยกแก้วน้ำเคลือบขึ้นมาดื่มชาคำใหญ่ สีหน้าเคร่งเครียดจริงจัง “แบบนี้คงต้องถอนรากถอนโคนกันยกใหญ่ ใครที่เกี่ยวข้องจะต้องถูกลากตัวออกมาให้หมด”
“รับทราบครับ ผมจะจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย”
“ดีมาก ไปทำงานต่อเถอะ”
“ครับ”
ลู่ฉางเจิงทำท่าจะเดินออกไปเพื่อปฏิบัติภารกิจต่อ
“เดี๋ยวสิ” หลัวเจิ้นซิงเรียกเขาไว้ พลางชี้ไปที่ซองจดหมายหนาๆ บนโต๊ะ “หยิบซองนั้นไปด้วย”
ลู่ฉางเจิงมองดูแล้วไม่ได้ยื่นมือออกไปรับ
หลัวเจิ้นซิงแกล้งทำหน้าขรึม แสร้งทำเสียงดุ “ทำไม รังเกียจของที่ฉันกับอาจารย์หญิงเตรียมไว้ให้หรือไง นี่เป็นน้ำใจของผู้ใหญ่นะ”
“เปล่าครับอาจารย์ ผมแค่เกรงใจ”
“งั้นก็เอาไป เอาไปให้สหายเจียงถังถือว่าเป็นของขวัญรับขวัญหลานสะใภ้”
ในซองนั้นมีเงินสดห้าสิบหยวน กับตั๋วแลกผ้าอีกสองสามใบ รวมแล้วน่าจะแลกผ้าเนื้อดีได้ประมาณสองถึงสามเมตร
นี่เป็นสิ่งที่เซี่ยชิวจวี๋ตั้งใจไปหาแลกมาโดยเฉพาะด้วยความเอ็นดูลูกศิษย์คนนี้
ในยุคสมัยที่เศรษฐกิจฝืดเคือง คนส่วนใหญ่ใส่ซองงานแต่งกันแค่ห้าสิบสตางค์ หนึ่งหยวน สองหยวน หรือมากสุดก็ห้าหยวน เงินจำนวนห้าสิบหยวนถือว่าเป็นเงินก้อนใหญ่มหาศาล
เพราะเป็นลู่ฉางเจิงที่เป็นศิษย์รักหรอกนะ ถ้าเป็นคนอื่นเขาคงไม่ให้เยอะขนาดนี้แน่นอน
“ขอบคุณครับอาจารย์ ฝากขอบพระคุณอาจารย์หญิงด้วยครับ”
ลู่ฉางเจิงรู้ดีว่าถ้าปฏิเสธอีกจะเป็นการเสียมารยาทและทำให้อาจารย์เสียน้ำใจ เขาจึงทำได้เพียงรับของขวัญชิ้นใหญ่จากอาจารย์และอาจารย์หญิงมาด้วยความซาบซึ้ง
เวลาสี่โมงเย็น ลู่ฉางเจิงยังไม่กลับมาที่บ้าน
เจียงถังผละออกจากวิทยุ เดินออกจากห้องนอนไปที่ครัวเพื่อเตรียมทำอาหารเย็นรอสามี
เธอไม่เคยทำอาหารมาก่อนในชีวิต แต่เธอเคยเห็นลู่ฉางเจิงทำผ่านตามาบ้าง
ถ้าทำตามขั้นตอนเหล่านั้นและกะปริมาณน้ำกับข้าวให้พอดี เธอน่าจะหุงข้าวให้สุกได้โดยไม่ไหม้
ลู่ฉางเจิงที่กำลังขนสัมภาระจากหอพักทหารมายังบ้านพักหลังใหม่ เมื่อเดินมาถึงใกล้บ้านก็เห็นควันไฟลอยโขมงออกมาจากหลังคาครัวจนน่าตกใจ เขาใจหายวาบ รีบเร่งฝีเท้าวิ่งกลับบ้านด้วยความเร็วสูงสุด
“หัวหน้าลู่ ช้าหน่อยครับ คุณยังบาดเจ็บอยู่นะครับ!”
ทำไมถึงยังเดินเร็วปานติดจรวดได้ขนาดนั้นนะ
เฉิงกั๋วหย่วน สหายทหารรุ่นน้องที่ช่วยขนของอยู่ด้านหลัง เห็นหัวหน้าลู่เดินตัวปลิวกลับบ้าน เขาก็รีบวิ่งตามไปด้วยความกังวล กลัวว่าจะเกิดเหตุร้ายอะไรขึ้น
เจียงถังได้ยินเสียงคนเดินเข้ามาในลานบ้าน เธอถือมีดทำครัวเดินออกมาที่ประตูห้องครัว พอเห็นว่าเป็นลู่ฉางเจิง ใบหน้าที่เปื้อนเขม่าควันมอมแมมของเธอก็เผยรอยยิ้มกว้างอย่างดีใจ
“ลู่ฉางเจิง คุณกลับมาแล้ว”
“ฉันกำลังทำกับข้าว อีกเดี๋ยวก็ได้กินแล้วค่ะ”
เมื่อเห็นว่าเธอปลอดภัยดียืนยิ้มอยู่ตรงหน้า ไม่ได้เกิดไฟไหม้หรืออันตรายใดๆ ความกังวลของลู่ฉางเจิงจึงมลายหายไปสิ้น
เขาวางสัมภาระลง เดินเข้าไปใช้นิ้วหัวแม่มือเช็ดคราบเขม่าสีดำบนแก้มใสของเธออย่างเบามือ แล้วพูดหยอกเย้าด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ทำไมไม่รอผมกลับมาทำให้ครับ หิวแล้วเหรอ หน้าเลอะเหมือนลูกแมวซุกซนเลย”
“ไม่หิวค่ะ ฉันแค่อยากทำกับข้าวให้คุณกินบ้าง”
หญิงสาวผู้ไม่รู้จักการพูดอ้อมค้อมหรือจริตมารยา คำพูดที่ตรงไปตรงมาและบริสุทธิ์ใจของเธอมักจะกระแทกใจกลางความรู้สึกของลู่ฉางเจิง และเข้าถึงส่วนที่อ่อนโยนที่สุดในหัวใจเขาได้เสมอจนเขาไปไหนไม่รอด
“คุณมาดูสิคะ ว่าข้าวที่ฉันทำน่ากินไหม”
“ได้ครับ เดี๋ยวผมไปดูนะ”
ลู่ฉางเจิงตอบรับ ก่อนจะหันไปมองเฉิงกั๋วหย่วนที่ยังยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ที่ประตูรั้ว
“นายกลับไปได้แล้ว ขอบใจมาก”
เฉิงกั๋วหย่วนทำหน้าไม่ถูก เหมือนโดนไล่ทางอ้อมชัดๆ
เจียงถังได้ยินเสียงลู่ฉางเจิงพูดกับคนอื่น จึงเพิ่งสังเกตเห็นว่ามีชายแปลกหน้ายืนอยู่ในลานบ้านด้วย
เธอชะโงกหน้าออกมาจากด้านหลังแผ่นหลังกว้างของลู่ฉางเจิง มองชายคนนั้นด้วยความสงสัยใคร่รู้
“พี่สะใภ้ สวัสดีครับ”
เฉิงกั๋วหย่วนรีบทักทายอย่างนอบน้อม
เจียงถังกระพริบตาปริบๆ อย่างไร้เดียงสา “คุณจะอยู่กินข้าวเย็นด้วยกันไหมคะ”
เฉิงกั๋วหย่วนยังไม่ทันได้อ้าปากตอบ ก็ถูกลู่ฉางเจิงตวัดสายตาจ้องมองด้วยความเย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลก ทั้งที่เป็นเดือนพฤษภาคมที่อากาศร้อนระอุ แต่เขากลับรู้สึกหนาวสะท้านเหมือนตกลงไปในถังน้ำแข็ง
ไม่ต้องสงสัยเลย ถ้าเขากล้าตอบตกลงว่าจะอยู่กินข้าวเป็นก้างขวางคอ อีกไม่นานเขาคงโดนหัวหน้าลู่สั่งซ่อมจนอ่วมแน่
“มะ ไม่ ไม่ดีกว่าครับ ผมกิน...กินมาแล้วครับพี่สะใภ้”
“อ๋อ งั้นลาก่อนค่ะ”
เจียงถังโบกมือลาอย่างง่ายดาย แล้วดึงแขนลู่ฉางเจิงเดินเข้าบ้านไปทันที
เฉิงกั๋วหย่วนยืนงงเป็นไก่ตาแตก
พี่สะใภ้คนนี้ช่างเป็นคนเปิดเผยและตรงไปตรงมาจริงๆ ไม่คิดจะชวนซ้ำตามมารยาทคนจีนทั่วไปหน่อยหรือไงนะ
แต่จะว่าไป ใครจะไปคิดว่าหัวหน้าลู่ผู้แสนเย็นชา แข็งกระด้าง และเข้าถึงยาก จะมาพ่ายแพ้ราบคาบให้กับผู้หญิงตัวเล็กๆ แบบนี้
เฉิงกั๋วหย่วนนึกถึงท่าทางหวงก้างของลู่ฉางเจิงเมื่อครู่แล้วก็อดขำไม่ได้
“เสร็จกัน หัวหน้าลู่เสร็จแน่ๆ คราวนี้ไปไหนไม่รอดแล้ว เป็นทาสภรรยาเต็มตัว”
แต่ก็นะ ถ้ามีแฟนหน้าตาสวยหยาดเยิ้มและน่ารักเหมือนพี่สะใภ้แบบนั้น การที่จะหลงหัวปักหัวปำก็ถือเป็นเรื่องปกติของลูกผู้ชายไม่ใช่เหรอ ใครจะไปทนไหว
ตัดภาพมาที่อาคารชุดพักอาศัยเฟสสาม ซึ่งบรรยากาศแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
เติ้งผิงที่เพิ่งเลิกงานกลับมาจากในเมืองทำหน้าตาบูดบึ้งไม่พอใจ เหมือนไปกินรังแตนมา
จ้าวจานกั๋วที่เพิ่งก้าวเท้าเข้าบ้านมารู้สึกถึงรังสีอำมหิตได้ทันที
“ที่รัก วันนี้เป็นอะไรไปครับ ลูกในท้องดื้อเหรอ หรือใครทำอะไรให้ไม่พอใจ” เขารู้ว่าภรรยาตั้งท้องลำบากและอารมณ์แปรปรวน จึงพยายามตามใจและเอาใจเธอให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ถึงแม้ช่วงนี้เขาจะต้องฝึกหนักทุกวันจนเหนื่อยสายตัวแทบขาด ร่างกายล้าไปหมด
แต่พอกลับถึงบ้าน เขาก็ยังรับหน้าที่ทำงานบ้านทุกอย่าง ทั้งซักผ้า กวาดบ้าน ถูพื้น เพื่อให้ภรรยาได้พักผ่อน
เติ้งผิงนั่งกอดอกอยู่บนโซฟา พอเห็นหน้าซื่อๆ ของจ้าวจานกั๋วก็ยิ่งโมโหจนลมออกหู
“ลูก ลูก ลูก วันๆ เอาแต่พูดถึงลูก มีพ่อไร้ประโยชน์ ไม่ได้เรื่องแบบคุณ คุณคิดว่าลูกออกมาจะเชื่อฟังหรือมีอนาคตแค่ไหนเชียว”
คำพูดนี้ช่างทำร้ายจิตใจลูกผู้ชายเหลือเกิน
จ้าวจานกั๋วที่กำลังล้างมือเตรียมจะเข้าไปทำกับข้าวถึงกับชะงักมือ รอยยิ้มบนหน้าเจือจางลง
เขาหันกลับมามองเติ้งผิงที่กำลังโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงอยู่บนโซฟา ริมฝีปากหนาขยับเหมือนอยากจะพูดระบายความในใจ หรือโต้แย้งอะไรบ้าง แต่สุดท้ายเขาก็พบว่าพูดไปก็ไร้ประโยชน์ มีแต่จะทะเลาะกันใหญ่โต
จ้าวจานกั๋วคิดได้ดังนั้น จึงถอนหายใจเบาๆ แล้วหันกลับไปหุงข้าวต่ออย่างเงียบงัน
แต่ความรู้สึกโดดเดี่ยว น้อยใจ และเสียใจของเขานั้นแผ่ออกมาจนรู้สึกได้แม้จะอยู่คนละห้อง
เติ้งผิงไม่ได้รู้สึกสงสารหรือเห็นใจสามีที่แสนดีคนนี้เลยสักนิด กลับกันเธอยิ่งรู้สึกว่าจ้าวจานกั๋วช่างเป็นผู้ชายที่ไม่ได้เรื่อง ขี้ขลาดตาขาว
เสียแรงที่มีรูปร่างสูงใหญ่เสียเปล่า ไม่มีความเป็นผู้นำหรือความเด็ดขาดแบบลูกผู้ชายเอาเสียเลย
ถ้าเป็นลู่ฉางเจิงนะ... ป่านนี้คงได้ดิบได้ดีไปถึงไหนแล้ว
พอเติ้งผิงนึกเปรียบเทียบสามีตัวเองกับลู่ฉางเจิง เธอก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงเจียงถัง ผู้หญิงที่แย่งลู่ฉางเจิงไป แล้วความโกรธริษยาก็พุ่งขึ้นจนเจ็บหน้าอกไปหมด
“สวรรค์เฮงซวย ทำไมถึงไม่ยุติธรรมแบบนี้”
เธอสบถด่าฟ้าดินเบาๆ แล้วลุกขึ้นเตะเก้าอี้ตัวเตี้ยข้างๆ จนล้มคว่ำระบายอารมณ์ ก่อนจะเดินปึงปังเข้าห้องนอนไป
เสียงประตูปิดดังสนั่นหวั่นไหวจนบ้านสะเทือน!
[จบบท]