บทที่ 43: งานมงคลสมรส
เช้าวันใหม่อันสดใส ลู่ฉางเจิงกลับต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่คุ้นเคย เลือดกำเดาของเขาไหลทะลักออกมาอีกครั้ง
ชายหนุ่มรีบยกมือขึ้นปิดจมูก ก่อนจะวิ่งโซซัดโซเซออกจากห้องไปอย่างทุลักทุเล เพื่อจัดการกับสภาพที่น่าอายของตนเอง
เจียงถังลุกขึ้นมานั่งบนเตียงด้วยสีหน้ามึนงง แววตาใสซื่อมองตามแผ่นหลังกว้างของลู่ฉางเจิงที่วิ่งหายออกไป แล้วก้มลงสำรวจร่างกายของตนเอง
ในที่สุดเธอก็คิดได้ถึงต้นตอของปัญหา
ลู่ฉางเจิงยังไม่สามารถปรับตัวเข้ากับพลังในร่างกายของเธอได้นั่นเอง!
โสมคนตัวน้อยครุ่นคิดหาวิธีแก้ไขอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจลุกจากเตียงเดินตรงไปยังโต๊ะเครื่องแป้ง มือเล็กหยิบกรรไกรออกมา แล้วบรรจงตัดปอยผมยาวสลวยของตัวเองออกมาหนึ่งช่อ
เธอรวบรวมเส้นผมเหล่านั้นห่อไว้อย่างดีในผ้าเช็ดหน้าผืนน้อย แล้วใช้เข็มกับด้ายเย็บปิดปากห่อผ้าอย่างตั้งใจ
เมื่อลู่ฉางเจิงสามารถหยุดเลือดกำเดาได้และจัดการอารมณ์ให้กลับมาเป็นปกติ ชายหนุ่มเดินกลับเข้ามาในห้อง ก็พบว่าเจียงถังได้ทำ ‘ถุงหอม’ ฉบับทำมือที่รูปร่างหน้าตาดูบิดเบี้ยวเสร็จเรียบร้อยพอดี
“ลู่ฉางเจิง สิ่งนี้ฉันให้คุณ คุณต้องพกติดตัวไว้ตลอดเวลา ห้ามทำหายเด็ดขาดนะ”
เจียงถังยื่นวัตถุก้อนกลมๆ ในมือส่งให้กับลู่ฉางเจิงด้วยแววตาจริงจัง
ลู่ฉางเจิงก้มมองห่อผ้าเช็ดหน้าในมือที่ดูน่ารักน่าชัง แม้จะดูไม่ออกว่าเป็นรูปทรงอะไรก็ตาม “ข้างในนี้คือเส้นผมอย่างนั้นหรือครับ”
“อื้อ เป็นเส้นผมของฉันเอง คุณต้องพกพวกมันติดตัวไว้นะ”
ลู่ฉางเจิงนึกขึ้นได้ว่าในสมัยโบราณมีประเพณีที่เรียกว่าการตัดผมผูกใจ สื่อถึงความรักที่มั่นคงไม่เสื่อมคลาย เขาไม่คิดเลยว่าแม่สาวน้อยของเขาจะมีความเชื่อในเรื่องโรแมนติกแบบนี้ด้วย
ในเมื่อเธอเชื่อและตั้งใจทำให้ เขาก็พร้อมที่จะเชื่อตามเธอ
“ถ้าอย่างนั้นผมต้องตัดผมของผมใส่เข้าไปด้วยไหม”
“จะใส่ผมของคุณเข้าไปทำไมกัน”
เจียงถังเอียงคอถามด้วยความไม่เข้าใจ
ลู่ฉางเจิงชะงักไปเล็กน้อย
สรุปว่าแม่สาวน้อยไม่ได้หมายถึงความหมายของการตัดผมผูกใจครองคู่กันหรอกหรือ
“เหล่าลู่ คนมากินเลี้ยงงานแต่งมากันแล้วนะ นายกับพี่สะใภ้ที่เป็นเจ้าภาพของงาน จะไปโรงอาหารกันเมื่อไหร่ครับเนี่ย!”
เสียงตะโกนโวยวายอันเป็นเอกลักษณ์ของเฉิงกั๋วหย่วนดังมาจากด้านนอก ขัดจังหวะความคิดฟุ้งซ่านของลู่ฉางเจิง
เขาคลี่ยิ้มบางๆ ก่อนจะเก็บห่อผ้าเช็ดหน้าที่มีเส้นผมของเจียงถังใส่ลงในกระเป๋าเสื้อตรงหน้าอกอย่างทะนุถนอม ราวกับเป็นของล้ำค่าที่สุด
“พวกเราไปโรงอาหารกันเถอะ”
“ได้สิ”
วันนี้เป็นวันอาทิตย์
นับเป็นวันหยุดพักผ่อนที่หาได้ยากยิ่งสำหรับเหล่าทหารและเจ้าหน้าที่
ลู่ฉางเจิงกับเจียงถังจัดงานแต่งงานขึ้นที่โรงอาหารของหน่วยงาน เขาเชิญสหายร่วมรบที่สนิทสนมมาร่วมงานจำนวนไม่น้อย
นอกเหนือจากสหายที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นเป็นพิเศษซึ่งพาครอบครัวมาร่วมยินดีแล้ว คนอื่นๆ ส่วนใหญ่เลือกที่จะมาเพียงลำพัง เพราะในยุคสมัยนี้อาหารการกินมีราคาแพงและหาได้ยาก จึงไม่มีใครกล้าพอที่จะพามากันทั้งครอบครัวเพื่อรบกวนเจ้าภาพ
ภายในโรงอาหารขนาดใหญ่ที่ถูกจัดเตรียมไว้ มีโต๊ะอาหารวางเรียงรายอยู่ถึงสิบโต๊ะ
จุดเด่นที่ดึงดูดสายตากลางโต๊ะทุกตัว คือกะละมังใบใหญ่ยักษ์ที่บรรจุเมนูเด็ดอย่างผักกาดขาวมันฝรั่งต้มหมูใส่วุ้นเส้น ส่งกลิ่นหอมฉุยยั่วน้ำลาย
นอกจากนี้ ยังมีกะละมังใส่ข้าวสวยพูนจาน และหมั่นโถวธัญพืชหยาบที่วางซ้อนกันเป็นภูเขาลูกย่อมๆ
แม้อาหารจะมีประเภทไม่หลากหลาย แต่จุดเด่นของงานนี้คือปริมาณที่มหาศาล รับประกันความอิ่มหนำสำราญ
ต้องบอกก่อนว่างานนี้ใช้เนื้อหมูไปทั้งหมดห้าสิบชั่ง เฉลี่ยแล้วในกะละมังกับข้าวของแต่ละโต๊ะ มีเนื้อหมูผสมอยู่ถึงห้าชั่งเต็มๆ
เนื้อหมูห้าชั่งถูกหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ นำไปผัดจนส่งกลิ่นหอมกรุ่นแล้วใส่มันฝรั่งเนื้อเนียน ผักกาดขาวหวานกรอบ วุ้นเส้นเหนียวนุ่ม โรยหน้าด้วยต้นหอมซอยเพิ่มสีสัน แล้วราดด้วยน้ำมันพริกสีแดงสดปิดท้าย รสชาติและกลิ่นหอมนั้นชวนให้ท้องร้องเสียเหลือเกิน
เจียงถังไม่เคยเห็นบรรยากาศงานเลี้ยงที่คึกคักแบบนี้มาก่อน เธอถูกลู่ฉางเจิงจูงมือเดินเข้ามาในงาน ดวงตากลมโตเป็นประกายด้วยความอยากรู้อยากเห็นขณะกวาดมองไปรอบๆ
ในหลายช่วงเวลา เจียงถังก็ดูไร้เดียงสาราวกับเด็กน้อยที่ไม่ประสีประสาต่อโลกภายนอก
แต่ทว่าในความไร้เดียงสานั้น แววตาของเธอกลับซ่อนความสงบนิ่งบางอย่างที่เหมือนมองทะลุปรุโปร่งถึงแก่นแท้ของสรรพสิ่ง
“ถังถัง นี่คืออาจารย์ของผม และภรรยาของอาจารย์ครับ”
ลู่ฉางเจิงพาเธอเดินฝ่าผู้คนมาหยุดอยู่ตรงหน้าหลัวเจิ้นซิงและเซี่ยชิวจวี๋ที่ยืนรออยู่บนเวที พร้อมกับแนะนำผู้ใหญ่ทั้งสองด้วยน้ำเสียงนอบน้อมและอ่อนโยน
เจียงถังยืดตัวตรงและกล่าวทักทายด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึงขัง
ท่าทางที่เป็นทางการจนเกินเหตุนั้น ชวนให้ผู้พบเห็นรู้สึกเอ็นดูและขบขัน
เซี่ยชิวจวี๋เองก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเบาๆ
หญิงสูงวัยยื่นมือออกไปกุมมือเล็กของเจียงถังเอาไว้อย่างอบอุ่น แล้วยิ้มพร้อมกับพูดปลอบโยนเธอว่า “ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้นนะจ๊ะหนูเจียง ทำตัวตามสบายเถอะ”
หลัวเจิ้นซิงที่ยืนอยู่เคียงข้าง ก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ สายตาคมกริบมองดูหนุ่มสาวตรงหน้าด้วยความเมตตา
ฝ่ายชายนั้นไม่ต้องพูดถึง เขาเป็นลูกศิษย์ที่เขาภาคภูมิใจที่สุด ทั้งเฉลียวฉลาด มีความสามารถ และมีคุณสมบัติรอบด้านเป็นอันดับต้นๆ ของกองทัพ
ส่วนฝ่ายหญิงแม้รูปร่างจะดูบอบบางไปบ้าง แต่ผิวพรรณก็ขาวผ่องหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู เป็นเด็กสาวที่มีแววตาสะอาดบริสุทธิ์อย่างที่หาได้ยาก
“ฉันได้ข่าวว่าเธอไปทำงานที่สถานีเครื่องจักรกลการเกษตรหรือ เป็นอย่างไรบ้าง ปรับตัวเข้ากับที่ทำงานได้ไหม”
หลัวเจิ้นซิงพยายามปรับน้ำเสียงของตัวเองให้ดูผ่อนคลายและใจดีที่สุด เพราะกลัวว่าความเคร่งขรึมตามนิสัยผู้บังคับบัญชาจะทำให้แม่สาวน้อยที่ดูขวัญอ่อนตรงหน้าตื่นกลัว
เจียงถังผู้ที่ถูกเข้าใจผิดว่าขวัญอ่อนกระพริบตาปริบๆ หันไปสบตากับลู่ฉางเจิง ราวกับขอความเห็นว่าจะต้องตอบอย่างไรดี
ลู่ฉางเจิงที่คอยสังเกตทุกอิริยาบถของเธออยู่แล้ว รู้ได้ในทันทีว่าภรรยาตัวน้อยกำลังคิดอะไรอยู่
เขาหัวเราะในลำคอเบาๆ “ถังถังอยากพูดอะไรก็พูดได้เลยครับ ไม่ต้องเกรงใจ”
หลัวเจิ้นซิงเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ
เจ้าศิษย์ตัวดีคนนี้ อยู่ที่บ้านก็ยังเป็นฝ่ายตัดสินใจเองทั้งหมดเหรอ ไม่ยอมให้ฝ่ายหญิงเป็นคนดูแลจัดการเรื่องในบ้านหรือไง แบบนี้เห็นได้ชัดว่าจะไม่เป็นผลดีต่อความปรองดองในครอบครัวระยะยาวนะ
ในขณะที่หลัวเจิ้นซิงกำลังวางแผนในใจว่าจะหาโอกาสอบรมสั่งสอนลู่ฉางเจิงเรื่องการครองเรือนสักหน่อย เจียงถังที่ได้รับอนุญาตแล้ว ก็เปิดปากระบายความในใจออกมาด้วยความไม่สบอารมณ์
“ที่สถานีเครื่องจักรกลการเกษตรมีหนังสือให้อ่านเยอะแยะเลยค่ะ ฉันได้เรียนรู้อะไรที่ไม่เคยเจอมาก่อนเยอะมาก แต่ติดอยู่อย่างเดียวคือหัวหน้าสถานีหลิวพูดจาไม่เป็นคำพูดเลย”
เธอยังคงจดจำและฝังใจกับเรื่องเมื่อวานอย่างไม่ลืมเลือน!
หลัวเจิ้นซิงพอได้ยินคำฟ้องร้องแบบเด็กๆ นั้น ก็เกิดความสนใจขึ้นมาทันที “หลิวเจี้ยนกั๋วทำอะไรให้เธอไม่พอใจรึ”
“เขาบอกชัดเจนว่าให้ฉันหยุดพักผ่อนอยู่บ้านไม่ต้องไปทำงานเมื่อวานนี้ พอฉันกลับมาถึงบ้านแล้ว เขาก็ยังส่งคนมาตามให้ฉันกลับไปทำงานอีกจนได้”
“การกระทำของเขาทำให้ลู่ฉางเจิงต้องวิ่งไปวิ่งมารับส่งฉันจนวุ่นวาย ลู่ฉางเจิงได้รับบาดเจ็บอยู่ด้วยนะคะ...”
เจียงถังยื่นปากทำหน้ามุ่ยอย่างไม่พอใจเมื่อนึกถึงความลำบากของสามี
หลัวเจิ้นซิงกับเซี่ยชิวจวี๋ชะงักไปครู่หนึ่ง
ลู่ฉางเจิงรู้สึกหัวใจอ่อนยวบยาบไปหมดแล้ว
ที่แม่สาวน้อยของเขาเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นจดจำรายละเอียดขนาดนี้ ไม่ใช่เพราะเธอขี้เกียจไม่อยากไปทำงาน แต่เป็นเพราะเธอเป็นห่วงอาการบาดเจ็บของเขานั่นเอง...
“ผมไม่เป็นไรครับถังถัง แผลปกติดีทุกอย่าง ไม่ได้ฉีกขาดเลยแม้แต่น้อย”
“นั่นเป็นเพราะมีฉันคอยดูแลต่างหาก”
เจียงถังยึดมั่นในตรรกะที่ตรงไปตรงมาว่า ถ้าสัญญาแล้วก็ไม่ควรผิดคำพูด
หรือไม่ก็ไม่ควรสัญญาตั้งแต่แรก!
สองสามีภรรยาหลัวเจิ้นซิงที่ไม่เคยสัมผัสตัวตนของเจียงถังมาก่อน หลังจากฟังบทสนทนาอยู่ครู่หนึ่งก็เข้าใจได้ในที่สุด
แม่สาวน้อยคนนี้กำลังรู้สึกปวดใจแทนลู่ฉางเจิงนั่นเอง ช่างเป็นภรรยาที่น่ารักเสียจริง!
หลัวเจิ้นซิงหัวเราะเสียงดังด้วยความชอบใจ “ได้ๆ วันหลังอาจารย์จะช่วยเธอตำหนิเขาให้เอง! แก่ป่านนี้แล้ว จะพูดจากลับกลอกไม่เป็นคำพูดได้ยังไง คนเราสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือความซื่อสัตย์ใช่ไหมล่ะ”
“ประโยคนั้นพูดว่ายังไงนะ คนไร้อะไรนะ”
“คนไร้สัจจะ ย่อมไม่อาจยืนหยัดในสังคม กิจการไร้สัจจะ ย่อมไม่อาจรุ่งเรือง ครอบครัวไร้สัจจะ ย่อมไม่อาจปรองดอง”
เจียงถังท่องประโยคคลาสสิกตอบกลับไปอย่างฉะฉาน
หลัวเจิ้นซิงพยักหน้ายิ้มๆ อย่างชื่นชม “ถูกต้อง สหายเสี่ยวเจียงก็มีความรู้ทางวรรณกรรมอยู่ไม่น้อยเหมือนกันนี่นา!”
“ฉันอ่านหนังสือมาเยอะมากๆ เลยค่ะ!” เจียงถังตอบรับคำชมอย่างซื่อสัตย์และภาคภูมิใจ
หลัวเจิ้นซิงกับเซี่ยชิวจวี๋พอมองออกแล้วว่า แม่สาวน้อยคนนี้มีนิสัยเปิดเผยตรงไปตรงมาเหมือนเด็ก ดีใจได้ง่าย และแน่นอนว่า ‘จดจำความแค้น’ ได้แม่นยำเช่นกัน
เมื่อการฟ้องร้องจบสิ้นลง ก็ถึงเวลาเริ่มเข้าสู่พิธีการสำคัญของวันนี้
ภายใต้การเป็นประธานของหลัวเจิ้นซิง เจียงถังกับลู่ฉางเจิงถือสมุดปกแดงคนละเล่ม หันหน้าเข้าหารูปภาพท่านผู้นำบนผนังเพื่อกล่าวคำปฏิญาณตน ว่าจะเป็นคู่ชีวิตแห่งการปฏิวัติที่จะร่วมทุกข์ร่วมสุข บนเส้นทางในวันข้างหน้า จะมุ่งมั่นเรียนรู้ร่วมกัน และก้าวหน้าไปด้วยกันอย่างมั่นคง
การปฏิญาณตนอันเรียบง่ายแต่ศักดิ์สิทธิ์เสร็จสิ้นลง จากนั้นหลัวเจิ้นซิงก็ประกาศก้องว่า การแต่งงานครั้งนี้เสร็จสมบูรณ์แล้ว
บรรดาสหายทหารที่ยืนขึ้นปรบมือแสดงความยินดีต่างก็นั่งลงอย่างพร้อมเพรียง ทันทีที่มีคำสั่งเริ่มงาน ทุกคนก็คว้าตะเกียบและยกชามขึ้นมาเตรียมพร้อม
มหกรรมการรับประทานอาหารเริ่มต้นขึ้น
การเคลื่อนไหวในการคีบอาหารที่รวดเร็วปานสายฟ้าแลบของเหล่าทหาร ทำให้เจียงถังรู้สึกตะลึงงันจนตาค้าง
“ถังถัง เรื่องนี้ไม่ต้องเลียนแบบพวกเขานะครับ”
ลู่ฉางเจิงรีบเอามือปิดตาของเธอไว้ ไม่ให้เธอจดจำภาพการแย่งชิงอาหารราวกับสมรภูมิรบของเหล่าสหายร่วมรบ
เจียงถังส่งเสียงพึมพำในลำคอ “ลู่ฉางเจิง ปกติคุณก็กินข้าวเร็วแบบนี้เหมือนกันเหรอ”
“พวกคุณนี่เก่งจริงๆ เลยนะ!”
หากประโยคนี้หลุดออกมาจากปากคนอื่น อาจจะฟังดูเหมือนคำพูดประชดประชัน แต่เมื่อออกมาจากปากของเจียงถัง คำว่าเก่งก็คือคำชมจากใจจริง
เพราะเธอยังเรียนรู้วิธีการพูดเหน็บแนมคนอื่นไม่เป็น
ลู่ฉางเจิงดึงตัวคนรักให้ไปนั่งร่วมโต๊ะกับเซี่ยชิวจวี๋และหลัวเจิ้นซิงด้วยความรู้สึกขบขันปนเอ็นดูในความใสซื่อของเธอ
ผ่านไปไม่นาน ก็เริ่มมีสหายทยอยเข้ามาชนแก้วเหล้าเพื่อแสดงความยินดีกับลู่ฉางเจิง
วันนี้เป็นวันแต่งงาน แม้จะดื่มน้อยหน่อยได้ แต่จะขาดธรรมเนียมการดื่มฉลองไปไม่ได้เลย
ลู่ฉางเจิงเองก็มีความสุขเปี่ยมล้น เขาได้ดื่มเหล้าขาวร่วมกับทุกคนในงานไปประมาณครึ่งชาม ใบหน้าเริ่มขึ้นสีระเรื่อ
เจียงถังนั่งจ้องมองเหตุการณ์ต่างๆ ตาไม่กระพริบ ทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ สำหรับเธอแล้วมันช่างแปลกใหม่และน่าตื่นตาตื่นใจ ไม่เคยพบเห็นมาก่อนในชีวิตที่เป็นโสม
การแต่งงานของมนุษย์มันสนุกสนานแบบนี้นี่เอง!
งานเลี้ยงอาหารมื้อนี้จบลงอย่างรวดเร็วราวกับพายุพัดผ่าน คนที่มากินเลี้ยงมงคลต่างก็ทยอยแยกย้ายกันกลับบ้านด้วยความอิ่มเอม
จ้าวจานกั๋วเดินโซซัดโซเซด้วยฤทธิ์สุราเข้ามาในประตูบ้าน ทันใดนั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นเติ้งผิงผู้เป็นภรรยากำลังวุ่นวายอยู่กับการเก็บสัมภาระใส่กระเป๋า
[จบบท]