บทที่ 51: ภรรยาตัวน้อยผู้แสนชาญฉลาด
เมื่อเจียงถังกลับมาถึงบ้านก็พบว่าลู่ฉางเจิงเลิกงานกลับมาถึงก่อนแล้ว
หญิงสาวรีบกระโดดเข้าไปสวมกอดสามีหนุ่มในทันทีด้วยความคิดถึง
“ลู่ฉางเจิง วันนี้ฉันคิดถึงคุณมากเลยนะคะ...” ประโยคหวานซึ้งยังไม่ทันจบดี สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นร่างเล็กของเด็กหญิงยายาเดินออกมาจากด้านหลังของลู่ฉางเจิงเสียก่อน
เจียงถังเปลี่ยนท่าทีเป็นยิ้มตาหยีพร้อมโบกมือทักทายอย่างร่าเริง
“ยายา เธอมาหาฉันเหรอจ๊ะ”
เด็กน้อยพยักหน้ารับ พลางล้วงหยิบหนังสือการ์ตูนภาพเล่มเล็กออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นส่งให้เจียงถังอย่างกระตือรือร้น
“อาสะใภ้คะ นี่คือหนังสือการ์ตูนภาพที่พ่อซื้อให้หนูค่ะ ยายาอ่านจบแล้ว สนุกมากเลยอยากเอามาให้คุณอาสะใภ้อ่านบ้างค่ะ”
“จริงเหรอ”
เจียงถังคลายอ้อมกอดจากลู่ฉางเจิงทันที เธอรับหนังสือการ์ตูนเล่มนั้นมาพิจารณาด้วยความสนใจ
“อู่ซงตีเสือ” เธออ่านชื่อเรื่องบนปกเบาๆ
นี่เป็นหนังสือการ์ตูนที่เธอยังไม่เคยอ่านมาก่อน
เจียงถังจูงมือยายาไปนั่งลงบนม้านั่งยาวใต้ชายคาบ้าน แล้วเริ่มเปิดอ่านอย่างตั้งใจ โดยมียายาคอยยืนทำท่าทางประกอบการอธิบายอยู่ข้างๆ อย่างออกรสออกชาติ
เจียงถังพยักหน้าตามพลางจดจำท่าทางกระบวนท่าการต่อสู้ที่อู่ซงใช้ปราบเสือลงในสมองอันชาญฉลาดของเธอ
ลู่ฉางเจิงที่กำลังสาละวนกับการเก็บผักในแปลงเงยหน้าขึ้นมาเห็นภาพนั้นพอดี ท่าทางครุ่นคิดวิเคราะห์อย่างจริงจังของแม่กวางน้อยทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมาด้วยความเอ็นดู
ภรรยาตัวน้อยของเขาคงคิดจะจดจำกระบวนท่าอู่ซงตีเสือเอาไว้ใช้จริงๆ สินะ
เวลาผ่านไปจนเจียงถังอ่านหนังสือจบ จางหงอิงเพื่อนบ้านก็เดินมาตามลูกสาวกลับไปกินข้าวเย็นพอดี เจียงถังจึงคืนหนังสือให้ยายา พร้อมกับหยิบลูกอมกระต่ายขาวใส่มือเด็กน้อยไปสามเม็ด
“ขอบคุณที่แบ่งปันนะยายา อาสะใภ้ให้ลูกอมเธอเป็นรางวัล”
จางหงอิงเห็นเหตุการณ์ผ่านรั้วบ้านก็ยิ้มขำ พลางเอ่ยแซวเจียงถังว่าอย่าตามใจยายาจนเสียนิสัย
เจียงถังหันไปตอบกลับด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่จริงจัง
“พี่สะใภ้คะ ยายาแบ่งปันหนังสือให้ฉัน ฉันก็ต้องแบ่งปันลูกอมกระต่ายขาวให้เธอ เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วค่ะ”
“จ้ะ จ้ะ ถือธรรมเนียมไปมาหาสู่สินะ น้องสาวคนนี้ช่างเกรงใจจริงๆ” จางหงอิงหัวเราะชอบใจ
เจียงถังพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น
“ในหนังสือบอกว่า คนไร้มารยาทมิอาจยืนหยัด กิจไร้มารยาทมิอาจสำเร็จ ประเทศไร้มารยาทมิอาจสงบสุข ดังนั้นเราต้องมีมารยาทค่ะ”
การอ้างอิงตำราวิชาการด้วยท่าทางขึงขังของเธอเรียกเสียงหัวเราะจากจางหงอิงได้เป็นอย่างดี
“น้องสาว ความรู้เธอแน่นขนาดนี้ ฉันว่าเธอไปเป็นครูสอนหนังสือน่าจะเหมาะกว่านะ”
เจียงถังส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน
“ไม่เป็นครูหรอกค่ะ ฉันจะไปแข่งชิงรางวัล จะหาเงินมาเลี้ยงลู่ฉางเจิง”
คำพูดซื่อตรงและจริงใจที่ดังมาจากลานบ้าน ทำให้ลู่ฉางเจิงที่กำลังง่วนอยู่หน้าเตาไฟในครัวต้องยิ้มกว้างออกมา
ภรรยาของเขามักมีความคิดอ่านที่แปลกแยกจากคนทั่วไป แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนเสมอคือความจริงใจที่เธอมีต่อเขา ความรักบริสุทธิ์ที่เธอแสดงออกมาทำให้เขามั่นใจว่าจะยืนอยู่ข้างเธอเสมอ ตราบใดที่เรื่องนั้นไม่ขัดต่อหลักการและความถูกต้อง เขาพร้อมจะสนับสนุนเธออย่างไม่มีเงื่อนไข
มื้อเย็นผ่านไปอย่างเรียบง่ายและอบอุ่น
หลังจากจัดการงานครัวเรียบร้อยแล้ว ลู่ฉางเจิงเดินออกมาที่ลานบ้านก็พบว่าเจียงถังยังคงนั่งรอเขาอยู่
ทันทีที่เห็นสามี เธอก็รีบวิ่งเหยาะๆ เข้าไปหา
“ลู่ฉางเจิง”
“ว่ายังไงครับ มีอะไรหรือเปล่า”
“ปกติเวลาทำงาน พวกคุณต้องต่อสู้กับคนร้ายด้วยหรือเปล่าคะ”
เจียงถังกุมมือเขาไว้หลวมๆ ใบหน้าเนียนใสเงยขึ้นมองเขาด้วยดวงตาที่เป็นประกายด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ลู่ฉางเจิงยิ้มบางๆ แล้วพยักหน้า
“บางครั้งก็มีบ้างครับ”
“งั้นคุณสามารถทำเหมือนอู่ซงตีเสือที่ต่อยหมัดเดียวแล้วศัตรูล้มคว่ำไปเลยได้ไหมคะ”
“ถ้าอีกฝ่ายเป็นคนที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี โอกาสที่จะจบในหมัดเดียวก็คงยากครับ” เขาอธิบายให้เธอฟังอย่างใจเย็น เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่ความลับทางราชการอะไร
เจียงถังฟังแล้วก็ทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ลู่ฉางเจิง คุณตามฉันมาในห้องหน่อยสิคะ”
เธอดึงแขนเขาให้เดินตามเข้าไปในห้องนอน กดไหล่เขาให้นั่งลงข้างโต๊ะ ส่วนตัวเองหยิบกระดาษและดินสอขึ้นมาขีดเขียนยุกยิกอย่างรวดเร็ว
ตอนแรกลู่ฉางเจิงยังมองไม่ออกว่าเธอกำลังทำอะไร จนกระทั่งเส้นสายเหล่านั้นปรากฏขึ้นเป็นแผนภาพโครงสร้างร่างกายมนุษย์ที่ละเอียดและสมบูรณ์แบบ เขาก็ถึงกับสูดหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึง
“ถังถัง...”
“ฉันวิเคราะห์เรื่องอู่ซงตีเสือแล้วค่ะ ที่เขาเก่งขนาดนั้นและเอาชนะเสือได้ เป็นเพราะเขาโจมตีจุดอ่อนของมัน”
เจียงถังยื่นกระดาษแผ่นนั้นให้ลู่ฉางเจิงดูใกล้ๆ นิ้วเรียวชี้ไปตามจุดต่างๆ
“ตรงคอ หัวใจ ม้าม ตับ แล้วก็ถุงน้ำดี ตำแหน่งพวกนี้เป็นจุดเปราะบางที่สุดของร่างกายมนุษย์ค่ะ ถ้าคุณต้องสู้กับคนร้ายแล้วเน้นโจมตีจุดตายพวกนี้ คุณก็จะสามารถสยบศัตรูที่ตัวใหญ่กว่าได้เหมือนอู่ซงเลยนะคะ”
เธออธิบายด้วยน้ำเสียงจริงจังราวกับกำลังบรรยายสรุปยุทธวิธีทางทหาร แถมยังวงกลมเน้นจุดสำคัญเหล่านั้นไว้อย่างชัดเจน
ลู่ฉางเจิงจ้องมองแผนภาพในมือที่ระบุตำแหน่งเส้นเลือดและอวัยวะภายในได้อย่างแม่นยำราวจับวาง
แม้จะรู้ดีว่าภรรยาของเขามีความสามารถพิเศษหลายอย่าง แต่ความรู้ระดับแพทย์เชี่ยวชาญแบบนี้ก็ยังทำให้เขาอดทึ่งไม่ได้
“ถังถัง เรื่องพวกนี้คุณจำมาจากหนังสือเหรอครับ”
“ใช่ค่ะ มีหนังสือเล่มหนึ่งในห้องสมุดในเมืองเขียนบอกไว้ละเอียดเลย คุณอยากฟังเนื้อหาทั้งหมดไหมคะ ฉันท่องให้ฟังได้นะ”
เธอกระแอมไอเตรียมจะร่ายยาวเนื้อหาในหนังสือให้เขาฟัง
ลู่ฉางเจิงรีบเอื้อมมือไปกุมมือเธอไว้พลางส่ายหน้ายิ้มๆ
“ไม่ต้องหรอกครับถังถัง ไม่ต้องท่องให้ฟังหรอก”
“ไม่อยากฟังเหรอคะ” เจียงถังเอียงคอมองสามีด้วยความสงสัย
ลู่ฉางเจิงวางกระดาษแผ่นนั้นลงบนโต๊ะ ก่อนจะรวบร่างนุ่มนิ่มเข้ามาในอ้อมกอดอย่างรักใคร่
แม่สาวน้อยของเขาตัวหอมละมุน ภายนอกดูเหมือนเด็กสาวไร้เดียงสาที่แสนซื่อ แต่สมองกลับฉลาดหลักแหลมจนน่ากลัว
“ที่โรงพยาบาลในกองทัพน่าจะมีหนังสือพวกนี้ เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะลองถามจางหย่วนให้เขาช่วยหามาให้คุณอ่านเพิ่มนะ”
“อ้อ ตกลงค่ะ ดีเลย”
เมื่อคุยเรื่องสาระจบแล้ว บรรยากาศในห้องก็เริ่มเปลี่ยนเป็นความหวานซึ้ง
เจียงถังซุกไซ้และเผลอเปิดเสื้อกล้ามของลู่ฉางเจิงขึ้น สายตาของเธอจับจ้องไปที่รอยแผลเป็นบริเวณเอว แม้แผลจะหายสนิทแล้วแต่มันยังทิ้งร่องรอยจางๆ เอาไว้
หญิงสาวทำปากยื่นอย่างขัดใจ
กอดโสมวิเศษอย่างเธอไว้ทุกคืนแท้ๆ ทำไมยังทิ้งรอยแผลเป็นไว้อีกนะ ใช้ไม่ได้เลยจริงๆ
“เป็นอะไรไปครับ” ลู่ฉางเจิงถามกลั้วหัวเราะเมื่อเห็นสีหน้าของเธอ “รังเกียจว่าแผลเป็นมันไม่น่าดูเหรอ”
“อื้ม”
เจียงถังตอบรับสั้นๆ แต่แฝงความจริงจัง ปลายนิ้วเรียวลูบไล้แผ่วเบาบนรอยแผลเป็นนั้น ก่อนจะก้มลงประทับริมฝีปากนุ่มลงไปบนผิวเนื้อแกร่ง
“ถังถัง...”
สัมผัสนุ่มหยุ่นและความร้อนผ่าวที่นาบลงบนเอวทำให้ลู่ฉางเจิงสะท้านเฮือก กระแสไฟฟ้าแล่นปราดจากจุดนั้นกระจายไปทั่วสรรพางค์กาย
สติสัมปชัญญะของชายหนุ่มถูกความปรารถนาอันรุนแรงแผดเผาจนมอดไหม้ เหลือเพียงสัญชาตญาณดิบที่ต้องการครอบครองคนตรงหน้า
“ถังถัง...”
เสียงเรียกชื่อเธอแหบพร่าลงอย่างเห็นได้ชัด เขาช้อนตัวภรรยาสาวขึ้นในวงแขนแกร่ง แล้วก้าวเดินไปที่เตียงอย่างมั่นคง
เจียงถังมองใบหน้าที่แดงระเรื่อและดวงตาที่วาววับของเขาด้วยความไม่เข้าใจนัก แต่เธอก็ไม่ได้ขัดขืนเพราะเธอชอบทุกช่วงเวลาที่ได้ใกล้ชิดกับเขา
เธอชอบลู่ฉางเจิงที่สุดในโลกเลย
เช้าวันต่อมา เป็นวันที่หลิวเจี้ยนกั๋วประกาศว่ามีการแข่งขันทักษะรถแทรกเตอร์ประจำปี
เพื่อแสดงให้เห็นว่าเธอจริงจังกับเงินรางวัลมากแค่ไหน วันนี้เจียงถังจึงแต่งกายเต็มยศด้วยชุดทหาร คาดเข็มขัดกระชับเอว ผมยาวสลวยถูกถักเป็นเปียสองข้างทิ้งตัวลงบนไหล่อย่างเรียบร้อย
เท้าสวมรองเท้าปลดแอกทะมัดทะแมง สะพายกระเป๋าทหารสีเขียวเฉียงไปทางซ้าย ส่วนทางขวาสะพายกระติกน้ำทหารที่เติมน้ำเตรียมพร้อมไว้จนเต็ม
เธอปั่นจักรยานคันใหม่ออกจากบ้าน มุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมืองด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มแห่งความมั่นใจ
ขณะปั่นผ่านป้ายรถเมล์หน้าเขตบ้านพักทหาร หางตาของเธอเหลือบไปเห็นเติ้งผิงกำลังยืนรอรถเมล์อยู่ เจียงถังเพียงปรายตามองแวบหนึ่งแล้วก็ละสายตาไปอย่างไม่ใส่ใจ
การประลองครั้งใหญ่รอเธออยู่ เงินรางวัลสามสิบหยวน เนื้อหมู และไข่ไก่ เธอมาแล้ว!
ณ สถานีเครื่องจักรกลการเกษตร
หลิวหมิงฮุยเดินทางมาถึงก่อนเวลาเข้างานถึงหนึ่งชั่วโมง
เขาและกัวเลี่ยงนัดแนะกันมาทบทวนคู่มือและเอกสารต่างๆ ล่วงหน้า เพื่อเตรียมความพร้อมให้มากที่สุดสำหรับการแข่งขันที่จะเกิดขึ้น
“น้องสาวคนนั้นทำไมยังไม่มาอีกนะ”
กัวเลี่ยงที่ก้มหน้าอ่านหนังสือมาพักใหญ่เงยหน้าขึ้นถามด้วยความแปลกใจ
หลิวหมิงฮุยยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกาแล้วตอบกลับเสียงเรียบ “เธอไม่ใช่คนที่จะมาเช้าเกินจำเป็นหรอก ปกติก็เห็นมาถึงก่อนเวลาเข้างานห้านาทีตลอดไม่ใช่หรือไง”
สิ้นเสียงคำพูดของเขาไม่นาน และเป็นเวลาอีกห้านาทีจะถึงเวลาเข้างานพอดิบพอดี เสียงกระดิ่งจักรยานที่คุ้นเคยก็ดังแว่วมาจากด้านนอก
“นั่นไง มาแล้วจริงๆ ด้วย”
หลิวหมิงฮุยเอ่ยขึ้นพร้อมกับลุกเดินออกไปทางประตู
กัวเลี่ยงมองตามหลังเพื่อนไปพลางส่ายหน้ายิ้มๆ เมื่อไหร่หนอที่พวกเขาจะสามารถใช้ชีวิตอย่างอิสระและมั่นใจได้แบบสหายเจียงถังบ้าง
[จบบท]