บทที่ 54: สหายหญิงเจียงถัง
เจียงถังพยักหน้ายืนยันเสียงหนักแน่น “เร็วกว่าจักรยานแน่นอนค่ะท่านประธาน!”
ความมั่นใจอันเปี่ยมล้นของหญิงสาวทำให้ประธานเส้ากั๋วอันนึกสนุกและสนใจขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ เขาจึงโบกมือเรียกให้เจ้าหน้าที่รีบไปจัดเตรียมเครื่องมือตามที่เธอร้องขอมาให้ทันที
ไม่นานนัก ตะกร้าไม้ไผ่ขนาดใหญ่ก็ถูกนำมาวางตรงหน้า ภายในอัดแน่นไปด้วยอุปกรณ์ช่างครบครัน ทั้งประแจ ไขควง ค้อน และกรรไกรตัดเหล็ก สำหรับใช้ในการซ่อมแซมและปรับแต่งเครื่องจักร
น้ำหนักของตะกร้านั้นไม่ใช่เล่น ๆ เลยทีเดียว
เจ้าหน้าที่หนุ่มเอ่ยถามเจียงถังด้วยความเกรงใจ “สหายหญิง ให้ผมช่วยถือไปให้ไหมครับ มันหนักมากนะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ ธุระของตัวเองก็ต้องทำด้วยตัวเอง”
พูดจบหญิงสาวก็ยื่นมือออกไป เพียงแค่มือเดียวก็สามารถคว้าหูหิ้วตะกร้าไม้ไผ่ที่เจ้าหน้าที่ชายอกสามศอกต้องใช้สองมือประคองมาด้วยความหนักอึ้ง เธอรับมันมาถือไว้ราวกับว่ามันเป็นเพียงตะกร้าจ่ายตลาดเบา ๆ ใบหนึ่ง
เธอหิ้วมันเดินลิ่ว ๆ ไปวางไว้ข้างรถไถโดยไม่มีอาการหอบเหนื่อยให้เห็นแม้แต่น้อย
เจ้าหน้าที่หนุ่มมองตามแผ่นหลังเล็ก ๆ นั้นด้วยความตะลึงงัน พลางก้มมองมือตัวเองแล้วเกิดความสงสัยในสมรรถภาพทางกายของตน นี่เขาทำงานนั่งโต๊ะในออฟฟิศนานเกินไปจนร่างกายอ่อนแอสู้ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ไม่ได้แล้วหรือนี่
เจียงถังวางตะกร้าเครื่องมือลงข้างรถไถคู่ใจ
เข็มนาฬิกาบอกเวลาว่าเหลืออีกเพียง 2 นาที การแข่งขันก็จะเริ่มต้นขึ้น
เธอค่อย ๆ ปลดกระเป๋าเป้และกระติกน้ำออกจากตัวอย่างใจเย็น นำไปวางเรียงไว้บนพื้นว่างห่างออกไปเพื่อไม่ให้เกะกะการทำงาน
จากนั้นสหายหญิงตัวน้อยก็ถลกแขนเสื้อขึ้นอย่างทะมัดทะแมง คว้าประแจเบอร์ใหญ่ขึ้นมาแล้วตรงเข้าจัดการถอดชิ้นส่วนรถไถทันทีโดยไม่ลังเล
“การแข่งขันเริ่มได้!”
เสียงประกาศกึกก้องดังมาจากลำโพงกระจายเสียง เป็นสัญญาณปล่อยตัวผู้เข้าแข่งขัน
ทันใดนั้น เสียงเครื่องยนต์ของรถไถคันอื่น ๆ ก็ดังกระหึ่มขึ้นพร้อมกัน ควันขาวพวยพุ่ง ก่อนจะค่อย ๆ เคลื่อนขบวนออกจากลานกว้างไปอย่างเชื่องช้าตามประสารถทางการเกษตร
จากรถไถทั้งหมด 12 คัน ตอนนี้เหลือเพียงคันของเจียงถังเพียงคันเดียวที่ยังจอดสงบนิ่งอยู่ที่เดิม
ภาพที่ทุกคนเห็นคือ สหายหญิงเจียงถังยังคงรื้อชิ้นส่วนรถออกมาวางเรียงรายเต็มพื้นอย่างไม่ทุกข์ร้อน มิหนำซ้ำยังหันไปถามเจ้าหน้าที่ด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “ขอน้ำสักถังได้ไหมคะ?”
เจ้าหน้าที่ทำหน้าเลิ่กลั่กด้วยความงุนงง นี่เธอจะมาล้างรถตอนแข่งเนี่ยนะ
เส้ากั๋วอันเห็นท่าทีนั้นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะสั่งการลงไป “เอาน้ำไปให้เธอเดี๋ยวนี้”
สหายหญิงคนนี้น่าสนใจเกินไปแล้ว หากไม่ใช่เพราะตำแหน่งประธานค้ำคออยู่ เขาคงกระโดดลงจากอัฒจันทร์ไปยืนเกาะขอบสนามดูให้เห็นกับตาแล้วว่าเธอกำลังเล่นกลอะไรกับเครื่องยนต์พวกนั้น
เมื่อเจ้าหน้าที่หิ้วน้ำมาส่ง เจียงถังก็เริ่มปฏิบัติการที่ทำให้ทุกคนต้องอ้าปากค้าง เธอโยนชิ้นส่วนกลไกที่เปรอะเปื้อนคราบน้ำมันลงไปในถังน้ำ แล้วลงมือขัดสีฉวีวรรณพวกมันอย่างตั้งใจ ราวกับกำลังซักผ้าอ้อมเด็กก็ไม่ปาน
ทางด้านกลุ่มกองเชียร์ของสถานีเครื่องจักรกลการเกษตร
หลิวหมิงฮุยเห็นรถคันอื่นออกตัวไปจนลับสายตาแล้ว เขาก็ร้อนใจจนแทบจะเต้นเร่า ๆ “อาเล็กครับ! เจียงถังทำอะไรของเขาเนี่ย เขามาแข่งซ่อมรถหรือแข่งขับรถกันแน่”
“ก็ซ่อมรถไง แกตาบอดหรือ” หลิวเจี้ยนกั๋วตอบกลับหลานชายเสียงห้วน แต่ในใจเขาก็ร้อนรุ่มดั่งไฟสุมทรวงไม่แพ้กัน
เขาไม่ได้กลัวว่าเจียงถังจะซ่อมไม่ได้ แต่เขากลัวว่าเธอจะเพลิดเพลินกับการล้างอะไหล่จนลืมวันลืมคืนต่างหาก
ขืนมัวแต่โอ้เอ้ ต่อให้รถวิ่งเร็วแค่ไหน ถ้าคนอื่นเขาเข้าเส้นชัยไปหมดแล้ว จะมีประโยชน์อะไรที่จะไล่ตาม
กัวเลี่ยงเองก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้นมาบ้าง “หัวหน้าครับ ถ้าเสี่ยวเจียงซ่อมเสร็จแล้ว จะไล่กวดพวกนั้นทันเหรอครับ ทิ้งห่างกันขนาดนี้”
“ก็ต้องรอดูกันต่อไป” หลิวเจี้ยนกั๋วตอบเสียงเครียด
ไม่ใช่แค่พวกเขา แต่บรรดาผู้ชมในลานกว้างต่างก็พากันเอาใจช่วยสหายหญิงตัวน้อยจนเหงื่อตกแทน
จะมีก็แต่ว่านย่าวซู่ที่ยืนกอดอกหัวเราะร่าอยู่กับลูกน้องของตนด้วยความสะใจ
“หลิวเจี้ยนกั๋วมันคงแก่จนเลอะเลือนไปแล้ว ถึงได้ส่งคนสติไม่ดีมาลงแข่ง” ว่านย่าวซู่เย้ยหยัน
“นั่นสิครับหัวหน้า คนปกติที่ไหนเขาอ่านหนังสือคู่มือทำคลอดหมู แถมยังเอามาอ่านหน้าตาเฉยตอนแข่งอีก สมองคงมีปัญหาแน่ ๆ” ลูกน้องคนหนึ่งรีบผสมโรง
“ฮ่า ๆ ๆ งานนี้พวกเราชนะใส ๆ ไม่ต้องลุ้นให้เหนื่อย”
คนจากเขตเหนือต่างมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าชัยชนะต้องตกเป็นของพวกเขาอย่างแน่นอน
ในขณะที่พวกเขากำลังวาดวิมานในอากาศ เตรียมคำพูดเจ็บแสบไว้เยาะเย้ยพวกเขตใต้ เจียงถังก็เริ่มหยิบชิ้นส่วนที่อาบน้ำปะแป้งจนสะอาดเอี่ยมขึ้นมาประกอบร่างคืนสู่ตัวรถ
นิ้วเรียวเล็กของเธอขยับหยิบจับเครื่องมือและน็อตสกรูด้วยความชำนาญราวกับเล่นกล
รถไถรุ่นคุณปู่ที่ดูทรุดโทรมในตอนแรก หลังจากผ่านการชำระล้างคราบไคลและปรับแต่งภายในใหม่โดยฝีมือของเจียงถัง มันก็ดูสง่าผ่าเผยและสะอาดตาขึ้นผิดหูผิดตา
เธอเก็บเครื่องมือลงกล่องอย่างเป็นระเบียบ แล้วหิ้วถังน้ำกับตะกร้าเครื่องมือไปคืนเจ้าหน้าที่
“ขอบคุณมากค่ะ ฉันจัดการเรียบร้อยแล้ว”
เส้ากั๋วอันเห็นความใจเย็นของเธอแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้ “สหายตัวน้อย การแข่งขันเริ่มไปได้ 10 นาทีแล้วนะ ป่านนี้คนอื่นเขาขับไปได้ไกลโขแล้ว”
“รับทราบค่ะ”
เจียงถังกล่าวขอบคุณด้วยน้ำเสียงจริงจังสำหรับการเตือน
แล้วเธอก็ยิงคำถามซื่อ ๆ กลับไปว่า “ถ้าขับกลับมาถึงเส้นชัยก็รับเงินรางวัลได้เลยใช่ไหมคะ”
เส้ากั๋วอันชะงักไปครู่หนึ่ง...
“ใช่... กลับมาถึงก็รับได้เลย”
“เยี่ยมไปเลยค่ะ ขอบคุณค่ะ!”
เจียงถังยิ้มแก้มปริ เดินกลับไปที่รถไถด้วยท่าทางกระตือรือร้น เธอก้มลงคว้าเหล็กหมุนสตาร์ทเครื่องออกมา ออกแรงหมุนเพียงเบา ๆ
บรื้นนนนน!
เสียงเครื่องยนต์ดีเซลคำรามกึกก้อง ไม่ใช่เสียง ‘ป็อก ๆ ๆ’ แบบรถไถทั่วไป แต่มันกระหึ่มแน่นและทรงพลังคล้ายกับเสียงของเครื่องยนต์รถบรรทุกทหาร
เหล่าเซียนรถไถและช่างเครื่องในบริเวณนั้นต่างหูผึ่งทันที
เสียงนี้มัน... ไม่ปกติแล้ว! มันฟังดูเรียบลื่นและมีพลังอัดแน่นเกินกว่าจะเป็นเสียงของรถไถเก่า ๆ นี่เธอไปทำอะไรกับมันมากันแน่
ยังไม่ทันที่ใครจะหายสงสัย เจียงถังก็กระโดดขึ้นนั่งหลังพวงมาลัย สองมือกระชับมั่น แล้วหักเลี้ยวพารถพุ่งทะยานออกจากลานกว้างไปด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ
ฝุ่นตลบฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ ทิ้งให้ผู้คนในงานยืนอ้าปากค้างกับภาพที่เห็น
รถไถบุโรทั่งคันนั้น... บัดนี้ได้กลายสภาพเป็นม้าศึกพันธุ์ดีที่พร้อมจะควบตะบึงไปข้างหน้าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
หลิวเจี้ยนกั๋วนั่งไม่ติดเก้าอี้อีกต่อไป เขากระเด้งตัวลุกขึ้นวิ่งตามออกไปเป็นคนแรก เขาต้องเห็นกับตาให้ได้ว่าเจียงถังเสกมนต์อะไรใส่รถคันนั้น
“อาเล็ก! รอผมด้วย!” หลิวหมิงฮุยรีบวิ่งหน้าตั้งตามไป
กัวเลี่ยงเองก็ไม่อยากพลาดช็อตเด็ด รีบโกยแน่บตามไปติด ๆ
บนอัฒจันทร์ประธาน เส้ากั๋วอันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปสั่งเลขาคนสนิท “คุณรีบขี่จักรยานตามไปดูทีสิ ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
ทางด้านค่งฮุย ตัวเต็งจากเขตเหนือ ตอนนี้ขับทิ้งห่างคู่แข่งคนอื่น ๆ จนมองไม่เห็นแม้แต่เงา
โดยเฉพาะเมื่อเขาขับผ่านหลักกิโลเมตรที่ 5 และคว้าธงแดงจากมือเจ้าหน้าที่จุดกลับตัวมาได้ เขาก็ยิ้มกระหยิ่มในใจอย่างผู้ชนะ
ปีนี้ แชมป์ก็ต้องเป็นของพวกเขาเหมือนเดิม!
แต่รอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจยังไม่ทันจางหาย เขาก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นรถไถคันหนึ่งกำลังวิ่งสวนทางมาด้วยความเร็วสูงลิ่ว
นั่นใครกัน?!
พอรถคันนั้นวิ่งเข้ามาใกล้ เขาถึงเห็นชัดเจนว่าเป็นเจียงถัง... หญิงสาวนั่งตัวตรงสง่างาม มือข้างหนึ่งใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดจมูกกันฝุ่น อีกมือหนึ่งประคองพวงมาลัยด้วยท่าทีสบาย ๆ
ค่งฮุยถึงกับสมองรวน...
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!
เจียงถังขับมาถึงจุดกลับตัว เธอลดมือที่ถือผ้าลงเล็กน้อย คิ้วขมวดมุ่นด้วยความรังเกียจฝุ่นควัน ก่อนจะตะโกนบอกเจ้าหน้าที่
“ขอธงแดงด้วยค่ะ!”
เจ้าหน้าที่ซึ่งยืนงงเป็นไก่ตาแตกกับความเร็วระดับปีศาจ รีบยื่นธงแดงให้เธอ
เจียงถังรับธงมาเก็บไว้ แล้วหมุนพวงมาลัยกลับรถอย่างคล่องแคล่ว เสียงเครื่องยนต์คำรามก้อง ก่อนที่เธอจะเหยียบคันเร่งมิดไมล์บึ่งรถกลับไปทางเดิม
ล้อหลังตะกุยดินทรายพ่นใส่หน้าค่งฮุยจนสำลักควันโขมง
“แค่ก ๆ ๆ”
“สหาย! มัวยืนเหม่ออะไรอยู่ รีบตามไปสิ ไม่งั้นไม่ทันกินนะ!” เจ้าหน้าที่จุดกลับตัวตะโกนเตือนสติ
ค่งฮุยได้สติกลับมา เขารีบสับเกียร์เร่งเครื่องไล่กวดเจียงถังไปอย่างบ้าคลั่ง
แต่ไม่ว่าเขาจะเค้นสมรรถนะเครื่องยนต์ออกมาแค่ไหน เขาก็ทำได้แค่ดมฝุ่นตามหลังเธออยู่ในระยะ 200 เมตรตลอดเวลา ไม่มีทางเข้าใกล้ได้มากกว่านี้
“โธ่เว้ย! แบบนี้ที่ 1 หลุดมือแน่ ไม่ยอม... ฉันไม่ยอมแพ้หรอกเว้ย!” ค่งฮุยตะโกนลั่นด้วยความเดือดดาล รถไถของเขาเริ่มส่งเสียงครางครืดคราดและปล่อยควันดำปี๋
ยิ่งรีบก็ยิ่งเละ
ในจังหวะที่ค่งฮุยพยายามจะเร่งเครื่องแซง รถไถคู่ใจก็ประท้วงด้วยการส่งเสียงดัง ‘ปัง!’ สายพานขาดกระจุย เครื่องยนต์น็อกดับกลางอากาศ รถหยุดกึกจนหน้าทิ่ม
ค่งฮุย ???
เขาได้แต่นั่งนิ่งอยู่บนรถที่ตายสนิท มองดูจุดดำเล็ก ๆ ของรถเจียงถังที่ค่อย ๆ หายลับไปกับตา ค่งฮุยโมโหจนเลือดขึ้นหน้า กระโดดลงจากรถแล้วเตะเข้าที่ล้ออย่างแรงระบายอารมณ์
“โอ๊ยยย! เท้าข้า...”
เจียงถังผู้ซึ่งออกตัวเป็นคนสุดท้าย...
แต่กลับเป็นผู้คว้าชัยชนะ ขับรถกลับมาถึงลานกว้างเป็นคนแรกอย่างสง่างาม
เธอขับรถวนเข้ามาจอดเทียบท่าในช่องหมายเลข 6 ได้อย่างนิ่มนวล ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของผู้คนทั้งงาน
เธอดับเครื่องแล้วกระโดดลงจากรถด้วยท่าทางคล่องแคล่วว่องไว
ส่วนที่กระบะท้ายรถไถ หลิวเจี้ยนกั๋วและพรรคพวกที่แอบกระโดดเกาะรถตามไปดูเหตุการณ์ ตอนนี้สภาพแต่ละคนดูไม่จืด พวกเขาค่อย ๆ พยุงร่างลงจากรถด้วยขาที่สั่นพั่บ ๆ ราวกับเจ้าเข้า
“ฉันจะบอกให้นะเสี่ยวเจียง... รถไถของเธอน่ะ... คนขวัญอ่อนเขานั่งกันไม่ได้หรอกนะ หัวใจจะวาย”
กัวเลี่ยงบ่นอุบพลางเอามือลูบก้นที่ชาหนึบ แรงสั่นสะเทือนระดับรถแข่งแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลย
แต่เจียงถังหาได้สนใจคำบ่นเหล่านั้นไม่
ดวงตาคู่สวยของเธอเป็นประกายวาววับ จ้องมองตรงไปที่กองของรางวัลบนโต๊ะประธานราวกับนักล่าจ้องเหยื่อ
“ท่านประธานคะ ฉันไปรับเงินรางวัลได้หรือยังคะ”
[จบบท]